ธัชพล แจงความคืบหน้าอีอีซี ชูพัฒนาโครงสร้าง-ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ธัชพล กาญจนกูล ชี้แจงความคืบหน้าการพัฒนาอีอีซีในหลายมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน โครงการอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการลงทุนรวมกว่า 1.9 ล้านล้านบาทที่เกินเป้าหมาย พร้อมเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยส่งเสริมโครงการชุมชน 5 สร้าง โครงการสุขภาพ และการมีส่วนร่วมผ่านโมเดลต่างๆ เช่น EEC Family และ EEC Enterprise รวมถึงการจัดการขยะด้วยเทคโนโลยีแปลงขยะเป็นพลังงานและการขยายศูนย์กำจัดขยะเพื่อผลิตไฟฟ้า พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำและผลกระทบจากโครงการรถไฟ โดยยึดแนวทาง BCG และโมเดล 7 สมาร์ตในการพัฒนาพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายธัชพล กาญจนกูล รองเลขาธิการสายงานพื้นที่และชุมชน สำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพนะครับ ผมขออนุญาตชี้แจง ในประเด็นที่ท่าน ส.ส. ๓ ท่านได้เรียนถามมา ในส่วนของท่านสุพิศาล ท่านมานพ แล้วก็ ท่านเบญจาด้วยนะครับ แต่ก่อนอื่นผมขออนุญาตพูดภาพรวมสั้น ๆ นะครับท่านประธาน ต้องเรียนว่าในส่วนของอีอีซี (EEC) ตอนนี้เราอยู่ในช่วงการพัฒนาในช่วงที่ ๒ ช่วงที่ ๓ แล้ว ช่วงแรกจะเห็นว่าเป็นช่วงที่เราเน้นการพัฒนาในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน ตามที่ท่าน ส.ส. หลายท่านได้บอกว่าเรามีการสร้างสนามบิน เรามีการสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งบางส่วน ก็อาจจะเป็นผลกระทบกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นะครับ แต่ต้องกราบเรียนว่าหลังจาก ช่วงนี้ไปแล้วเป็นช่วงที่เราให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรกเลยครับ เราต้องถือว่าประชาชนคือหัวใจสำคัญของอีอีซี (EEC) นะครับ จะเห็นว่าโครงการระยะหลัง ของเราในช่วงนี้เราจะมีการทำโครงการที่พัฒนาชนบท พัฒนาพื้นที่ พัฒนาชุมชน ทุกโครงการ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเรียนชี้แจงรายละเอียดสั้น ๆ นะครับ ต้องเรียนว่าโครงการต่าง ๆ เราอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ในการร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ ของตัวเองให้เป็นพื้นที่ที่มีความเจริญในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย หรือการศึกษา ดังเช่นที่ท่านสมาชิกได้ห่วงใยมา เราได้ดำเนินการ ไปแล้ว เดี๋ยวผมจะเรียนทีละเรื่องนะครับ

เรื่องแรก คือของท่านสุพิศาล ผมขออนุญาตตอบในเรื่องตัวเลขก่อนก็แล้วกัน นะครับ ตัวเลขล่าสุดของเรา ผมขออนุญาตเรียนตัวเลขล่าสุดดีกว่านะครับ เป้าหมายของเรา ใน ๔ ปีแรก ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๕ เราตั้งงบในการลงทุนไว้ จำนวนที่เราจะลงทุน ประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท ตอนนี้ตัวเลขล่าสุดในส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนี้ เราได้ลงทุนไปแล้ว ๖๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ๔ โครงการ ก็คือรถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง แล้วก็ท่าเรือมาบตาพุด ซึ่งแต่ละโครงการตอนนี้มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร ได้ผู้ที่ร่วมลงทุนแล้ว แล้วก็มี ความคืบหน้าในการทำโปรเจกต์ สตัดดี (Project Study) แล้วก็มีการเคลียร์ (Clear) พื้นที่ไป หลายโครงการแล้วนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นรถไฟความเร็วสูง ตอนนี้เราได้มีการส่งมอบ พื้นที่ไปแล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ปรับโมเดล (Model) ทางการเงิน แล้วก็ ใกล้จะเริ่มเอ็นทีพี (NTP) ก็คือเริ่มก่อสร้างช่วงประมาณต้นปีหน้า ส่วนสนามบินอู่ตะเภา ตอนนี้เราก็ได้มีการออกแบบรันเวย์ (Runway) แล้ว แล้วก็มีการใช้งบประมาณของรัฐ บางส่วน ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นการกู้เงินจากเอไอไอบี (AIIB) ก็คือธนาคารเพื่อการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชียของประเทศจีน ในการทำโครงสร้างพื้นฐานในส่วนนี้ร่วมกับ เอกชน ซึ่งเอกชนจะเข้ามาลงทุนในส่วนนี้ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ แล้วก็ โครงการของแหลมฉบังกับมาบตาพุดตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการปรับพื้นที่ ซึ่งทุกโครงการ คิดว่าจะเสร็จตามกำหนดนะครับ

