จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นำเสนอยญัตติร่างพระราชบัญญัติสามฉบับเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ รวมถึงการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม โดยเฉพาะการกระจายความช่วยเหลือให้กับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน พร้อมเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบและกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินกู้จำนวน 1.5 ล้านล้านบาท ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอใช้เวลา ในช่วงต้นนี้ในการอ่านญัตติตามที่ได้มีการนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๓ ฉบับนะครับ
๔. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของ ระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเท ศ พ.ศ. ๒๕๖๓ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะเป็นผู้เสนอ)
ข้าพเจ้ากับคณะขอเสนอพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคง ทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๓ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... พร้อมด้วยบันทึกหลักการและ เหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อโปรดพิจารณา ดำเนินการตามมาตรา ๗๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญและนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา
ท่านประธานครับ ฉบับแรกนะครับ ฉบับที่ ๒ นะครับ เป็นฉบับของท่าน นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ
๕. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะเป็นผู้เสนอ)
โดยมีหลักการดังนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขเยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ โดยที่การกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ มีมูลค่าสูงถึง ๑ ล้านล้านบาท การใช้เงินที่กู้มาก็กระทำ ในเวลาจำกัด จำเป็นต้องให้ดำเนินการไปโดยโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน อย่างแท้จริง จึงควรสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนโดยให้มีกรรมการผู้สังเกตการณ์จาก สภาผู้แทนราษฎรในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ให้รายงานการกู้เงินและการใช้จ่าย เงินกู้ตามพระราชกำหนดต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือน และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภาร้องขอข้อมูลการกู้เงินและการใช้เงินเพื่อประโยชน์ของการตรวจสอบได้ จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้ และฉบับที่ ๓ เป็นร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
หลักการคือการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ ดังต่อไปนี้
๑. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า ผู้ประกอบวิสาหกิจ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา ๓
๒. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้หมายความรวมถึงวิสาหกิจที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินมาก่อน และจำกัด วงเงินสินเชื่อไว้ไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาทต่อราย (แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา ๓
๓. กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ อันส่งผลให้วิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ ทุกรายสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำได้โดยง่าย (แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา ๗ วรรคสาม
๔. กำหนดเงื่อนไขการให้กู้ยืมเงินของสถาบันการเงินครอบคลุมถึงการให้ สินเชื่อกับวิสาหกิจรายใหม่และวิสาหกิจที่ยังไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินมาก่อน (แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง
๕. ขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินที่กู้พร้อมดอกเบี้ย (แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา ๑๐
ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้ง ๓ ฉบับนี้เป็นญัตติซึ่งสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทั้งหมดได้ร่วมกันลงนามในญัตติเพื่อที่จะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรมานานแล้วนะครับ สภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาเพื่อผ่านร่างพระราชกำหนดซึ่งรัฐบาลได้ส่งเข้ามาสู่ สภาผู้แทนราษฎรเป็นพระราชกำหนดเรื่องของการกู้เงิน วงเงินรวมทั้งสิ้น ๑.๕ ล้านล้านบาท โดยมี ๑ ล้านล้านบาท เป็นเรื่องของการฟื้นฟูเยียวยาปัญหาโควิด (COVID) อีกประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นอีก ๒ พระราชกำหนดครับ ๑. ก็คือเรื่องของการช่วยเหลือ วิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งทุนเอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ และสุดท้ายนั้นก็คือเรื่องของการออกเป็นวงเงินผ่านทางธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะมาช่วยเหลือในเรื่องของตลาดทุน ตลาดตราสารต่าง ๆ วันที่พระราชกำหนดนี้ เข้าสู่สภาทางพรรคเพื่อไทยมีข้อท้วงติงมากมาย พรรคร่วมฝ่ายค้านเองก็มีข้อท้วงติง ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งพยายามที่จะฝากไปยังรัฐบาลเพื่อให้ดำเนินการ ในประเด็นแรกเลย เรามีความพยายามในเบื้องต้นเลยที่จะให้มีการตั้งกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะมาติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายการบริหารงาน การอนุมัติโครงการต่าง ๆ ตามวงเงิน ที่มีกำหนดไว้ในแต่ละประเภท แต่สุดท้ายทางสภา ณ วันนั้นก็ไม่ได้มีการดำเนินการตามที่ เราร้องขอ เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปมาถึงวันนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าเป็นที่น่าเสียดาย ถึงแม้ว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเราจะมีความพยายามที่จะหารือเพื่อที่จะนำเรื่องที่เป็น พ.ร.บ. ซึ่งเรานำเสนอเพื่อเลื่อนขึ้นมาพิจารณาหลายครั้งแต่ก็ไม่มีจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่จะ นำขึ้นมาพิจารณา จนเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบันวงเงินหลายวงที่ได้ผ่านการพิจารณาตาม พ.ร.ก. นี้เช่นเรื่องของการฟื้นฟูยาวเรื่องของโคโรนาไวรัส (Corona Virus) ก็มีการอนุมัติแล้ว ก็ใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว การอนุมัติวงเงินน่าจะเกือบครบถ้วน การดำเนินการตามโครงการ เกือบเสร็จสิ้น ในเรื่องของวงเงินที่เป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ธุรกิจขนาดเล็กและ ขนาดกลางต่าง ๆ เราก็มีการท้วงติงมากมายในเรื่องของกรอบวิธีการทำงาน โดยเฉพาะ ในเรื่องของการปล่อยให้ธนาคารเป็นผู้ตัดสินใจอนุมัติหรือไม่อนุมัติ เพราะในวันนี้พี่น้อง ประชาชนโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ส่วนมากก็ติดอยู่ในหล่มของสิ่งที่เรียกว่า การเข้าสู่การเป็นเอ็นพีแอล (NPL) หรือการเป็นหนี้สงสัยจะสูญ ศักยภาพของเขาในการ เข้าหาธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ในการที่จะเข้าไปกู้เข้าไปก็โดนปฏิเสธกลับมา วันนี้ถึงแม้ว่า ทางรัฐบาลได้ออกเงินกู้ในส่วนของเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็เติมเข้าไปเพื่อที่จะผ่านทางระบบ ธนาคารพาณิชย์ สุดท้ายพี่น้องประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้เมื่อเข้าไป ผ่านกระบวนการ หลักการในการอนุมัติรีไควเมนต์ (Requirement) ในการอนุมัติของธนาคารพาณิชย์เหมือนเดิมครับ สุดท้ายเขาก็โดนปฏิเสธเช่นเดิมวงเงินนี้ ส่วนใหญ่กลับไปตกอยู่ในมือของรายใหญ่ ท่านอาจจะบอกว่าแน่นอนมันมีการกำหนดไว้ว่า วงเงินไม่เกินเท่านั้นเท่านี้รายใหญ่อาจจะไม่ได้ แต่อันนี้ไม่เป็นความจริงครับเพราะเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นจริงมันพิสูจน์แล้วว่าสุดท้ายบริษัทที่ได้วงเงินกู้เหล่านี้ไปจำนวนมากกลายเป็นบริษัทลูก บริษัทแขนขาของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เพราะเขามีความพร้อมในเรื่องของความมั่นคง ทางสินทรัพย์เขามีความพร้อมในเรื่องของการบัญชีการบริหารจัดการภายใน นั่นคือเขาสามารถ เข้าถึงแหล่งวงเงินเหล่านี้ได้อยู่แล้วแต่รัฐบาลเติมเงินเข้าไปก็เป็นการไปสนับสนุนกับเอกชน รายใหญ่เหล่านี้เท่านั้น ในขณะที่เอกชนรายเล็กและรายย่อยต่าง ๆ ที่อยู่ในสังคมจริง ๆ แล้ว ท่านประธานจะเห็นได้ว่าในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาปิดตัวล้มหายตายจากกันระเนระนาดเนื่องจาก เขาไม่มีสายป่านเพียงพอ เขาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ เพื่อที่จะต่อชีวิตต่ออายุไปได้ วันนี้สถานการณ์โควิด (COVID) เริ่มคลี่คลายเอกชน พี่น้องประชาชนที่เป็นเอกชนเหล่านี้ ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งนะครับ เพราะว่าจากสถานการณ์โควิด (COVID) ที่กดทับมา ๒ ปีกว่า ๆ เขาหมดกำลัง เขาหมดแรง สินทรัพย์ที่มีอยู่ถูกขายทอดออกไปจำนวนมาก อันนี้ เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นจริงในสังคมไทย วันนี้การแก้ไขร่างพระราชกำหนดของท่านผ่านทางญัตติ ของทางพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้จึงยังมีความสำคัญอยู่ในหลายกรณี
