สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พูดถึงเรื่องเอกสารที่รายงานกลับมานี่รัฐบาลไม่เห็นด้วยโดยใช้กฤษฎีกาลงความเห็นมา และเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อครับ จากพรรคก้าวไกล จากการลงนามของท่านเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายปกรณ์ในเอกสารถึงหน้า ๖ ผมจะเอาในนี้ที่จะพูดครับท่านประธาน ประเด็นของมันก็คือเรื่องของเอกสารที่รายงาน กลับมานี่รัฐบาลไม่เห็นด้วยโดยใช้กฤษฎีกาลงความเห็นมา ผมไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน เพราะการรายงานกลับมาที่สภาแห่งนี้โดยใช้ความเห็นของสภาผู้แทนราษฎรที่บอกว่า ควรจะเห็นด้วยโดยท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ขอเอ่ยนามที่ท่านได้เสนอร่างกฎหมาย มีแค่มาตราเดียว มาตรา ๔ มาตราสำคัญนะครับท่านประธาน ผมไม่เข้าใจทำไมรัฐบาล ขี้เหนียวกับอำนาจนี้จังเลยครับ อำนาจทหารนะครับ ท่านไปดูสิครับว่าถึงแม้ใน ๑.๕ พระธรรมนูญศาลจะไม่เห็นด้วยบลา บลา บลา (Blah Blah Blah) อ้างมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๓ ของพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารปีอะไรครับ ปีหลังผมเกิดปีเดียวกับท่าน ๒๔๙๘ จะบ้าบอคอแตกกันแล้วทหาร คิดอย่างนี้ได้อย่างไร กฎหมายก็เก่าแล้วครับท่านประธาน แล้วสิ่งที่สำคัญในหนังสือฉบับนี้ครับท่านประธาน ศาลยุติธรรมเขียนในบรรทัดที่ ๖ ที่ ๗ เขียนว่าอย่างนี้ครับ โดยในทางวิชาการเห็นสมควรให้มีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายว่าด้วย ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายเท่าเทียมกับการคุ้มครองสิทธิในการ ดำเนินกระบวนการพิจารณาในศาลยุติธรรมด้วยบลา บลา (Blah Blah) ท่านประธานครับ นี่สำนักงานศาลยุติธรรมยังเห็นด้วยกับเราเลยครับ ส่วนอัยการสูงสุดท่านประธานครับ ก็ยังบอกว่าให้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาพิจารณาร่วมกันท่านประธานเพื่อแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ นี่ ๒ องค์การใหญ่นะครับ มีแต่องค์กรเดียวครับที่บอกว่าไม่เห็นด้วย คณะกรรมการสิทธิก็บอกว่าควรแก้ไขเพิ่มเติม ส่วนสำนักงานก็บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณก็เป็นเรื่องของเขาไป แต่ในจดหมายนี้ ตอนปลายสุดท้ายท่านประธานเขียนชัดในเรื่องอ้างเจตนารมณ์ครับ เจตนารมณ์ออก พระธรรมนูญศาลฉบับนี้ครับเพื่อใช้คุ้มครองทหารมีเจตนารมณ์ที่เกี่ยวกับเงื่อนไขที่ไม่เห็นด้วย อยู่ ๒ ประเด็นครับ ประเด็นที่เกี่ยวข้องก็คือมันเป็นคดีความมั่นคงครับ เพื่อประโยชน์ของ สาธารณะบอกคดีความมั่นคง โลกมันเปลี่ยนไปแล้วครับท่านประธาน โลกของความจริง มันเปลี่ยนไปแล้วสมัยของยุคทหารมีทหารเกเรเยอะทหารสมัยนี้ที่เข้าไปนี่ถูกกดทับ กดทับ กดทับ ไม่เกเรครับ เชื่อฟังครับไม่ทำผิดเยอะครับแล้วธรรมนูญศาลทหารยังจะใช้บังคับโดยไม่แก้แค่ ๒ ๓ มาตราเองโดยเฉพาะมาตรา ๔ ที่ผู้เสนอร่าง อีกอันหนึ่งอ้างเรื่องอะไรท่านประธาน ข้อที่ ๒ อ้างในเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยคือต้องการความเฉียบขาดครับ เฉียบขาดอะไรครับสมัยนี้ ทหารต้องอ่อนไปตามเทคโนโลยีตามกระแสของสายธารของความเป็นประชาธิปไตยแล้ว นี่ยังเป็นรัฐรวมศูนย์ รัฐที่มีอำนาจอยู่ เห็นไหมครับว่า ๒ ประเด็นนี้ผมว่ามันค้านกับของ ทางสำนักงานยุติธรรม ศาลยุติธรรมนี้เห็นชัดเลยว่าควรจะมีการพิจารณาแก้ไข ชัดเจนครับ ท่านอ่านสิครับ ข้อ ๑.๖ ส่วนข้อ ๑.๗ นั้น อัยการก็ยืนยันตามนั้น ส่วนกฤษฎีกาครับ สุดท้ายแล้วกฤษฎีกานี้ก็อ้างหลายมาตรา หลายเหตุผลความจำเป็นในการ เสนอกฎหมายจนถึงวรรคสุดท้าย วรรคสุดท้ายอ้างมาตรา ๔๕ ว่ากฎหมายที่ออกมานี่ ท่านไปดูสิครับว่าหลักการที่ผู้เสนอกฎหมายนี้ ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่เขียนไว้ใน หลักการนี้มีแค่นิดเดียวเอง หลักการคือกำหนดให้คดีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เป็นผู้กระทำความผิดกับผู้เสียหายที่ไม่ได้อยู่ในศาลทหารเป็นผู้กระทำความผิดไม่อยู่ใน ศาลทหารตามมาตรานี้ หลักการคือต้องการตรงนี้และกำหนดให้บรรดาคดีที่บุคคลที่อยู่ใน ศาลทหารเป็นผู้กระทำความผิดกับผู้เสียหายกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหารจะได้ยื่นฟ้อง ต่อศาลทหารไว้ก่อน แก้ไขเพิ่มเติม บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) ก็พูดง่าย ๆ ว่ามาตรา ๔ ที่ เขียนนี้จุดมุ่งหมายก็คือบรรดาคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นบุคคลผู้กระทำผิดกับ ผู้เสียหาย เป็นบุคคลที่ไม่ใช่ทหารซึ่งได้ยื่นฟ้องต่อศาลทหารไว้ก่อน อันนี้คือมาตรา ๔ ยังดำรงอยู่ ให้โอนคดีมา ส่วนคดีที่ตัดสินไปแล้วให้ย้ายไป ให้ยังดำรงอยู่ไม่ให้ย้ายไปครับ อยู่ในคดีฎีกา แต่ส่วนคดีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลเป็นบุคคลผู้กระทำความผิด กับบุคคลที่มิได้อยู่ในศาลทหาร อันนี้ต้องยกเลิกครับ เท่านั้นเองครับ คือต้องการประกันของ ผู้เสียหาย แต่ถ้าเป็นผู้ร่วมกระทำผิดครับ ช่างเถอะไม่เป็นอะไรยังอยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่นี่เป็นผู้เสียหายเพื่อต้องการคุ้มครองบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในศาลทหารและผู้เสียหาย เท่านี้เองครับ ไม่เห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ ต้องแก้ครับ ยืนยันตามนั้นครับ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลครับ