อำพันธ์ แจงความก้าวหน้าเทคโนโลยีป้องกันประเทศ-ร่วมพัฒนาเอกชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๕

อำพันธ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ ชี้แจงความคืบหน้าของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีทางทหารและนวัตกรรมด้านยานรบ ระบบอาวุธ จรวด รวมถึงการประยุกต์ใช้ยูเอวีกับแผนที่ 3 มิติเพื่อสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ภัยพิบัติ พร้อมเน้นย้ำศักยภาพการผลิตในประเทศ การร่วมมือกับภาคเอกชน และการพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายใหม่ในด้านพลังงานหมุนเวียน ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน รองรับการใช้งานภายในประเทศและศักยภาพการส่งออกในอนาคต

พันเอก อำพันธ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน สถาบัน เทคโนโลยีป้องกันประเทศ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พันเอก อำพันธ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ได้รับมอบหมายจากท่านผู้อำนวยการให้มาชี้แจงและตอบข้อซักถามของท่านผู้ทรงเกียรติ ในส่วนของรายงานประจำปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ที่มีข้อคำถามอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ

สำหรับประเด็นแรกในส่วนของเทคโนโลยี ในหน้า ๓๗ ว่าเทคโนโลยีทั้งหลายนี้ มีผลงานที่เป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง โดยเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยียานรบและระบบอาวุธ รวมทั้งเทคโนโลยีจรวดเพื่อความมั่นคง ขอกราบเรียนท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ดังนี้นะครับว่า ทั้งหมดในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ นั้น เรามีต้นแบบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากเหล่าทัพ เนื่องจากก่อนหน้านี้สถาบันได้จัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๑ หลังจากนั้นในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้มีพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ ขึ้นมามีผลใช้บังคับเปลี่ยนแปลงจากองค์การมหาชน ที่เป็น พ.ร.ฎ. เป็นองค์การ มหาชนที่มี พ.ร.บ. เฉพาะเป็นของตนเอง มีการเพิ่มหน้าที่และอำนาจเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในส่วนของเทคโนโลยีดังกล่าวเรามีผลงานที่เป็นรูปธรรม โดยในส่วนของยานรบและระบบ อาวุธนั้น เนื่องจาก พ.ร.บ. ใหม่ พ.ร.บ. ที่เรียกว่า พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้นนะครับ ให้อำนาจหน้าที่เมื่อเราวิจัยได้ต้นแบบ จากต้นแบบนั้นก็สามารถ จะนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ นั่นหมายความว่าสถาบันเองสามารถนำต้นแบบที่เกิด จากการวิจัยหรือการร่วมวิจัย คำว่า ร่วมวิจัย นั้นก็จะตอบคำถามหลายคำถามว่าเราสามารถ ร่วมวิจัยและร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชนทั้งใน และต่างประเทศเพื่อที่จะนำต้นแบบที่ได้รับรองมาตรฐานไปสู่สายการผลิต ๑. เพื่อใช้ ในประเทศ ๒. เพื่อลดการนำเข้า และ ๓. ก็คือเพื่อการส่งออก เพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเรามีโพรดักต์ (Product) ต้นแบบที่ได้เป็นรูปธรรมก็คือยานเกราะล้อยาง แบบ ๘ คูณ ๘ ที่เรียกว่าเอพีซี (APC) ในส่วนของเทคโนโลยีจรวดนั้นปัจจุบันเราก็ได้จรวด ที่มีขนาด ๓๐๒ มิลลิเมตรแบบไม่นำวิถีระยะยิงไกลสุด ๑๘๐ กิโลเมตร รวมทั้งแบบนำวิถีระยะ ยิงไกลสุด ๑๕๐ กิโลเมตร เป็นต้นแบบครับ นอกจากนี้เรายังมีรถยานเกราะแบบลำเลียงพล เอพีซี (APC) ที่ปัจจุบันนี้อยู่ระหว่างการเข้ารับรองประเมินผลกับกองทัพบก ซึ่งเป็นต้นแบบ เช่นเดียวกันนะครับ

ในส่วนคำถามที่ ๒ ที่ท่านกรุณาสอบถามเมื่อสักครู่นะครับว่าเพื่อใช้ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน คำว่า สถานการณ์ ตรงนี้หมายถึงสถานการณ์ในเรื่องของภัยพิบัติ ขออนุญาตยืนยันว่าเราใช้ในส่วนของยูเอวี (UAV) กับแผนที่ ๓ มิติ เชื่อมกันเพื่อที่จะสามารถ ให้หน่วยทางทหารเข้าไปในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ แผ่นดินถล่ม น้ำท่วม เนื่องจากบริเวณดังกล่าว การติดต่อสื่อสารอาจจะเข้าไปไม่ถึงนะครับ จำเป็นที่จะต้องให้หน่วยขนาดเล็ก โดยใช้ยูเอวี (UAV) เข้าไปเพื่อเห็นพื้นที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยนั้นมีความเป็นอยู่ อย่างไร จะวิเคราะห์จะเอาข้าวของเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไรนะครับ จึงเกิดโครงการวิจัยนี้ ขึ้นมานะครับ

ในส่วนของคำถามที่ ๓ เป็นในเรื่องของกลยุทธ์ที่ ๓ ก็คือการพัฒนาเครือข่าย ความร่วมมือ ได้พูดถึงว่าเราได้มีการดำเนินการอย่างไร คำว่าความร่วมมือนี้สถาบันเอง สามารถทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ซึ่งหลักใหญ่ใจความสำคัญคือการทำความตกลงเพื่อให้เกิดที่เรียกว่าการแลกเปลี่ยน ด้านนวัตกรรม หรือที่เรียกว่าโอเพน อินโนเวชัน (Open Innovation) รวมถึงการสร้าง เครือข่าย เนื่องจากว่าการจัดตั้งสถาบันและการตั้งงานวิจัย การที่เราจะมีองคาพยพ ให้ครอบคลุมทั้งเครื่องมือ ทั้งการวิจัยหรือองค์ความรู้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ดังนั้น สิ่งที่จะมาทดแทนหรือปิดช่องว่างของการดำเนินการวิจัยหรือการใช้เครื่องมือ ก็คือการทำ บันทึกความเข้าใจหรือบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานที่เป็นทั้งหน่วยที่นำไปใช้หรือหน่วยที่มี นักวิจัยหรือมีเครื่องมือมาเป็นตัวเกื้อกูล หรือปิดกับช่องว่างของสิ่งที่สถาบันไม่มีอยู่ เพราะฉะนั้นในการทำวิจัยกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนา เทคโนโลยีป้องกันประเทศเพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษระหว่างสถาบันกับดีเอสไอ (DSI) นั้นทำเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๓ ขออนุญาตยืนยันครับว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีอากาศ ยานไร้คนขับในการร่วมกับซอฟต์แวร์ (Software) เพื่อใช้ในระบบที่เรียกว่าระบบค้นหาใน พื้นที่เขตป่าสงวน โดยใช้โปรแกรมจีเอส (GS) ไม่ใช่เป็นการไปใช้ทำในกรณีอย่างอื่น

