สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕

วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจขนาดเล็กและเอสเอ็มอี

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ถึงแม้ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมยื่นไปตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๔ แต่ผมก็ยังยืนยันครับว่ามันยัง เป็นร่างกฎหมายที่มีความจำเป็นยังไม่ล้าสมัยครับ เหตุผลที่สำคัญก็คือทุกวันนี้ธุรกิจ ขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ก็ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ทั้งที่จริง ๆ แล้วในธุรกิจท่องเที่ยว ที่กำลังฟื้นตัวนี่ครับ ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้ที่จะกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งหนึ่ง มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงแหล่งเงินทุนครับ เพื่อกลับมาจ้างงาน กลับมาตกแต่งหลาย ๆ อย่าง ในกิจการของตนเองก็ยังเข้าไม่ถึงครับ หรือแม้กระทั่งธุรกิจปกติในสภาวะที่ค่าใช้จ่ายมากขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น ดังนั้นปัญหาของการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนของเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นปัญหาสำคัญที่ยังเกิดขึ้นอยู่ ดังนั้นผมคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเข้ามาแก้ไขประเด็นปัญหานี้ได้เพราะถ้าไปดูผลลัพธ์ จริง ๆ ของมาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) หรือแม้กระทั่งมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูผมว่า มันสะท้อนตรงไปตรงมามากว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ก็ยังเข้าไม่ถึงมาตรการนี้อย่างเต็มที่ ซอฟต์โลน (Soft Loan) ตั้งวงเงินมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายกู้ได้เพียงแค่ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูตั้งวงเงินมา ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายปล่อยกู้ได้เพียงแค่ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถ้าไปดูไส้ในก็กลายเป็นว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ยังไม่เคยมีสินเชื่อ มาก่อนสุดท้ายกู้สินเชื่อฟื้นฟูได้เพียงแค่ ๙,๐๐๐ ราย นั่นหมายถึงอะไรครับ ก็คือหมายถึงว่า เอสเอ็มอี (SMEs) ตกหล่นจำนวนมากครับ ยังมีเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เข้าไม่ถึงอย่างที่ตั้งใจไว้ เหตุผลมันตรงไปตรงมาครับ เพราะว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงสินเชื่อแหล่งทุนกับสถาบันการเงินได้ คือรัฐต้องเข้ามาช่วยค้ำประกันความเสี่ยง ให้กับสถาบันการเงินมากขึ้นครับ นี่คือเหตุผลเดียวเลยที่ทำให้สถาบันการเงินเขากล้าและมั่นใจ ปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ได้มากขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้นะครับ อันนี้เป็นประเด็น สำคัญที่ซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็มีปัญหา คือเราชดเชยความเสี่ยงน้อยเกินไป แม้แต่ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูเราก็ตั้งไว้เพียงแค่ร้อยละ ๔๐ ที่ให้ บสย. เข้ามาช่วยค้ำประกันให้กับ สถาบันการเงินนะครับ ซึ่งผมว่าตรงนี้ละเป็นใจกลางของปัญหาครับ คือเมื่อรัฐชดเชย ความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงินน้อยเกินไปทำให้สถาบันการเงินไม่มั่นใจครับว่าจะได้รับ การชดเชยคุ้มกับความเสี่ยงในการปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) หรือไม่ ดังนั้นในร่างของผม ผมตั้งเพิ่มไว้ว่าการชดเชยความเสี่ยงคือร้อยละ ๘๐ ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นสำคัญถ้าเกิด ทางรัฐบาลจะมองว่าไม่จำเป็นต้องสูงขนาดนั้น แต่ผมคิดว่าการเพิ่มให้สูงขึ้นกว่าเดิมจาก ร้อยละ ๔๐ ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงแหล่งทุนครับ หรือแม้กระทั่งอย่างมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ จริง ๆ ผมต้องขออภิปรายตรงนี้ครับ เป็นเจตนาที่ดีครับ แต่นี่คือระเบิดเวลาลูกใหญ่อีกลูกหนึ่งนะครับ ถึงแม้ว่าจะมีคนเข้าร่วม เพียงแค่ ๔๐๐ กว่าราย แต่ผมอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปดูไส้ในของมาตรการนี้ นะครับว่ากลายเป็นว่าลูกหนี้ที่ควรจะได้ไม่ได้ ลูกหนี้ที่สถาบันการเงินให้พักทรัพย์พักหนี้ กลายเป็นเพียงแค่ลูกหนี้ที่มีมูลค่าทรัพย์มากกว่ามูลหนี้จำนวนมาก ซึ่งอันนี้เป็นการทำให้ ลูกหนี้เสียสิทธิ เพราะเมื่อโอนทรัพย์ไปแล้วสุดท้ายเมื่อถูกยึดไปส่วนต่างตรงนี้ลูกหนี้ก็จะ ไม่ได้รับเลยนะครับ อันนี้อย่างที่บอกเป็นมาตรการที่ตั้งต้นมาเจตนาที่ดี แต่ผมคิดว่าประเด็นนี้ ต้องไปดูการควบคุมของธนาคารพาณิชย์ด้วยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นี้ ส่วนถ้ามาถึงตอนนี้ ก็คงต้องฝากครับบางทีมันอาจจะไกลเกินกว่าที่มาเรื่องของมาตรการสินเชื่อแล้ว จริง ๆ มันยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อยู่ในวาระสภานี้ด้วย ก็คือ พ.ร.บ. ล้มละลาย คือผมคิดว่าบางที ตอนนี้มันอาจจะมาไกลเกินกว่าที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนมันต้องไปคุยกันเรื่องล้มละลายแล้วครับ ดังนั้นในวาระที่จะถึงนี้จริง ๆ อยากพูดชวนแบงก์ชาติให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายที่ผม เสนอเข้าสู่วาระสภาด้วยว่าให้ปลดล็อกให้เอสเอ็มอี (SMEs) เขาฟื้นฟูกิจการได้ง่ายขึ้น ไม่ต้อง มีเกณฑ์หนี้ขั้นต่ำอีกต่อไป ให้เอสเอ็มอี (SMEs) เขาได้มีโอกาสฟื้นตัว มีชีวิตใหม่ที่ปลอดหนี้ อีกครั้งหนึ่ง ในวาระนี้ก็ขอทิ้งท้ายไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