อีกส่วนหนึ่งก็คือเงินลงทุนในส่วนที่เป็นภาคอุตสาหกรรม ที่เมื่อสักครู่ท่าน ได้บอกว่า ๑๒ อุตสาหกรรมเป้าหมายของเรา ตอนนี้ตัวเลขที่เราได้จากบีโอไอ (BOI) มีผู้ที่ขอ ออกบัตรแล้วที่อยู่ในพื้นที่ของเราประมาณ ๑.๑๗ ล้านล้านบาท ซึ่งอันนี้ส่วนใหญ่จะเป็น อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านดิจิทัล (Digital)

อีกส่วนหนึ่งก็คืองบบูรณาการนะครับ ซึ่งเป็นงบที่เราขอให้กับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กองทัพเรือต่าง ๆ เพื่อเข้ามาร่วมกันพัฒนาพื้นที่ ประมาณ ๙๔,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น จากตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวเลขใหม่ที่อยากแสดงให้เห็นว่าตอนนี้การลงทุนของเราตามเป้า ๑.๗ ล้านล้านบาท เราทำได้ประมาณ ๑.๙ ล้านล้านบาทแล้วนะครับ ตัวเลขเดี๋ยวผมจะส่ง เอกสารตามไปอีกที ต้องขอขอบพระคุณท่านที่ได้ให้ความเห็นในเรื่องตัวเลขนี้มานะครับ

ส่วนเรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตพูดในเรื่องความคืบหน้าของโครงการ ๕ จี (5G) ของบ้านฉาง ล่าสุดต้องเรียนว่าเมื่อปีที่แล้วได้มีการเปิดโครงการโดยมีการติดตั้งสัญญาณก็คือ เสาสมาร์ตโพล (Smart Pole) ที่พื้นที่บ้านฉาง ประมาณ ๕ ต้น ซึ่งโครงการนี้ต้องเรียกว่า เป็นโครงการ ๕ จี (5G) เพื่อบริการชุมชนโดยเฉพาะเลยนะครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ เขาได้รับประโยชน์มากเลยในการที่ใช้สัญญาณ ๕ จี (5G) ในเรื่องการจราจร การดูเรื่อง ภูมิอากาศ ดูเรื่องฝุ่น แม้กระทั่งเรื่องที่จะแจ้งความเดือดร้อนไปที่สถานีตำรวจ หรือว่าแจ้งไป ที่โรงพยาบาล โครงการนี้ต้องเรียนว่าหยุดชะงักไปพักหนึ่ง เนื่องจากว่าส่วนหนึ่งเราได้ ความอนุเคราะห์จากบริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน ซึ่งตอนนี้บริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน เขาไปรวมกับทางบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด แล้ว เขาเรียกว่าบริษัท โทรคมนาคม แห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ล่าสุดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมได้ไปพบกับท่านซีอีโอ (CEO) ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) แล้วก็ได้คุยเรื่องนี้แล้ว ปรากฏว่าตอนนี้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เขาตั้งหน่วยงานเพื่อมาดูแลโครงการพวก ๕ จี (5G) โดยเฉพาะ ซึ่งตอนนี้เขาอนุมัติงบ ๒๐๐ ล้านบาทไปทำ ๕ จี (5G) ที่พัทยา โครงการต่อไป ก็คือจะมาทำที่บ้านฉางต่อนะครับ ซึ่งโครงการนี้ผมคิดว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะเห็นผล เป็นรูปธรรมแล้วว่าจะมีงบประมาณไปทำต่อ แล้วก็โครงการ ๕ จี (5G) ทางบ้านฉาง จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในเขตจังหวัดระยองด้วย จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นอย่างมาก

