จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร โดยเรียกร้องให้ทบทวนการใช้อำนาจศาลทหารในพื้นที่ชายแดนใต้ ชี้ปัญหาความไม่เป็นธรรมและผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน พร้อมวิพากษ์ความเห็นของหน่วยงานที่ยังไม่สนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย ทั้งที่มีข้อเท็จจริงยืนยันความจำเป็นในการปฏิรูป
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ขออภิปรายต่อ ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีได้รับไป พิจารณา ๖๐ วันแล้วก็ส่งกลับมา ท่านประธานครับ เราได้อภิปรายในวาระหนึ่งเมื่อครั้งที่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรนำเสนอโดยตัวแทนของท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา แล้วก็ได้พิจารณาในเนื้อหาใจความซึ่งเราได้รับฟังถึงมิติของปัญหาในกระบวนการ ของศาลทหาร ไม่ว่าจากฟากฝั่งประชาชน จากฟากฝั่งของทหารเอง และโดยเฉพาะจาก ผู้เสนอนั่นก็คือทางพรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคซึ่งมีสมาชิกเกือบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ เราก็ได้เห็นมิติของปัญหาซึ่งมันกระทบกับชีวิตของพี่น้องประชาชน กับคนที่อยู่ในบริเวณนั้นอย่างรุนแรง เพราะว่าอะไรครับ ในบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ซึ่งมีการ ประกาศกฎอัยการศึกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ขอบเขตอำนาจของศาลทหารครอบคลุมไป กว้างกว่าที่ควร ต้องเรียนต่อท่านประธานครับเมื่อเอกสารจาก ครม. ส่งกลับมาที่ สภาผู้แทนราษฎรเราก็อยากจะเห็นถึงการรับฟังของคณะรัฐมนตรีแล้วก็หน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายจะได้รับฟังปัญหาที่ทางสมาชิกได้นำมาจากประชาชนมาเล่าสู่กันฟัง มาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ แต่เมื่อกลับมาแล้วนะครับความเห็นของหน่วยงาน ต่าง ๆ ค่อนข้างจะเป็นไปในทางเดียวกันนะครับ ผมจะพยายามนำมารีมาร์ค (Remark) ให้แต่เพียงที่จำเป็น แน่นอนครับในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรา เรายกประเด็น ในเรื่องของ ๓ จังหวัด ในเรื่องของการบังคับเรื่องของศาลทหารในที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ ในประเด็นของการที่บุคคลที่เป็นบุคคลภายนอกแล้วก็ไม่ได้อยู่อำนาจ แต่ว่าถูกความจำเป็น ตามกฎหมายใด ๆ ก็ตามต้องไปขึ้นศาลทหาร โดยเฉพาะปัญหาในช่วงของการปฏิวัติ รัฐประหารต่าง ๆ นะครับ สำนักงานสภาพัฒน์ส่งความเห็นกลับมาบอกว่า เมื่อพิจารณาถึง แผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายก็เห็นว่าเรื่องของธรรมนูญศาลทหารเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งควร จะต้องมีการปรับแก้ไข แต่การปฏิรูปประเทศจะสิ้นสุดภายในปี ๒๕๖๕ ซึ่งระยะเวลาไม่พอ ว่ากันง่าย ๆ หากจะดำเนินการก็ต้องไปดำเนินการในช่องทางปกติก็คือไปแก้กฎหมายเอานะครับ ซึ่งฟังดูแล้ว ไม่เป็นเหตุเป็นผลที่เหมาะสม ในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้พูดถึงสิทธิในการฟ้อง คดีด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามข้อ ๑๔.๓ ง. ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมือง อันนี้ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเพื่อนสมาชิกก็มีการ อภิปรายในสภาในวาระหนึ่งก่อนที่ท่านจะรับไปพิจารณาแล้วนะครับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริง และได้ชี้ชัดด้วยนะครับทางกรรมการสิทธิว่ากระบวนการผ่านทางศาลทหาร หลักการที่เราได้ ไปเซ็นไว้ในระดับโลกยังมีความบกพร่องที่มันยังขาดตกบกพร่องอยู่นะครับ คราวนี้มาในส่วนของ กรมพระธรรมนูญซึ่งท่านเป็นผู้บริหารจัดการเป็นผู้ที่ถือตัวร่างเกี่ยวกับธรรมนูญศาลทหาร เหล่านี้เองนี้นะครับ ท่านบอกว่าตามมาตรา ๔๕ ของท่านนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิของบุคคลดังกล่าว แต่อย่างใด อันนี้ผมฟังแล้วก็ตกใจนะครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่อภิปรายกันเกือบทั้งห้องเกือบทุกคนที่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรในวาระหนึ่งเข้าใจผิด หรือท่านเข้าใจผิดนะครับ หรือท่านมองมิติของท่านว่าท่านไม่ได้ละเมิดนะครับ แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นตามที่เราได้สัมผัสกันมาในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาเราเห็นถึงความผิดปกติ ความไม่เป็นมาตรฐานเดียวกับศาลสถิตยุติธรรมในกระบวนการของศาลทหารนะครับ นี่คือ สาเหตุที่เพื่อนสมาชิกมีความจำเป็นจะต้องเข้าชื่อกันแล้วก็ส่งกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร ท่านอาจจะปฏิเสธได้นะครับแต่ว่าความจริงมันเป็นสิ่งที่หลบเลี่ยงไม่ได้ มันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ มันมีข้อมูลที่ทุกคนรู้กัน มันมีข่าวสารที่เราสัมผัสได้ถึง ความผิดปกติต่าง ๆ เหล่านั้น ก็อยากจะให้เริ่มด้วยการยอมรับความจริงก่อนนะครับ ในส่วนของ คณะกรรมการกฤษฎีกาท่านเขียนมายาวพอสมควรนะครับ แต่ข้อสรุปสุดท้ายบอกว่า ท่านเห็นว่าควรจะต้องแก้นั่นละครับ แต่บอกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายซึ่งจำเป็น ต้องศึกษารายละเอียดและผลกระทบอย่างรอบด้านนี้ รวมทั้งความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้อง รับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงยังไม่สมควรรับหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติ อันนี้ผมเห็นแล้วก็ค่อนข้างตกใจนะครับทางกฤษฎีกา เพราะอะไรครับ ครม. รับไป ๖๐ วันแต่จริง ๆ แล้วท่านใช้เวลาไป ๓ ๔ เดือน ๔ เดือนที่ผ่านมาผมก็ไม่รู้ว่า ท่านทำอะไร แทนที่จะไปดำเนินการตามสิ่งที่ท่านพูดมาเพื่อให้มันครบถ้วนกระบวนความ และให้คำตอบกลับมา ท่านมีความเห็นเองว่าการแก้ไขเป็นสิ่งจำเป็น อันนี้ถูกต้องแต่ท่านดัน กลับบอกว่าวันนี้ยังไม่พร้อมก็เลยไม่แก้กันตรงนี้มันผิดพลาด เพราะว่าอะไรเพราะว่าถ้าเรา เห็นว่ามันควรแก้เราก็ควรจะต้องรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วเดินหน้าแก้ไข ด้วยความหวังว่าสิ่งที่เราจะทำกันในสภาผู้แทนราษฎรตามกระบวนการนิติบัญญัติมันจะ สามารถแก้ไขปัญหาให้กับกระบวนการที่มีผู้คนท้วงติงสงสัยในกระบวนการศาลทหารของท่าน ในที่สุดนะครับ อันนี้เป็นความผิดหวังจากข้อสังเกตของทางหน่วยงานราชการที่ทางคณะรัฐมนตรี แนบมาให้กับสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องการจะแก้ไขปัญหาเรื่องของสิทธิของประชาชน ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการของศาลทหารโดยที่เขาไม่ได้เต็มใจนะครับ ผมเองยังยืนยันครับว่า ร่างแก้ไขฉบับนี้จะสมบูรณ์ไม่สมบูรณ์อย่างไรเป็นสิ่งจำเป็นและถ้าให้ผมอ่านโดยเนื้อ ของข้อสังเกตที่หน่วยงานได้ชี้แจงมาผมมองว่าหลายหน่วยงานนะครับ ยกเว้นธรรมนูญ ศาลทหารเองเท่านั้นหลายหน่วยงานเห็นว่ามันมีความจำเป็นต้องแก้ครับถ้าอ่านจากข้อสรุป เพียงแต่ท่านบอกอ้างด้วยเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องระยะเวลาการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะด้วย เรื่องของการรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน ท่านไปอ้างสิ่งนั้นแล้วบอกว่ายังไม่ต้องรับหลักการ แต่สำหรับสภาผู้แทนราษฎรเราไม่มีเรื่องนั้นครับ สภาผู้แทนราษฎรเราถ้าเป็นกฎหมายที่เป็น ประโยชน์กับประชาชนเช่นนี้ผมเห็นควรให้รับหลักการไปก่อน แล้วในชั้นกรรมาธิการเรายังมีเวลา อีกมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการไปศึกษาเนื้อความในตัวบทกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำ ประชาพิจารณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดทั้งมวลมันมีขั้นตอน ของกระบวนการในสภาผู้แทนราษฎรขั้นตอนนิติบัญญัติเรา ซึ่งจะรองรับในประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่แล้ว จะมาอ้างเรื่องเวลา จะมาอ้างเรื่องความไม่พร้อมของการศึกษามันอ้างไม่ได้ เมื่อรับหลักการแล้ววาระสองเรามาทำงานกัน กลับสู่วาระสามถ้ามันเป็นประโยชน์ก็รับ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ท่านจะมาว่าตอนนั้นแล้วบอกว่าไม่ให้รับกันอีกทีหนึ่งท่านก็มีเสียงข้างมาก อยู่แล้วไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นผมเห็นควรให้รับหลักการร่างพระราชบัญญัติเรื่องนี้ครับ ขอบพระคุณครับ