ท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๒ คือท่านวิรัตน์ วรศสิริน ท่านกรุณาให้ข้อสังเกต และมีประเด็นคำถามอยู่ ๔ คำถาม คำถามแรกท่านบอกว่ามีผลงานที่เป็นรูปธรรมอะไรบ้าง ขอกราบเรียนท่านผู้ทรงเกียรตินะครับว่าที่ผมได้กล่าวเบื้องต้นว่าสถาบันนั้นก่อตั้งโดย พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ เรื่อยมา ณ เวลานั้นเราเป็นองค์การมหาชน วัตถุประสงค์หลัก ๆ ก็คือ ทำต้นแบบงานวิจัยไม่แสวงผลกำไร เนื่องจากว่าระบบการวิจัยทราบดีว่าทั้งหน่วยงาน ของกระทรวงกลาโหมเองก็มีหน่วยงานวิจัยเป็นของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ณ เวลานั้น หน่วยงานวิจัยของหน่วยงานในกระทรวงกลาโหมเองก็เป็นการวิจัยเพื่อ ๑. ซ่อม ซ่อมก็คือว่า ดำรงสภาพยุทโธปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้ หรือคำว่า เสริม คือเสริมประสิทธิภาพของ ยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามการสร้างนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อินโนเวชัน (Innovation) หรือนวัตกรรมมาทำให้เกิดสิ่งใหม่ นั่นหมายความว่า ๑. สิ่งใหม่ที่เกิดที่ดีกว่า สิ่งที่มีอยู่เดิม จึงจำเป็นจะต้องมีการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศขึ้นมา เพื่อจะรวบรวมนักวิจัย เนื่องจากว่าระบบการวิจัยของหน่วยงานของรัฐนั้นนักวิจัยเองก็ต้องมี การโยกย้ายตามตำแหน่ง จึงเป็นที่มาว่าเพราะเหตุใดเราถึงมี สทป. ขึ้นมา จากการวิเคราะห์ของ สถาบันทีดีอาร์ไอ (TDRI) หลังจากนั้นการดำเนินการวิจัยของสถาบันนั้นเรามี ๕ เทคโนโลยีหลัก ก็คือ ๑. เทคโนโลยียานไร้คนขับ ก็คือทั้ง ๓ มิติ ทั้งภาคอากาศ ภาคพื้นดิน และภาคน้ำ ๒. เรามีเทคโนโลยีระบบจำลองยุทธ์และการฝึกเสมือนจริง เทคโนโลยีที่ ๓ คือเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารทางทหาร เทคโนโลยีที่ ๔ ก็คือเทคโนโลยียานรบและระบบอาวุธ และเทคโนโลยีที่ ๕ คือเทคโนโลยีจรวดเพื่อความมั่นคง ซึ่งเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยี ที่เรียกว่าเทคโนโลยีแพล็ตฟอร์ม (Platform) เนื่องจากว่าการมีนักวิจัยก็ต้องสัมพันธ์กับ องค์ความรู้ การจัดตั้งหน่วยก็จะสัมพันธ์กับองค์ความรู้ของนักวิจัยเพื่อมาจำแนกเทคโนโลยี แพล็ตฟอร์ม (Platform) ขึ้นมา เพราะฉะนั้นจาก ๕ เทคโนโลยี เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ เป็นต้นมา หลังจากนั้นรัฐบาลก็เห็นว่าเราน่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ เกิดการดำเนินการด้านงานวิจัยที่เป็นต้นแบบไปสู่อุตสาหกรรม นั่นหมายความว่าจะทำอย่างไร จะเกิดการวิจัยไปสู่การผลิต หรือที่เรียกว่ารีเสิร์ช ฟอร์ โพรดักชัน (Research For Production) เพราะฉะนั้นเราก็มีการดำเนินการวิจัยและสามารถที่จะนำต้นแบบไปสู่การร่วมทุนกับ ภาคเอกชนโดยที่จะต้องมีการมอบหมายอำนาจที่เพิ่มเติมมากขึ้นกับสถาบัน ก็คือการที่เราได้ จัดตั้งสถาบันโดยมีพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมานะครับ เรามีต้นแบบวิจัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เนื่องจากถึงแม้จะมีต้นแบบวิจัยมานะครับ แต่ถ้าหากยังไม่ผ่านการรับรองที่มีมาตรฐาน เพราะเนื่องจากยุทโธปกรณ์ทุกประเทศจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับมาตรฐานเพื่อที่จะมั่นใจ ได้ว่าหน่วยผู้ใช้สามารถได้มาตรฐานตามความต้องการของหน่วยผู้ใช้ เรามีอยู่ประมาณ ๖ ต้นแบบ ก็คือ ๑. ต้นแบบที่เรียกว่ายานไร้คนขับภาคพื้นดิน หรือที่เรียกว่าอีโอดี โรบอต (EOD Robot) เรามี ๒ โมเดล (Model) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้วนะครับ เรามีเรื่อง ของยานรบแบบ ๘ คูณ ๘ หรือที่เรียกว่าเอพีซี (APC) ที่ผ่านมาตรฐานแล้วนะครับ เรามีเรือ อเนกประสงค์ที่ใช้ทั้งภารกิจทางการทหารแล้วก็ภารกิจเก็บกู้ขยะในทะเลได้ นอกจากนี้เรายังมี ในส่วนของตัวกระสุน ๓๐ มิลลิเมตร แบบ ๑๗๓ คือความยาว ๑๗๓ มิลลิเมตร และแบบ ๑๖๕ มิลลิเมตรที่ผ่านการรับรองและพร้อมที่จะสู่กระบวนการในการผลิตหากมีความต้องการ