เมื่อสักครู่ท่านเรียนถามเรื่องเทคพาร์ค (Tech Park) ก็คือพื้นที่เขตเศรษฐกิจ พิเศษ ซึ่งอันนี้ต้องเรียนว่าเป็นของเอกชน ของเรานี้จะมีทั้งของภาครัฐและเอกชน เทคพาร์ค (Tech Park) ความคืบหน้าพอสมควรนะครับ เพราะว่าตอนนี้มีผู้ลงทุนเขาเข้ามาประมาณ ๓-๔ บริษัทแล้ว ก็คือบริษัท อีอีซี โกลบอล คลาวด์ จำกัด ก็เป็นกลุ่มที่เก็บดาตาเซนเตอร์ (Data Center) ที่จะเอาข้อมูลเก็บไว้ที่คลาวด์ (Cloud) อีกกลุ่มก็คือบริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) เป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) ซึ่งมีความ คืบหน้าพอสมควร ตอนนี้กำลังได้รับการติดต่อจากบริษัทที่เป็นดาตาเซนเตอร์ (Data Center) ของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน เพราะฉะนั้นคิดว่าเทคพาร์ค (Tech Park) นี่ก็เป็น อีกส่วนหนึ่งที่จะเป็นศูนย์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านดิจิทัล (Digital) ของประเทศ ในอนาคตด้วยนะครับ

ข้อที่ ๓ ที่ท่านถามเรื่องความเชื่อมโยงของการพัฒนาระบบไอเอ็นพี (INP) นี่นะครับ ต้องเรียกว่าอันนี้เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระบบในการติดตามผลการใช้งบบูรณาการ ร่วมกับสำนักงบประมาณ ซึ่งผลประโยชน์ของระบบนี้จะทำให้การติดตามการใช้งบเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต้องเรียนว่าการใช้งบบูรณาการเราให้หน่วยงานที่เป็นต้นเรื่อง เป็นคนใช้งบ เราก็อาศัยระบบนี้เป็นการติดตามว่าการใช้งบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเปล่านะครับ

ส่วนเรื่องเงินกู้ที่ท่านได้ถามมา ต้องชี้แจงว่าเงินกู้ตัวนี้เป็นส่วนของเงินกู้ ที่บรรเทาความเดือดร้อนในช่วงของโควิด (COVID) ซึ่งทางอีอีซี (EEC) เราได้ใช้เงินกู้ตัวนี้ ในการพัฒนาทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมประเภทใหม่ ๆ เช่น เรื่องยานยนต์ หรือ เรื่องดิจิทัล (Digital) ที่ผ่านมาเราได้อบรมบุคลากรด้านนี้ไปประมาณหลายพันคน ซึ่งถือว่า งบตัวนี้เป็นประโยชน์ในการสร้างบุคลากรที่จะรองรับอุตสาหกรรมในพื้นที่ของอีอีซี (EEC) ด้วยนะครับ

แล้วก็สุดท้ายท่านได้ถามเรื่องการพัฒนาชุมชนนะครับ อันนี้ผมขอเรียนว่า จากที่ผมเรียนแล้วเราให้ความสำคัญต่อการพัฒนาของชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าในพื้นที่ของเราตอนนี้เรามีโครงการมากมายเลยที่จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ตอนนี้ โครงการที่เราจะทำเพิ่มเติมก็คือด้านการสร้างที่อยู่อาศัย สร้างงาน สร้างอาชีพให้เขา โมเดล (Model) ที่เราทำเราเรียกว่า ๕ สร้าง สร้างความรู้ให้เขาในการไปประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างอาชีพ คือสร้างตลาด สร้างที่ทำมาหากินให้เขา เพื่อให้เขาเอาของไปขายได้นะครับ สร้างรัฐสวัสดิการก็คือว่าประกันราคา เช่นตอนนี้เรามีโครงการอีเอฟซี (EFC) อีสเทิร์น ฟรุต คอร์ริดอร์ (Eastern Fruit Corridor) ในการที่จะรับประกันราคาทุเรียน ซื้อมากิโลกรัมหนึ่ง ถ้าไม่มีการรับประกัน กิโลกรัมหนึ่งจะราคาต่ำกว่า ๑๐๐ บาทอีกนะครับ เพราะล้งของจีน เขาเข้ามากดราคา ตอนนี้เราตั้งโครงการนี้เพื่อจะรับซื้อในราคาที่ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาท จากนั้นเอาไปแปรรูปเป็นทุเรียนขายต่างประเทศ ถ้าเอาไปแปรรูปแล้วแช่เย็น แล้วก็เอาไป ขายเมืองจีน กิโลกรัมละประมาณ ๑,๐๐๐ บาทนะครับ

แล้วก็อีกอันหนึ่งคือโครงการประกันสุขภาพนะครับ ตอนนี้เรามีโครงการ ที่จะไปทำโรงพยาบาลปลวกแดง ๒ ที่พื้นที่ปลวกแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนประชากรแฝง อยู่เยอะมาก จำนวนประชากรจริง ๆ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน แต่ประชากรแฝงรวมแล้ว ประมาณเกือบแสนคน ซึ่งประชากรพวกนี้เขาขาดแคลนการดูแลเรื่องสุขภาพ ตอนนี้อีอีซี (EEC) ได้ทำโมเดล (Model) นี้ แล้วก็ร่วมกับภาคเอกชนที่จะเข้าไปตั้งโรงพยาบาล เพื่อดูแล พี่น้องประชาชนในส่วนนี้นะครับ

ส่วนที่เหลือก็คือการสร้างเครือข่ายเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถเชื่อมโยง ไปยังเครือข่ายอื่นได้ มีสินค้าเราก็ขายที่หมู่บ้านอื่นได้หรือตำบลอื่นได้ อีกอันก็คือเราได้ ประสานกับธนาคาร สถาบันการเงิน ในการเข้ามาช่วยดูแลพื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อน ให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องโควิด (COVID) แล้วก็เรื่องเศรษฐกิจ ที่ถดถอยนี่ครับ ซึ่งตอนนี้เราร่วมกับธนาคาร ๗ ธนาคารเข้าไปช่วยแล้ว ๖ เดือนที่ผ่านมา ธนาคารที่เข้ามาร่วมกับเรา ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธ.ก.ส. ธนาคาร เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ออกบริการสินเชื่อที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกธนาคาร และที่สำคัญคือดอกเบี้ยถูกมาก ผลที่ออกมา ๖ เดือนเห็นเลยว่าตอนนี้พี่น้องประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือประมาณ ๗๐,๐๐๐ ราย ๗๐,๐๐๐ รายเป็นวงเงินสินเชื่อ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ คิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการหนึ่งที่อีอีซี (EEC) จะช่วยผลักดันให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้ อันนี้เป็นตัวอย่าง โครงการที่เราจะเข้าไปช่วยในการผลักดันเรื่องช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปพัฒนาพื้นที่ พัฒนาชุมชนครับ

