เบญจา แสงจันทร์ วิพากษ์รายงานประจำปีของ สกพอ. ที่เน้นภาพลักษณ์เชิงบวกโดยไม่สะท้อนความเดือดร้อนจริงของประชาชนจากโครงการพัฒนาในเขตอีอีซี ตั้งข้อสังเกตถึงการละเมิดกระบวนการกฎหมาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการขาดกลไกเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการผูกขาดผลประโยชน์โดยกลุ่มทุนและภาครัฐโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการชัดเจนด้านการถ่ายโอนเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและยกระดับขีดความสามารถการส่งออก
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉัน จะขออภิปรายรายงานประจำปี ที่เป็นรายงานที่ดิฉันเรียกว่ารายงานฉบับขายฝันของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี (EEC) ที่ดิฉันได้เปิด อ่านแล้ว จำนวน ๑๑๙ หน้า ดิฉันจะขอพูดถึงรายงานฉบับนี้ที่จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่แค่ รายงานฉบับนี้ แต่เป็นการใช้งบประมาณเพื่อประชาสัมพันธ์ แล้วก็สร้างภาพขายฝันนี้มา ตลอดระยะเวลาของรัฐบาลนี้มากกว่า ๑๐๐ ล้านบาทในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ท่านประธาน ทราบไหมคะว่าการขายฝันนี้มันไปสร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน แล้วก็ไม่ได้ระบุในรายงานทุกฉบับที่ผ่านมา รวมถึงในรายงานฉบับนี้ด้วย ดิฉันก็ไม่เห็นเลยว่า จะมีในส่วนไหนที่จะสามารถแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และนับรวม พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกและพื้นที่ต่อเนื่องเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ได้อย่างไรบ้าง ทำไมดิฉันพูดอย่างนั้นคะท่านประธาน ดิฉันจะเปิด ให้เห็นว่าในรายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงเลย เพื่อที่ ในอนาคตข้างหน้าทาง สกพอ. อาจจะได้นำไปปรับปรุงและแก้ไขในเรื่องนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็น โครงการหลัก อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ในรายงานก็ไม่ได้มีระบุว่า มีการไล่รื้อ ไล่ยึด ไล่ฟ้อง ขับไล่พี่น้องประชาชนออกจากที่ดินไปจำนวนมากเท่าไรแล้ว พวกเขาเหล่านั้นได้อาศัยอยู่ในที่ดินนี้มาเกือบตลอดชีวิต แต่วันนี้พอมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็มีการเข้าไปบุกรุก เข้าไปไล่รื้อ เข้าไปไล่ยึดที่ดินออกจากพวกเขา แล้วก็ไม่ได้บอกเลยว่า จะเยียวยา ชดเชยให้กับพวกเขาได้อย่างไรบ้าง นอกจากไล่เขาออกจากที่ดินเพียงเท่านั้น หรือไม่ว่าจะเป็นโครงการยักษ์ อย่างโครงการถมทะเลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ๑,๐๐๐ ไร่ โครงการนี้ ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่สิ้นสุดการเจรจาเลยค่ะ ๓-๔ ปีที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนได้รับ ผลกระทบมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากวิกฤติโควิด (COVID) ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบจากการที่ไม่สามารถทำมาหากินในพื้นที่ของการถมทะเลได้ แต่ว่าโครงการนี้ เป็นโครงการยักษ์ใหญ่ที่มีนายทุนพลังงาน อย่างบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ได้เซ็นสัญญาร่วมลงทุนไปแล้ว จริง ๆ ต้อง บอกว่าเซ็นสัญญาท่ามกลางข้อสงสัยอย่างมากมายด้วยค่ะว่าโครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้ ทำไมจึงไม่ได้ทำตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการถมทะเล กฎหมายผังเมือง หรือกฎหมายอีไอเอ (EIA) เลย หรือไม่ได้ทำตามขั้นตอนกฎหมายปกติใด ๆ เลยด้วยนะคะ โครงการนี้ถือว่า ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนอย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงทรัพยากร ทางทะเลหรือว่าทำให้สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมายมหาศาล เช่นนี้ดิฉัน ก็ต้องถามดัง ๆ ไปยัง สกพอ. ค่ะว่าได้มีการวางแผนหรือมีนโยบายที่จะเยียวยาหรือชดเชย ให้กับคนระยอง ให้กับคนชลบุรี หรือคนในภาคตะวันออก หรือแม้แต่ชาวประมงอย่างไร ได้บ้าง ไม่มีในรายละเอียดเลย หรือไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ที่เป็น สนามบินทหารสู่มหานครเมืองการบินภาคตะวันออก ที่ก็ได้เซ็นสัญญาไปแล้ว แล้วก็ถือว่า เป็นโครงการหนึ่งที่มีข้อกังขาอย่างมากอีกเช่นกันในการประมูล ในการส่งมอบพื้นที่ ในการออกแบบผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยโครงการนี้ก็มีการทำธุรกิจโดยทหาร ไม่ได้มี เอกชนที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้ ดิฉันยังไม่มั่นใจจริง ๆ ค่ะว่าทหาร หรือกองทัพจะสามารถดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับธุรกิจขนาดใหญ่แบบนี้ได้ หรือว่ามีแผนการ ในการดำเนินธุรกิจนี้ให้เห็น ก็ยังไม่เคยมีรูปแบบนี้ออกมาเลยสักครั้งเดียว และไม่เคยมี ในรายงานทุกฉบับที่ผ่านมาของอีอีซี (EEC) ด้วย ท่านประธานคะ ในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี (EEC) ไม่ใช่แค่กองทัพ ไม่ใช่แค่นายทุน ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจแล้วส่งผลกระทบต่อชีวิตพี่น้องประชาชน เราได้เห็นการดำเนินธุรกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อระบบนิเวศจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่นายทุนบางราย ได้รับสัมปทานการระเบิดภูเขาแล้วนำไปถมทะเล ที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้ว หรือไม่ว่าจะเป็น นายทุนที่ได้รับสัมปทานจากการขายน้ำจืดเพื่อนำไปอุปโภค บริโภคเพื่อการอุตสาหกรรม แต่ไม่เคยเล็งเห็นผลต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบในภาคเกษตรกรรมเลย และไม่เคยนำน้ำ ที่เกี่ยวกับอุปโภค บริโภคไปให้ประชาชนได้รับการอุปโภคและบริโภคก่อนเลย แต่นึกถึง ภาคอุตสาหกรรมก่อนเป็นอันดับแรก หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัมปทานในการขายไฟ ขายกระแสไฟฟ้า และผูกขาดพลังงานในภาคตะวันออก แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นการรับเหมา ก่อสร้างในโครงการใหญ่ ๆ เราเห็นแค่นายทุนสัมปทานเท่านั้นค่ะ เราไม่เคยเห็นนักธุรกิจหรือ พี่น้องประชาชนในภาคตะวันออกได้รับสัมปทานในธุรกิจนี้ หรือแม้แต่การที่มีผู้มีอิทธิพลบาง กลุ่มได้รับผลประโยชน์จากการปลดล็อกเขตเศรษฐกิจ ในการปลดล็อกผังเมือง อย่างที่เพื่อน สมาชิกได้กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องของการนำเข้าขยะอุตสาหกรรม ซึ่งการปลดล็อก ผังเมืองครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในเรื่องของการลักลอบทิ้งขยะสารพิษอุตสาหกรรม จำนวนมากในพื้นที่ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ไม่เคยมีในรายงานเลยว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ได้อย่างไร หรือแม้แต่การที่เราเห็นนายทุนบางกลุ่มคว้าสัมปทานรถไฟฟ้าความเร็วสูง ที่ดิฉัน ได้กล่าวไปแล้วนี่ แล้วได้มูลค่างานหรือมูลค่าการลงทุนไปมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็ไม่เห็นในรายงานว่าจะชดเชยให้กับกลุ่มคนที่อยู่แนวริมทางรถไฟได้อย่างไรบ้าง ท่านประธานคะ ที่ดิฉันได้กล่าวแบบนี้ก็จะเห็นภาพของการที่เขตเศรษฐกิจพิเศษหรือ สกพอ. ได้ทำรายงานฉบับขายฝันออกมาให้เราเห็นใช่ไหมคะ ทีนี้เวลาที่เราพูดถึงเรื่องนี้เราก็ได้เห็น แค่กลุ่มทุน ที่ดิฉันได้อภิปรายไปมีแค่กลุ่มทุน กลุ่มผู้มีอิทธิพล กลุ่มกองทัพ กลุ่มผลประโยชน์ แค่ไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ และนี่คือความจริง ความจริงที่ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ว่าจะเป็นในอีอีซี (EEC) หรือเขตเศรษฐกิจทั่วประเทศนี่ ความจริงแล้วมีแค่เครือข่ายนายทุน เครือข่ายผลประโยชน์ที่พวกเขาผูกขาดน้ำ ผูกขาดไฟฟ้า ผูกขาดพลังงาน แล้วก็ผูกขาดอาหาร ผูกขาดสาธารณูปโภคต่าง ๆ เราไม่เห็นว่าคนเหล่านี้ จะให้ความช่วยเหลือหรือเยียวยาพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ท่านประธานคะ ดิฉันมีข้อเสนอ นิดหนึ่งค่ะว่าโจทย์สำคัญของเราคือว่าเราจะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี (EEC) นี่ค่ะ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศได้กระจายมา ยังคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มนายทุน กลุ่มนายทุนกองทัพ หรือว่ากลุ่มทหาร เพียงเท่านั้น แต่ดอกผลการพัฒนาควรที่จะต้องตกถึงพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง แล้วจะทำ อย่างไรที่ไม่ปล่อยให้รายได้จากเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่เป็นเพียงเม็ดเงินที่ เป็นเงินลงทุนที่ถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทางของนายทุนข้ามชาติ และนายทุนที่อาศัยอยู่ ในกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ส่วนกลางเพียงเท่านั้น
ดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง สกพอ. ค่ะ ว่าเราต้องมีมาตรการที่ชัดเจน ในการที่จะเตรียมถ่ายโอนเทคโนโลยี หรือว่ามีกระบวนการในการฝึกอบรมทักษะแรงงาน อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ในอนาคตข้างหน้าเราได้มีสินค้าหรือมีเทคโนโลยีขั้นสูงในการที่จะ พัฒนาสินค้าของประเทศไทย ที่ประเทศไทยสามารถจะผลิตได้เองในประเทศ แล้วก็ส่งออก สู่ตลาดต่างประเทศได้ ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้คือเรานำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาผลิตในพื้นที่ ของอีอีซี (EEC) ที่เราเห็นเป็นแบบนั้น