กนก วงษ์ตระหง่าน วิพากษ์การฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการใช้ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน โดยชี้ให้เห็นว่ามีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องล้มหายไป พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบสินเชื่อที่ยังไม่เอื้อต่อเอสเอ็มอี และเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขั้นตอนที่ไม่เชื่อมโยงกัน และการบูรณาการที่ขาดความสอดคล้อง พร้อมเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการให้รอดพ้นจากการล้มละลายด้วยการปรับแผนธุรกิจ ใช้เทคโนโลยี พัฒนาทักษะการบริหาร ควบคู่กับการสนับสนุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการรายงานฉบับนี้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาต เรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าความจริงเรื่องนี้มันจบไปแล้ว แต่ในทางการบริหารนั้น เราถือว่าเราจะต้องมาพิสูจน์ซากศพครับ ภาษาวิชาการเรียกว่าต้องทำโพสต์ออทอปซี (Post Autopsy) ท่านประธานครับ วันนี้เอสเอ็มอี (SMEs) ตายไปเยอะมากจากการออก พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Lone) ที่ผ่านมา อาจจะมีจำนวนหนึ่งนะครับที่รอด แต่ส่วนใหญ่ตายครับ ท่านประธาน ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการติดตามการใช้เงินกู้ก้อนนี้ และผมได้พบกับตัวแทน ของเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เขาตายไปแล้วครึ่งหนึ่งครับท่านประธานเพราะฉะนั้นผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าเราไม่ได้มาต่อว่ากัน แต่เราต้องการจะดูว่าจากนี้ไปเราควรจะทำอะไร เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเสนอผลการพิสูจน์ซากและนำไปสู่ข้อเสนอครับท่านประธาน
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง สถาบันการเงินภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้ง ธนาคารพาณิชย์ จะต้องร่วมกันทบทวนระบบการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินใหม่ครับ เพราะระบบการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่ใช้กันอยู่วันนี้มันไม่สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ครบทั้งหมดนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น เราพูดถึงการวิเคราะห์สินเชื่อครับ การวิเคราะห์สินเชื่อที่ผ่านมาสถาบันการเงินเอกชนก็ดู ๒ อย่างครับ อย่างแรกดูหลักทรัพย์ค้ำประกันครับ ถ้ามีก็ปลอดภัย อันที่ ๒ ดูบุคคลค้ำประกัน ถ้ามีก็ปลอดภัยขั้นที่ ๒ ครับ ทฤษฎีบอกว่าให้ดูความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ดูแผนทางธุรกิจ ผมถามว่ามีเอสเอ็มอี (SMEs) รายไหนบ้างครับที่เอาแผนธุรกิจเสนอและธนาคารเอกชนให้กู้ โดยไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกันครับท่านประธาน ไม่มีครับ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่มากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังต้องคิดและทบทวนเรื่องนี้ จริง ๆ และสิ่งที่เราให้ซอฟต์โลน (Soft Loan) ไม่ได้ใน พ.ร.บ. เงินกู้นั้นตรงนี้เป็นปัญหาเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญมากครับท่านประธาน และด้วยเหตุผลอันนี้เอง ผมจึงขออนุญาตเสนอท่านประธาน ด้วยความเคารพว่ารัฐบาลจะต้องรื้อระบบการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินใหม่ทั้งหมด ผมไม่ขอพูดรายละเอียดนะครับ แต่ผมขออนุญาตชี้ประเด็นที่สำคัญที่มันเกิดขึ้น ในสภาวะวิกฤติ วันนี้สิ่งที่เกิดปัญหาขึ้นก็คือหนี้นอกระบบครับท่านประธาน หนี้นอกระบบวันนี้เขาไม่อยาก ไปกู้หรอกครับ แต่เขาต้องไปเพราะเขาเข้าสถาบันการเงินไม่ได้ นั่นหมายความว่ากำแพง ที่สถาบันการเงินตั้งไว้ด้วยความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังนั้น คือกำแพงที่ผลักรายเล็กรายน้อยให้ไปอยู่กับระบบของหนี้นอกระบบครับ และหนี้นอกระบบนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก มีผลกระทบมากมาย ผมขออนุญาตไม่พูดถึง นั่นคือประเด็นที่ ๑ นะครับ ที่ขอพิสูจน์ซากเพื่อจะเรียนกับท่านประธานครับ
