สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ หารือเรื่องการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ และเสนอแผนบริหารจัดการหนี้สาธารณะ 2 ประการ คือ การก่อหนี้ใหม่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ และการชำระหนี้ล่วงหน้าเพื่อลดภาระดอกเบี้ย

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามในวันนี้ ก็ขออนุญาตเรียนตอบคำถามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สอบถามในเบื้องต้นนะครับว่า ในกรอบของการบริหารจัดการหนี้สาธารณะนั้นมีแนวทางการดำเนินการอย่างไร ซึ่งก็จะนำไปสู่ ในเรื่องของประเด็นต่อไปนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของหนี้สาธารณะของประเทศนั้น ข้อมูลล่าสุดจะอยู่ที่ ๖๐.๘๗ ณ เดือนพฤษภาคม ซึ่งก็เกินกรอบเพดานที่เรากำหนดไว้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์มาเล็กน้อยเกือบ ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเราบริหารจัดการได้ดี เพราะเดิมทีนั้น คาดว่าในสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๔ หนี้สาธารณะของเราจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ไปมาก แต่อย่างไรก็ตามนั้นก็โยงไปถึงในเรื่องของว่าแล้วเรามีแนวทางในการบริหารจัดการหนี้อย่างไร เรียนว่าในเรื่องของแนวทางนั้นหลัก ๆ ก็คงจะมี ๒ เรื่องด้วยกัน คือเรื่องที่ ๑ ก็คงจะเป็นในเรื่อง ของการก่อหนี้ใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วการก่อหนี้ใหม่นั้นก็มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็พัฒนาประเทศนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นวงเงินที่เราเตรียมไว้สำหรับโครงการต่าง ๆ ของ ส่วนราชการ โครงการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นการลงทุนเพื่อการพัฒนาและต้องการใช้ แหล่งเงินกู้ ซึ่งนอกเหนือจากแหล่งเงินงบประมาณนะครับ

แต่ในประเด็นที่ ๒ ก็จะเป็นในเรื่องของหนี้ที่มีอยู่เดิมนั้น ๑๐ ล้านล้านบาท จะบริหารกันอย่างไร ซึ่งแนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ก็จะมีการนำเสนอในเรื่องของ แผนบริหารจัดการหนี้สาธารณะต่อคณะรัฐมนตรีเป็นระยะ ๆ เหตุที่มีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เป็นระยะ ๆ นั้นก็ด้วย ๒ เหตุผลก็คือว่าโครงการพัฒนาเมื่อมีความพร้อมในเรื่องของการ ดำเนินการนั้นก็จะเอามาบรรจุไว้ในแผนการก่อหนี้ใหม่ อันที่ ๑ อันที่ ๒ ในส่วนของหนี้เดิมนั้น ก็จะมีแนวทางหลัก ๆ อยู่ ๒ ๓ แนวทาง ซึ่งส่วนใหญ่นั้นในข้อที่ ๑ ก็คือเรื่องของช่วง ๒ ปี ที่ผ่านมานั้นก็จะมีในเรื่องของการก่อหนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งเราก็ออก พ.ร.ก. มา ๒ ฉบับ ๑ ล้านล้านบาทกับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งโดยส่วนใหญ่นั้นก็จะ เป็นการกู้เงินในระยะสั้น เพราะฉะนั้นในแนวทางที่ ๑ คือว่าในเรื่องของการบริหารเมื่อหนี้สั้น ครบกำหนดนั้นก็จะมีการเจรจาในเรื่องของการทำบอนด์สวิตชิง (Bond Switching) การยืด ระยะเวลาของการชำระหนี้ให้ยาวขึ้นไปนะครับ แล้วก็ในเทอมที่ดีที่สุด ซึ่งโดยปกติในขณะนี้ โดยส่วนใหญ่ก็จะมีหนี้ที่จะครบกำหนดในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๖ ก็ได้มีการทยอยในการทำ เรียกว่าบอนด์สวิตชิง (Bond Switching) เป็นระยะ ๆ นะครับ ซึ่งก็จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าในอัตราดอกเบี้ยนั้นก็คงจะต้องเกี่ยวโยงกับในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ของโลกด้วย ขณะนี้ในธนาคารกลางของสหรัฐนั้นก็มีการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางนั้น ก็ส่งผลกระทบไปตลาดการเงินทั่วโลก เพราะฉะนั้นในเรื่องของการอัตราดอกเบี้ยหรือ ผลตอบแทนต่อพันธบัตรนั้นก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คงต้องยอมรับ ว่าต้นทุนทางการเงินนั้นก็อาจจะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของการทำในประเด็นที่ ๒ คือ ในเรื่องของงบการชำระหนี้ของเราไม่ว่าจะเป็นเงินต้นหรือดอกเบี้ย และโดยเฉพาะดอกเบี้ยนั้น เมื่อเป็นดอกเบี้ยขาขึ้นแล้วถามว่างบประมาณเพียงพอไหมในการที่จะชำระหนี้นะครับ ก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าในการตั้งงบประมาณแต่ละปีนั้นก็อยู่บนสมมติฐานที่ภาวะการเงินนั้น อยู่ในภาวะใดภาวะขาขึ้นหรือขาลง ก็ขออนุญาตยกตัวอย่างว่าในงบประมาณปี ๒๕๖๕ ในช่วง ปลาย ๆ ปีงบประมาณนั้นผลกระทบตรงนี้อาจจะไม่มากนัก แต่ว่าในงบประมาณที่ได้ตั้งไว้นั้น ถ้าหากดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่านี้นั้นก็อาจจะต้องมีการของบประมาณเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการขออนุญาตใช้งบกลางมาเพิ่มเติมในเรื่องการชำระหนี้นะครับ

ส่วนอีกอันหนึ่งนั้นก็คือในเรื่องการบริหารโดยชำระเขาเรียกว่าเป็นพรีฟันดิง (Pre-Funding) ก็คือว่าหนี้ไหนที่ยังไม่ครบกำหนดนั้นเราคิดว่าในอัตราที่สามารถที่จะชำระคืน ได้ก่อนล่วงหน้าในปริมาณที่ไม่มากนักเราก็สามารถทำในเรื่องของเป็นพรีฟันดิง (Pre-Funding) ซึ่งที่ผ่านมาในปีที่แล้วก็มีการทำเป็นพรีฟันดิง (Pre-Funding) ด้วย เพื่อลดภาระในเรื่องของ รายจ่ายในเรื่องของดอกเบี้ยไปก็จะมีแนวทาง ๒ ๓ แนวทางอย่างที่ผมกราบเรียนสักครู่นี้นะครับ ก็ขออนุญาตในเบื้องต้นครับ