ในส่วนของคำถามที่ ๒ ที่ท่านได้กล่าวถึงบันทึกความร่วมมือในส่วนกลยุทธ์ ที่ ๓ กับบริษัท ช. ทวี มหาชน ที่ผมได้กราบเรียนท่านผู้ทรงเกียรติขั้นต้นว่าในการดำเนินการ วิจัยและพัฒนานั้นสถาบันเองไม่สามารถที่จะดำเนินการวิจัยและพัฒนาได้เพียงลำพัง หน่วยงานเดียว เราต้องอาศัยเน็ตเวิร์ก (Network) หรือเครือข่าย คำว่า เครือข่าย นั้นอย่างที่ ผมกราบเรียนว่าสถาบันเองมีหน้าที่อำนาจจะสามารถทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อที่จะแสวงหานะครับ ตรงนี้ก็จะตอบคำถาม ข้อสังเกตของท่านผู้ทรงเกียรติ ก็คือ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล เช่นเดียวกันครับว่า ถ้าหากเรา จะพัฒนานั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสวงหาเจ้าของเทคโนโลยีหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือเจ้าขององค์ความรู้ หรือที่เรียกว่าโออีเอ็ม (OEM) ถ้าหากเรามาเริ่มวิจัยตั้งแต่แรกนะครับ ซึ่งปัจจุบันนี้เทคโนโลยีไปได้เร็วหรือที่เรียกว่าดิสรัปทีฟเทคโนโลยี (Disruptive Technology) จำเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันจะต้องไปร่วมมือกับหน่วยเจ้าของเทคโนโลยี ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป สำหรับข้อสังเกตของท่านภาสกรนะครับ

สำหรับในส่วนของการร่วมมือกับ ช ทวี มหาชนนั้น เนื่องจากว่า ช ทวี มหาชน ก็มีองค์ความรู้ในเรื่องของการต่อเรือของอุตสาหกรรม การทำบันทึกความตกลงดังกล่าวนั้น ไม่ใช่การไปเอื้อหรือไปร่วมเพื่อที่จะจัดหายุทโธปกรณ์ใด ๆ แต่เป็นการร่วมมือเพื่อใช้ องค์ความรู้ที่ ช ทวี มหาชน มีอยู่มาร่วมดำเนินการในการวิจัยและพัฒนาครับ

ประเด็นที่ ๓ การวิจัยของสถาบันนั้นทับซ้อนกับการวิจัยของเหล่าทัพ หรือหน่วยวิจัยของกระทรวงกลาโหมหรือไม่ ขออนุญาตตอบคำถามท่านผู้ทรงเกียรติว่า ในส่วนของการพัฒนาวิจัยของสถาบันนั้น ต้องเรียนว่าหน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมเอง ที่มีอยู่นั้นเป็นการวิจัยที่ผมได้กล่าวข้างต้นว่าวิจัยเพื่อซ่อมนะครับ คือบำรุงสภาพนะครับ คงสภาพของยุทโธปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้ แต่การเสริมหรือการสร้างยังไปไม่ถึงจุดนั้น จำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงาน เช่นสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สามารถที่จะเสริม ก็คือนำนวัตกรรมที่เป็นองค์ความรู้ นวัตกรรมบางอย่างจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้งบประมาณ ค่อนข้างสูงมาดำเนินการ สถาบันเองใช้งบประมาณส่วนหนึ่งบวกกับสถาบันสามารถใช้ความ ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชนที่มีองค์ความรู้ก็จะสามารถมาเสริม คือเสริม ประสิทธิภาพให้กับอาวุธยุทโธปกรณ์ของเหล่าทัพ ยืนยันว่าตรงนี้ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงาน วิจัยของกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด และการสร้างคือสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเป็นนวัตกรรม เพื่อที่จะให้ในอนาคตเพื่อที่จะ ๑. สู่สายการผลิตในการขับเคลื่อนผลักดันเศรษฐกิจ เนื่องจาก รัฐบาลมีนโยบายในการที่กำหนดให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมลำดับที่ ๑๑ หรือที่เรียกว่าเอส-เคิร์ฟ ๑๑ (S-Curve 11) นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เรามีอุตสาหกรรม แต่เดิมเราเป็นผู้ซื้อนะครับ การเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ใช้หรือผู้ผลิตเองจำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องอาศัยทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาคราชการและหน่วยงานเอกชนร่วมกันในการ บูรณาการว่าเราจะนำต้นแบบและองค์ความรู้ภาคเอกชนหรือภาคการศึกษามาขับเคลื่อน ผลิตของใช้เองในประเทศและสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้นะครับ ยืนยันอีกครั้งว่า หน้าที่และอำนาจของสถาบันนั้นไม่มีการทับซ้อนกับการดำเนินการวิจัยของเหล่าทัพครับ