ประเด็นที่ ๒ กระบวนการให้สินเชื่อเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ ประเทศนั้นจะต้องทำ ทุกคนพูดกันหมดแต่ปฏิบัติไม่ได้ครับ คืออย่างบูรณาการครับ ท่านประธาน วันนี้สถาบันส่งเสริมเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหลายธนาคารเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหลายก็ทำไปอย่างหนึ่งนะครับ แล้วก็จะมารายงานเมื่อสักครู่นี้ก็มีคนตอบแล้วนะครับว่า วงเงินที่ได้รับอุดหนุนจากกระทรวงการคลังไม่เพียงพอ ต้องขอมติคณะมนตรีเพิ่มเติม อันนี้ ปัญหาที่ผ่านมานะครับ เราก็มีปัญหาครับ ในขณะที่ ครม. ผ่าน พ.ร.ก. เงินกู้หลายแสนล้านบาท แต่ทำไมให้วงเงินธนาคารเอสเอ็มอี (SMEs) ต่ำล่ะครับ ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เจ้าหน้าที่ของเอสเอ็มอี (SMEs) เอง สถาบันการเงินเองก็ทำงานแบบไม่ต้องรับผิดชอบ ก็คือ ลูกหนี้ที่ธนาคารเอกชนไม่ให้ ก็มาขอเอสเอ็มอี (SMEs) ถ้าอย่างนี้คำถามก็คือว่ามูลค่าเพิ่ม ของเอสเอ็มอี (SMEs) ในการแก้ปัญหาคืออะไรครับประธาน นี่คือหนึ่งตัวอย่างที่ธนาคาร พาณิชย์แล้วก็สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็ก ขนาดย่อม ไม่ได้ประสานกันในเชิงที่จะให้ประโยชน์กับเอสเอ็มอี (SMEs) ครับท่านประธาน ธนาคาร แห่งประเทศไทยทำงานกับธนาคารพาณิชย์เราเชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์มา เราพบว่าต้นทุน เขาสูงครับ ถ้ากู้สั้น ไม่ได้หรอกครับ แล้วถ้ายึดทรัพย์ธนาคารพาณิชย์ก็บอกว่าผมมาทีหลัง ไม่ได้ก่อน ผมไม่เสี่ยงครับ ข้อมูลเหล่านี้คือความคิดเบื้องต้นของกลไกการกู้ยืมครับ คนที่ทำงาน ในวิชาชีพการเงินรู้หมดทุกคนแต่ทำไมออก พ.ร.ก. ไม่ได้คิดเรื่องเหล่านี้มันเกิดอะไรขึ้น ครับท่านประธาน นี่คือตัวอย่างของการไม่บูรณาการที่ผมคิดว่าจำเป็นที่เราจะต้องแก้ไข
ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน การทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) กู้แล้วรอดได้ อันนั้นคือปัญหาใหญ่ครับ การให้เงินกู้สินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) นั้นเป็นมาตรการ ทางการเงินที่สำคัญนะครับผมย้ำกับท่านประธาน แต่ไม่ได้หมายความว่าด้วยมาตรการเดียว จะทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) รอดครับ เอสเอ็มอี (SMEs) รอดจะต้องมีอีก ๒ มาตรการ ครับท่านประธานที่จะต้องทำ ประการที่ ๑ จะต้องแก้ไขแผนธุรกิจของเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ผ่านมาเราก็ยังไม่ได้ทำ จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่ได้ทำครับท่านประธาน แผนธุรกิจที่จะทำให้ เอสเอ็มอี (SMEs) รอดได้นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้เทคโนโลยี ซึ่งก็ไม่ได้ทำครับ เพราะสถาบันการเงินไม่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีครับท่านประธาน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยที่รู้เรื่องเทคโนโลยีก็ไม่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อครับท่านประธาน ประเทศนี้ มันจึงแบ่งแยกแบบนี้แล้วก็เกิดปัญหาอย่างที่เราเห็นวันนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ ๒ แผนธุรกิจ ที่จะทำให้รอดคืออะไร ถ้าไม่มีคำตอบนี้ปล่อยกู้ไปก็เจ๊งครับท่านประธานเหมือนเดิม ทุกประการ และประการที่ ๓ คือการยกระดับทักษะขีดความสามารถทางการบริหารธุรกิจของ เอสเอ็มอี (SMEs) ถ้าผู้บริหารเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่มีวินัย ไม่มีความรับผิดชอบ สุดท้าย ก็มีปัญหาอยู่ดี เราจะทำอย่างไรมาตรการกำกับและส่งเสริมสิ่งเหล่านี้เราไม่เคยได้ยิน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าทุน เทคโนโลยีที่อยู่ใน บิสสิเนสโมเดล (Business Model) และการพัฒนาขีดความสามารถของเอสเอ็มอี (SMEs) จะต้องทำไปพร้อม ๆ กันจึงจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตนำรายงาน ในความเห็นภายใน ๗ นาทีนี้เพื่อจะบอกกับท่านประธานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่าเราต้องทำแบบนี้ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