สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ หารือเรื่องการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยกล่าวหาว่ารฟม. มีการกีดกันการแข่งขัน ทำให้รัฐเสียหาย และรัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนสูงกว่า
เหตุผลประกอบ การพิจารณาเรื่องนี้ จริง ๆ ผมในฐานะผู้แทนราษฎร แล้วก็ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ในคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ซึ่งมีท่านไชยา พรหมา พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ก็ขอขอบคุณที่ให้ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็ ตรวจสอบเรื่องนี้นะครับ ก็ได้ติดตามกระบวนการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนกับโครงการ มหาศาล ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า ๓๓๒,๗๓๐ ล้านบาท โดยมูลค่าโครงการของฝั่งตะวันออกเป็นการลงทุนด้วยงานเวนคืน งานโยธา แล้วก็งานระบบ ๑๑๓,๒๗๙ ล้านบาท แล้วก็ฝั่งตะวันตกที่กำลังมีปัญหาอยู่นี้ ๑๒๒,๐๔๑ ล้านบาท รวมถึง มีเรื่องของการโอแอนด์เอ็ม (O&M) ในการเดินรถเป็นมูลค่าการบริหารจัดการอีก ๙๗,๔๑๐ ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการกว่า ๓๓๒,๗๓๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือมันเป็นการมีส่วนต่างมหาศาลเพราะว่าฝั่งตะวันออก รัฐลงทุนงานโยธาให้หมดเลย ที่จะมาประมูลแข่งกันก็คือประมูลฝั่งตะวันตกเป็นก้อนที่ ๑ และก้อนที่ ๒ ก็คือการบริหารจัดการเก็บค่าโดยสารจากประชาชนไปคืนทุน ปรากฏว่า ในภาพรวมของราคากลาง รัฐอุดหนุนร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เอกชนมาบริหารจัดการเก็บรายได้ แล้วก็คัฟเวอร์ (Cover) กับรายจ่ายรายปีไปกับอนาคต ๓๐ ปี รัฐอุดหนุนร้อยเปอร์เซ็นต์ ตามราคากลางก่อนจะให้มีการแข่งขันกัน เมื่อเทียบกับสายสีเขียวรัฐอุดหนุนศูนย์เปอร์เซ็นต์ จะผลักภาระไปให้เอกชน พอประเด็นอย่างนี้เกิดอะไรขึ้น ทางบีทีเอส (BTS) เขาก็เห็น ตัวเลขว่าสายสีส้มนี้กำไรงามแน่นอน เพราะฉะนั้นเขาก็เลยกระโดดลงมาเล่น กระโดดลงมา เข้าร่วมแข่งขันในโครงการนี้ นั่นก็เป็นเหตุผลที่มาของการเปิดพีพีพี (PPP) แล้วก็มีผู้แข่งขัน ๒ ราย ก็คือทางบีทีเอส (BTS) กับบีอีเอ็ม (BEM) ซึ่งเราก็ทราบกันโดยข้อเท็จจริงว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ในการเดินรถไฟฟ้าของประเทศเรามีอยู่เพียง ๒ ราย ก็คือ บีทีเอส (BTS) กับบีอีเอ็ม (BEM) อย่างไรก็ตามมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพราะว่าพอประกาศออกไปแล้วว่า จะมีการร่วมลงทุน ใครสนใจมาซื้อซองมารวมทีมอะไรต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนทางบีทีเอส (BTS) กับ บีอีเอ็ม (BEM) ก็เข้ามา ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือมีการเปลี่ยนเกณฑ์การให้คะแนน หมายความว่าประกาศออกไปแล้วแข่งกันแล้ว แล้วอันนี้มันไม่เคยมีมาก่อนอย่างนี้นะครับ อยู่ ๆ ไปเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศ แน่นอนเรื่องนี้มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วก็ เป็นที่ฟ้องร้องกันในศาลมีอยู่หลายคดี คดีพัวพันอะไรกันไปหมด ซึ่งในเบื้องต้นก็มีบางคดี ที่ศาลตัดสินออกมาแล้วว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย รฟม. ก็เลยใช้วิธียกเลิก การประมูล ยกเลิกการประมูลเมื่อปี ๒๕๖๓ ไป แต่ทางบีทีเอส (BTS) เขาก็รู้ว่าเบื้องลึก เบื้องหลังมันเกิดอะไรขึ้น เขาก็แสบเขาก็เลยเก็บกล่องเอกสารไว้ ไม่ไปรับคืนมา เอาเอกสารไว้ที่ รฟม. เก็บไว้จนรอไปก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหลังยกเลิกประมูล รฟม. ก็มา ประมูลใหม่เมื่อกลางปีนี้ ประมูลปี ๒๕๖๕ ผมเรียกว่าการประมูลรอบ ๒ การประมูลรอบ ๒ นี่แหละที่มันมีรายละเอียด ซึ่งเดี๋ยวผมจะชี้แจงให้ฟัง แต่ภาพรวมก็คือมันมีการกีดกันไม่ให้ บีทีเอส (BTS) เข้าแข่งขัน พอกีดกันไม่ให้บีทีเอส (BTS) เข้าแข่งขันเราก็รู้กันอยู่ว่ามันมี ๒ เจ้าในทางปฏิบัติ จะอ้างเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ในทางปฏิบัติมันมี ๒ เจ้า คือ บีทีเอส (BTS) กับบีอีเอ็ม (BEM) ถ้าคุณกีดกันการแข่งขันแน่นอนรัฐเสียหาย เพราะว่าราคาที่จะยื่นมา เป็นเท่าไรก็ไม่รู้ แล้วตรงนี้มันมีข้อเท็จจริง เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนว่าบีทีเอส (BTS) นี่ก็แสบ เก็บกล่องไว้ พอผลการประมูลรอบ ๒ ออกมาคณะกรรมการคัดเลือกประกาศผลว่าบีอีเอ็ม (BEM) ชนะโดยรัฐจะต้องใช้เงินอุดหนุนสูงถึง ๗๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทางบีทีเอส (BTS) ก็เอาแล้วขอซองคืน ที่ผมบอกว่าประมูลรอบ ๑ ไม่โปร่งใสใช่ไหม เอามาเปิดสู่สาธารณะ แล้วอันนี้ก็เป็นที่พิสูจน์สู่สาธารณะโดยทั่วไป มีสื่อมวลชนแทบทุกสื่อไปดูว่ากล่องซีล (Seal) อย่างดี เอกสารอะไรต่าง ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เขามาเปิด ปรากฏว่าเขาเปิดมา ท่านจำให้ดี ประมูลรอบ ๒ บีอีเอ็ม (BEM) ชนะด้วยราคา ๗๘,๒๘๘ ล้านบาท ปรากฏว่าถ้าประมูล รอบแรกแล้วบีทีเอส (BTS) ชนะจะออกมาที่ ๙,๖๗๕ ล้านบาท นี่คือประมูลสิ่งเดียวกัน รถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตกในการก่อสร้าง แล้วก็การบริหารจัดการฝั่งตะวันตก ตะวันออก ดีเทล (Detail) ไม่ได้เปลี่ยน ความยาวเท่าเดิม สถานีเท่าเดิม แต่พอเกิดการกีดกันการแข่งขัน ทำให้รัฐจะต้องมีส่วนต่างที่จะต้องจ่ายไปเพิ่มขึ้น