สำหรับประเด็นที่ ๔ เรื่องการนำมาใช้ในส่วนของต้นแบบการวิจัยนั้น ปัจจุบัน สถาบันเองนะครับ เนื่องจากพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น ได้มีข้อแตกต่างที่สำคัญนะครับ จากพระราชกฤษฎีกาเดิม ๒๕๕๑ ก็คือใน พ.ร.บ. เทคโนโลยี ป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น มีวัตถุประสงค์เพิ่มเติมมากขึ้นในมาตรา ๒๒ (๑) แล้วก็ มาตรา ๒๒ (๒) สำคัญครับว่าในมาตรา ๒๒ (๑) ก็คือต้นแบบนั้นจะต้องนำไปสู่อุตสาหกรรม ป้องกันประเทศได้ นั่นหมายความว่าการวิจัยพัฒนาไม่ใช่แค่อยู่บนหิ้ง จะต้องสามารถเอาไป อยู่ห้างได้ ก็คือนำต้นแบบที่วิจัยเองหรือร่วมวิจัยไปสู่การผลิต การผลิตนั้นก็จะสัมพันธ์กับ วัตถุประสงค์ที่ ๒ คือการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เกิดขึ้น การที่จะ ส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ ก็คือ พ.ร.บ. นี้ได้ให้อำนาจสถาบัน ตามมาตรา ๒๓ (๗) คือสามารถร่วมทุนหรือเป็นหุ้นส่วนในการจัดตั้งนิติบุคคลในการดำเนิน ธุรกิจ นั่นหมายความว่าเป็นการสร้างอีโคซิสเตม (Ecosystem) ของระบบเศรษฐกิจในการ ขับเคลื่อน ก็คือสถาบันไม่ไปแข่งขันกับเอกชน แต่นำต้นแบบที่ได้จากการวิจัยส่งมอบ ที่เรียกว่าแมนูแฟกเจอริง ดีไซน์ (Manufacturing Design) ให้กับเอกชนไปสู่การผลิตร่วมกัน จัดตั้ง นั่นคือมีการจ้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจให้กับประเทศ เพราะฉะนั้นนี่คือหลักการ ดำเนินการของสถาบันในการดำเนินการว่าปัจจุบันเมื่อเราได้ พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ มาแล้ว เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ นั้น ปัจจุบันสถาบันสามารถนำงานวิจัย ที่เป็นต้นแบบไปร่วมกับภาคเอกชนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่เป็นการพิสูจน์ว่าเราสามารถนำ งานวิจัยไปให้เอกชนที่เรียกว่ารีเสิร์ช ฟอร์ โพรดักชัน (Research for Production) ๓ บริษัท บริษัทแรก คือต้นแบบยานเกราะล้อยาง ๔ คูณ ๔ เราร่วมกับเอกชนไทยในการจัดตั้งบริษัท ทีดีไอ ไทย ดีเฟนซ์ อินดัสทรี จดทะเบียนเรียบร้อยในเมืองไทยพร้อมที่จะผลิตและจำหน่าย ผลงานที่ ๒ ในส่วนของต้นแบบคือต้นแบบอากาศยานไร้คนขับ หรือเรียกว่าอันแมนด์ แอเรียล วีฮิเคิล (Unmanned Aerial Vehicle) เราร่วมกับบริษัทไทยและบริษัทต่างประเทศ ในการจัดตั้งบริษัท แอร์โร เทคโนโลยี อินดัสทรี คอมเพนนี ลิมิเต็ด หรือที่เรียกว่าเอทิล (ATIL) อยู่ระหว่างการดำเนินการในการสร้างโรงประกอบรวม เพื่อทำการผลิตและจำหน่ายอากาศยาน ไร้คนขับทั้งในและต่างประเทศ และบริษัทที่ ๓ ก็คือนำต้นแบบอาวุธปืน ก็คืออยู่ในเทคโนโลยี ยานรบและระบบอาวุธ เราได้ต้นแบบเราก็ไปร่วมกับบริษัทของคนไทยในการจัดตั้งโรงงาน ผลิตอาวุธปืนที่เรียกว่าบริษัท แวพอน แมนูแฟคเจอเรอร์ อินดัสทรี หรือ ดับเบิลยูเอ็มไอ (WMI) ปัจจุบันโรงงานพื้นที่ก็คืออยู่บริเวณอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี อยู่ระหว่างการ ก่อสร้าง นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าต้นแบบในการวิจัยเราสามารถนำไปสู่การผลิต การร่วมทุน หรือเป็นหุ้นส่วนได้ตามหน้าที่และอำนาจใหม่ เป็นการสร้างอีโคซิสเตม (Ecosystem) ของระบบ เศรษฐกิจอีกระบบหนึ่งในการที่จะ ๑. ลดการนำเข้า ๒. คือมุ่งเป้าการส่งออก

