อาคม อธิบายกรอบใช้เงิน ม.๒๘ ชดเชยงบผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ อธิบายกรอบการใช้เงินตาม มาตรา ๒๘ เพื่อชดเชยวงเงินงบประมาณผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยระบุวัตถุประสงค์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิต และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมชี้แจงรายละเอียดโครงการประกันรายได้เกษตรกรและการเติมสภาพคล่องให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการกำหนดเพดานวงเงินกู้ที่ร้อยละ ๓๐ ของงบประมาณรวมตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และยืนยันว่าวงเงินค้างจ่าย ณ สิ้นปี ๒๕

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ในวันนี้ ต่อประเด็น ในเรื่องของแนวทางในการที่จะชดเชยในเรื่องของวงเงินงบประมาณที่ได้ใช้ไป โดยใช้กลไก ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้นในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ก็ขออนุญาตเรียนว่า ในมาตรา ๒๘ นั้น ในเรื่องของการที่จะใช้เงินเพื่อดำเนินการตามนโยบายนั้น หลัก ๆ ก็จะมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน ในสไลด์ (Slide) ที่ท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อาจารย์พิสิฐที่ได้แสดง ไว้นั้นก็จะมีทั้งในเรื่องของสถาบันการเงิน แล้วก็มีทั้งในเรื่องของรัฐวิสาหกิจอีกส่วนหนึ่ง แต่หลัก ๆ ในเรื่องของการดำเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้นโยบายของรัฐบาลนั้นก็จะมี ๓ เรื่องด้วยกัน ก็คือในเรื่องของการฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่องที่ ๒ ก็เป็นในเรื่องของการเพิ่มขีด ความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย หรือการก่อวินาศกรรม อันนี้ก็มีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘ ไว้อย่างชัดเจน ทีนี้ก็อยู่ตรงที่ว่าในเรื่องของการใช้เงิน ล่วงหน้าตรงนี้นั้นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็ขออนุญาตแยกว่าด้วยกลุ่มที่ได้รับ การช่วยเหลือนั้น ส่วนที่ ๑ ก็จะเป็นกลุ่มเกษตรกรอย่างชัดเจน เป็นโครงการในเรื่องของ ประกันรายได้เกษตรกรในสินค้า ๒ ๓ ตัว เรื่องของข้าว เรื่องของมันสำปะหลัง เรื่องของยาง เรื่องของปาล์มน้ำมัน ซึ่งก็เป็นการชดเชยในเรื่องของราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำไป อันนั้น ก็เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ส่วนที่ ๒ ก็เป็นในเรื่องของการเติมสภาพคล่อง หรือ แก้ปัญหาหนี้ให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่วนที่ ๓ ก็เป็นในเรื่องของการชดเชย ในเรื่องของรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำในเรื่องของพีเอสโอ (PSO) ๓ เรื่องหลัก ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าหากมองในเรื่องของวงเงินที่ใช้นั้นก็แน่นอนที่สุดว่าในกฎหมายก็ได้บัญญัติว่าต้องมีฟิสิคัล สเปซ (Physical Space) หรือมีพื้นที่การคลังที่เพียงพอ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ก็ได้กำหนดไว้ที่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายใด ๆ ก็ตามนั้น จะต้องไม่เกินในวงเงิน ๓๐เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณนั้น อย่างชัดเจนนะครับ เพราะแนวทางในเรื่องของการใช้เงินก้อนนี้นั้นก็เป็นเรื่องของการที่จะต้อง ไปชดเชยหรือเพิ่มตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายคืนให้กับสถาบันการเงินที่รัฐบาลใช้เป็นกลไก ในการปล่อยเงินออกไป ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ บสย. ก็ล้วนเป็นกลไกของรัฐนะครับ แต่อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้สักครู่นั้นส่วนหนึ่งก็ต้องออก สตางค์ไปก่อนในแง่ของสถาบันการเงิน แล้วรัฐบาลก็ตั้งชดเชยให้ในปีงบประมาณถัดไป แต่อย่างที่ทราบกันนะครับว่าวงเงินที่ค้างอยู่ทั้งหมดนั้นก็เป็นไปตามตัวเลขที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวไว้สักครู่นี้ วงเงินที่ค้างอยู่ทั้งหมด ณ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๔ นั้น ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ก็อยู่ที่ ๙๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งการทยอยจ่ายนั้นก็ตั้งงบประมาณในแต่ละปี ประเด็น ก็อยู่ตรงที่ว่าข้อจำกัดในเรื่องของการตั้งงบประมาณใช้คืนตรงนี้ก็ค่อนข้างที่จะมีจำกัด เนื่องจาก ภาระในเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจำ เรื่องของบลงทุนต่าง ๆ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการ นโยบายการเงินการคลังก็ได้มีข้อกำหนด ได้มีการปรึกษาหารือในคณะกรรมการซึ่งก็มีสำนัก งบประมาณเป็นกรรมการอยู่ด้วย ว่าในการตั้งงบประมาณแต่ละปีนั้นควรจะต้องตั้งคืนใช้ให้ มากกว่านี้ แต่ก็ด้วยข้อจำกัดก็ยังทำได้ไม่ถึง เพราะฉะนั้นมันก็จะพอกพูนขึ้นไปเรื่อย ๆ