ในส่วนสุดท้ายนะครับในเรื่องของการเป็นวงเงินเพื่อแก้ไขเรื่องของตลาด ตราสารหนี้ อันนี้ยิ่งซ้ำร้ายครับเราได้ทักท้วงตั้งแต่ในชั้นที่ร่างพระราชกำหนดเข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยบอกเองครับผมเองก็เป็นคนอภิปรายผมบอกเลยว่าเรื่องของ ตราสารท่านทำไม่สำเร็จหรอก ท่านตั้งวงเงินไปให้ผ่านทางธนาคารแห่งประเทศไทยไปลงที่ ตราสารหนี้ สุดท้ายกลไกตลาดในตราสารหนี้เขาไม่มีความต้องการในจุดนี้และมันไม่ได้มีอยู่ ในความเสี่ยงใด ๆ คนที่ท่านควรจะช่วยกลับควรจะเป็นพี่น้องประชาชนตัวเล็กตัวน้อย มากกว่า แต่วันนั้นก็เดินหน้าดันกันเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ผ่านไปได้ สุดท้ายวงเงิน ในเรื่องของตราสารหนี้แทบจะไม่ได้มีการขยับเคลื่อนไหวใด ๆ ด้วยสาเหตุหลายประการ ๑. ก็คือตลาดตราสารหนี้เป็นตลาดที่มีความเป็นเสรีอย่างค่อนข้างสมบูรณ์ ๒. ก็คือในเรื่อง ของกระบวนการตามพระราชกำหนดนั้นมันมีข้อปลีกย่อย ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องแก้ไข เพื่อให้มันสอดรับกับสภาวการณ์เรื่องของตลาดการค้าขายตราสารต่าง ๆ ซึ่งการแก้ไข หลายส่วนนี่ได้มีการบรรจุมาในร่างพระราชบัญญัติที่ผมได้นำเสนอต่อท่านประธานผ่านไปยัง ทางสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ก็ต้องกราบเรียนกับท่านประธานครับอันนี้เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะว่าตั้งแต่วันที่มีวิกฤติไวรัสโคโรนา (Virus Corona) วันนั้นประเทศไทยเราไม่ใช่ประเทศ ซึ่งมีความพร้อมในการที่จะรองรับกับวิกฤติเรื่องของโรคระบาดใหญ่ ๆ ได้ คือเราไม่มีเงิน เราไม่มีทุนทรัพย์ เราไม่ใช่ประเทศที่มีความแข็งแกร่งขนาดนั้นด้วยการบริหารงานตั้งแต่ มีการปฏิวัติรัฐประหารมามันตกต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันนี้พอมีวันที่ออกพระราชกำหนดมา เราก็บอกแล้วว่านั่นนะเงินขวัญถุงนะ คือเรากำลังทุบกระปุกออมสินมาสู้มันเป็นก้อนสุดท้าย เราจะกู้ ๑ ล้านล้านบาทได้อีกกี่ครั้ง ทางสภาผู้แทนราษฎรเอง พรรคร่วมฝ่ายค้านเองก็บอกท่าน เราอยากจะเห็นการใช้งบประมาณการใช้เงินต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งเป็นเงินกู้หรือเงินผ่านทาง ระบบธนาคารให้มันมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนได้จริง แต่สุดท้าย เวลาล่วงเลยมาวันนี้เราก็เห็นได้ชัดว่ากระบวนการผ่านทางพระราชกำหนดทั้ง ๓ ฉบับ มันไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรนะครับ กระบวนการสภาเองต้องเรียนต่อท่านประธานว่า ก็เป็นที่น่าเสียดายจริง ๆ เพราะญัตติของเราเข้าไปต่อคิวต่อแถวกันเป็นหลายร้อยฉบับ ฉบับซึ่งมีความสำคัญเช่น ๓ ฉบับนี้ก็รอคิวมาจนกระทั่งผ่านล่วงเลยมา ๒ ปีมาสู่สภาผู้แทน วันนี้แทบจะไม่เหลือประโยชน์แล้วในบางส่วน แต่ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ครับ ผมจึงยังยืนยัน ว่าอย่างไรก็ตามในวันนี้ก็อยากจะให้สภาผู้แทนราษฎรรับญัตติ รับร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๓ ฉบับนี้ แล้วก็ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อที่จะมาศึกษาแล้วก็หาทางที่จะพัฒนาสิ่งที่เราได้ ทำผ่านมาแล้ว บางอย่างเช่นเรื่องของวงเงินในเรื่องของการเยียวยาฟื้นฟูถ้ามันจะหมดแล้ว เราก็มาตรวจสอบการใช้จ่ายว่ามันเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ในส่วนของวงเงินเรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) กับเรื่องของตลาดตราสาร เราก็มาดูสิว่าช่องโหว่ ที่มันมีมันยังจะสามารถปรับแก้อย่างไรเพื่อมันจะกลับมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ที่เราตั้งหวังไว้ได้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ทางสภาเดินหน้าในการลงมติ แล้วก็ ตั้งกรรมาธิการตามที่ทางพรรคเพื่อไทยที่ได้ลงรายชื่อกันไว้ตั้งหวังครับ ก็ขอขอบพระคุณ ท่านประธานสภาในโอกาสนี้ครับ ขอบพระคุณครับ