สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕

อนุชา นาคาศัย หารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายทหาร โดยเฉพาะพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการมีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือน และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าว

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญ ศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา กับคณะที่เป็นผู้เสนอ และคณะรัฐมนตรีได้ขอรับกลับไปพิจารณาก่อนรับหลักการและได้ส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา ปรากฏตามระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องด่วนที่ ๗ ในคราวประชุม สภาผู้แทนราษฎร วันพุธที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้คณะรัฐมนตรี รับร่างพระราชบัญญัตินี้ไปพิจารณาก่อนที่จะลงมติในวาระรับหลักการ ท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับร่างไปพิจารณานั้น ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งประกอบไปด้วย สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ กรมพระธรรมนูญ สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานอัยการสูงสุดมาร่วม ประชุมและได้เชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าร่วมชี้แจงด้วย ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นดังนี้

การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดให้คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร เป็นผู้กระทำผิดกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นผู้เสียหาย เป็นคดีที่ไม่อยู่ ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ นั้นไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการมีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือน ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำผิดต่อกฎหมายทหาร หรือกฎหมายอื่นที่มีโทษอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร กระบวนการพิจารณาคดีในศาลทหารจึงให้ผู้บังคับบัญชาทหารมีส่วนร่วม โดยผู้บังคับบัญชา ได้เข้าร่วมเป็นตุลาการจะทำให้ทราบถึงสาเหตุที่กำลังพลดังกล่าวไปกระทำผิดและจะได้ หาแนวทางในการป้องกันและแก้ไข อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจเหนือบุคคลผู้กระทำผิด โดยเฉพาะมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารมุ่งเน้นที่ตัวบุคคลซึ่งเป็น ผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องหาที่เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นสำคัญ สำหรับบุคคลที่ มิได้อยู่ในอำนาจของศาลทหารซึ่งเป็นผู้เสียหายย่อมได้รับสิทธิตามประมวลกฎหมาย พิจารณาความอาญาที่นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม เช่นการเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ การเรียกค่าสินไหมทดแทน นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันศึกษาแนวทาง ที่เหมาะสม หากต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อยากราบเรียนท่านสมาชิก ท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้เรามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งมีการแก้ไขที่ผ่านมา เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เราผ่านกระบวนการปฏิวัติรัฐประหาร เราผ่านกระบวนการการมี รัฐธรรมนูญ เราผ่านกระบวนการการมีรัฐบาลมาหลายรัฐบาล ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าทำไม เมื่อก่อนนี้ที่ผ่านมาจึงไม่มีรัฐบาลไหน หรือหน่วยงานไหนนำกฎหมายที่พวกเราบอกว่า มีปัญหามาแก้ไข ณ ปัจจุบันนี้ นี่คือข้อสังเกตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมจึงตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคงมีความสำคัญบางประการเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารเป็นการเฉพาะอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นความละเอียด ลึกซึ้งในส่วนนี้ก็คงตั้งเป็นข้อสังเกตให้ท่านที่ผู้เสนอกฎหมายมา เพราะว่าท่านก็ผ่านการเป็น รัฐบาล ผ่านการเป็นรัฐมนตรีผู้มีอำนาจมาในยุคสมัยที่ท่านดำรงอยู่ในหลายรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่ง ที่ต้องกราบเรียนก็คือท่านรังสิมันต์ โรม อาจจะยังไม่ได้ผ่านมา ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนาม นะครับว่าท่านยังไม่ได้ผ่านกระบวนการการเป็นรัฐบาลหรือในการที่จะกำหนดตัวบทกฎหมาย ที่สามารถกระทำได้ในฐานะผู้มีอำนาจในการบริหารครับ จึงฝากเป็นข้อสังเกตไว้ บัดนี้ คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๕ มีมติรับทราบในข้อสังเกตและ ผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่คณะรัฐมนตรีขอรับมาพิจารณาก่อนรับหลักการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอและให้ส่งคืนร่างพระราชบัญญัติไปยัง สภาผู้แทนราษฎร พร้อมแจ้งข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากสมาชิกท่านใดมีความสงสัยจะได้ให้ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูลในรายละเอียดต่อไปครับ ขอบคุณครับ