แนวทางที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการที่จะปิดโครงการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการมา จริง ๆ แล้วโครงการหลายโครงการไม่ได้ดำเนินการในช่วงโควิด (COVID) เป็นโครงการที่สะสม มาตั้งแต่ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ เพราะฉะนั้นโครงการ ใดที่จบสิ้นไปแล้ว แล้วก็ขอให้ปิดโครงการเพื่อคืนวงเงินกลับเข้ามาให้กับมาตรา ๒๘ ก็เป็น การเพิ่มฟิสิคัล สเปซ (Physical Space) ตรงนี้ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมานั้นในการที่จะขยายกรอบ วงเงินจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้คำนึงในเรื่องนี้ว่านอกจากที่เราจะขอฟิสิคัล สเปซ (Physical Space) ตรง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาอีก แล้วจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดช่องให้สำหรับในเรื่องของโครงการประกันรายได้เกษตรกรโดยเฉพาะ ข้าวปีที่แล้วนะครับ นอกจากนั้นเราก็ไล่ปิดโครงการต่าง ๆ ซึ่งก็ปิดไปได้จำนวนเป็นหมื่นล้าน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มฟิสิคัล สเปซ (Physical Space) ตรงนี้ เพราะฉะนั้นแนวทางในเรื่องของการแก้ไขปัญหาตรงนี้ก็นอกจากในเรื่องของโครงการเดิม ๆ ที่มีอยู่นั้น เราก็ต้องไล่ปิดโครงการ อันที่ ๒ ก็คงไม่มีในแง่ทางอื่นว่าการชดเชยตรงนี้จะชดเชย คืนได้เมื่อไรนะครับ

ส่วนประการที่ ๓ นั้นก็คือในเรื่องของความเข้มงวดในเรื่องของการที่จะอนุมัติ โครงการในการที่จะใช้เงินก้อนนี้ เพราะว่าเงินก้อนนี้ในตามมาตรา ๒๘ นั้นก็เป็นประเด็น เรื่องของการที่มีความจำเป็นแล้วก็ฉุกเฉินจริง ๆ ถึงจะใช้วงเงินก้อนนี้ได้ ก็ขออนุญาตว่าเป็น แนวทางประมาณนี้นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็รับในเรื่องของข้อห่วงใยของท่านสมาชิก ท่านอาจารย์พิสิฐนะครับไว้ในเรื่องของการจัดทำ ทั้งในเรื่องของแผนการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ ในระยะยาว แล้วก็เรื่องของการบริหารในเรื่องของมาตรา ๒๘ ครับ