ท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๓ ที่กรุณาให้ข้อสังเกต ก็คือ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล ต้องกราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาเข้าใจในส่วนของการวิจัยและพัฒนา แน่นอนครับว่าการวิจัยและพัฒนานั้นที่ผมได้กราบเรียนท่านผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ ท่าน คือเดิม ในรายงานประจำปี ๒๕๖๓ เราดำเนินการ ๕ เทคโนโลยีแพล็ตฟอร์ม (Platform) ที่ผมกล่าว คือมีเทคโนโลยียานรบระบบอาวุธ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ เทคโนโลยีจำลองยุทธ เทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร และเทคโนโลยีจรวดเพื่อความมั่นคง อย่างไรก็ตามเรายังมี อีก ๓ เทคโนโลยี เนื่องจากเราทราบดีว่าการที่จะเดินทางไปสู่การที่เป็นหน่วยงานที่สามารถ ทำงานวิจัยได้ เป็นผู้นำของอาเซียน (ASEAN) ได้ นอกจากทั้ง ๕ เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว เรายังมี อีก ๓ เทคโนโลยีเพิ่มเติมมา

๑. เทคโนโลยีด้านพลังงานที่เป็นพลังงานทุกประเภท รีนิวเอเบิล เอนเนอร์จี (Renewable Energy) เราก็มอง อีวี (EV) เราก็มอง ไฮบริด (Hybrid) เราก็มองเทคโนโลยี ที่ ๗ คือเทคโนโลยีพวกปัญญาประดิษฐ์ แน่นอนครับเอไอ (AI) เป็นสิ่งสำคัญ และสุดท้าย ในส่วนของเทคโนโลยีเพิ่มเติมมาอีกคือเทคโนโลยีอวกาศ นั่นเป็นเครื่องประกันว่าสถาบัน ของเราจากเดิมที่เป็น พ.ร.ฎ. การจัดตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๑ เพียงแค่ได้ต้นแบบเราก็ปรับเปลี่ยน สภาพมาเป็นเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่สามารถให้อำนาจหน้าที่เพิ่มเติม ไม่เพียงแค่วิจัยนะครับ สามารถที่นำต้นแบบนั้นไปสู่การผลิตใช้ในประเทศและส่งออกตามที่ผม ได้กราบเรียนผู้ทรงเกียรติท่านวิรัตน์ไปแล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