ในส่วนของท่านมานพนะครับ ท่านให้ความสนใจในเรื่องของการบริหาร จัดการขยะ ต้องเรียนว่าปัญหานี้เราเห็นมาเป็นเวลานานแล้ว และได้เริ่มแก้ไขไปแล้ว โดยเรา มีโมเดล (Model) ที่เราเข้าไปทำหลายโมเดล (Model) ไม่ว่าจะเป็นที่เสม็ดโมเดล เราไปดูแล การเก็บขยะ การทิ้งขยะ ตั้งแต่ต้นทางแล้วก็เก็บขนส่งขึ้นมาบนฝั่ง ซึ่งโมเดล (Model) นี้ ประสบความสำเร็จทำให้เสม็ดสะอาดขึ้นมาก แล้วโมเดล (Model) นี้เราจะเอาไปใช้ที่ เกาะสีชัง เพราะว่าเราเพิ่งลงพื้นที่ไปดูพื้นที่ของเกาะสีชังเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ประสบปัญหา เดียวกัน มีเตาเผาอยู่แค่ ๒ เตา ขยะล้นเกาะเลย แล้วต่อไปนี้เราจะพัฒนาเกาะสีชังนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี เพราะฉะนั้นเราก็สามารถนำโมเดล (Model) เสม็ดโมเดลนี้ไปใช้ได้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือการกำจัดโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นการใช้เอาขยะ มาผลิตเป็นไฟฟ้า ซึ่งตอนนี้เราใช้กับ อบจ. ระยอง เราเข้าไปร่วมกับเอกชน เข้าไปลงทุน ในการเอาขยะมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งตอนนี้ประสบความสำเร็จไปหนึ่งโรงแล้ว อีกโรงหนึ่งก็ใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งโมเดล (Model) นี้คิดว่าเราจะเอาไปใช้ในพื้นที่ที่มีปริมาณ ขยะมาก สามารถเอาไปใช้เป็นพลังงาน แล้วก็ไปขายต่อกับโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่ ได้นะครับ อันนี้เป็นโมเดล (Model) ที่เราจะใช้ในการกำจัดขยะนะครับ แล้วก็แผนรวม ของเราในการกำจัดเรื่องขยะ เรามีโครงการที่จะเพิ่มศูนย์ในการกำจัดขยะ ๖,๐๐๐ ตันต่อวัน ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ ๑๒๐ เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการนี้กำลังเริ่มดำเนินการ แล้วก็ คิดว่าอีกไม่นานก็น่าจะเกิดขึ้นตามจุดต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ต้องเรียนว่าของอีอีซี (EEC) เราได้รับ ความร่วมมือจากอบต. หรือ อบจ. เป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นปัญหาสำคัญของทุกพื้นที่ เลยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านแนะนำ เรื่องการตั้งคณะกรรมการมีส่วนร่วมของ แต่ละพื้นที่ อันนี้ผมต้องกราบขอบพระคุณมากเลย เพราะต้องเรียนว่าประชาชนเป็นหัวใจ สำคัญในการพัฒนาพื้นที่เรานะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้เรามีโครงการใหม่ก็คือเราดึงแนวร่วม คือตัวแทนจากพื้นที่มามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ของตัวเอง เช่นเรามีโครงการเรียกว่าอีอีซี แฟมิลี (EEC Family) จากเดิมที่เราเอากลุ่มเยาวชนเข้ามาช่วยดูแลเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือกลุ่มสตรีที่เอามาดูแลเรื่องพื้นที่ เดี๋ยวเรามีโครงการที่จะนำกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้สูงวัย มาช่วยกันดูแลเรื่องสุขภาพของพื้นที่ด้วยนะครับ แล้วก็อีกโครงการหนึ่งคือเราทำโครงการ ที่จะช่วยเหลือวิสาหกิจที่อยู่ในชุมชน ซึ่งเราเรียกว่าอีอีซี เอ็นเตอร์ไพรส์ (EEC Enterprise) เราจะเอาโครงการนี้ดึงนักลงทุนเอกชน ดึงกองทุนหมู่บ้าน ดึงสถาบันการเงินเข้ามาช่วย ปลุกปั้นพวกธุรกิจชุมชน วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ให้เกิด ตอนนี้เราลองไปแล้ว ๕ วิสาหกิจ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะว่าแต่ละวิสาหกิจเขามีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการ การตลาด หรือแม้กระทั่งการเงิน ตอนนี้เราดึงคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาหรือว่าสถาบันการเงินเข้ามาร่วม เพราะฉะนั้นโมเดล (Model) นี้จะทำให้เศรษฐกิจชุมชนขยายตัว แล้วที่สำคัญคือเราสามารถ ดึงการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เข้ามาร่วมเป็นแฟมิลี (Family) เดียวกัน เราเรียกว่าอีอีซี แฟมิลี (EEC Family) เพราะถือว่าประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของเราเป็น ครอบครัวเดียวกับอีอีซี (EEC) นะครับ

คราวนี้ผมขออนุญาตของท่านเบญจานะครับ ท่านเบญจาก็มีหลายประเด็น เลยนะครับ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณมากเลย เรื่องโครงการรถไฟ จริง ๆ ผมเห็นปัญหาเหมือน ท่านเบญจาเหมือนกันก็คือว่ามันไปกระทบพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ แต่ว่าจากแนวทาง ของเราที่แก้ไขเราให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นใครที่มีความเดือดร้อน โดนไล่ที่ออกไป สมมุติที่เขาอยู่ในพื้นที่ของรถไฟ เรามีวิธีเยียวยาหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น หากองทุนมาช่วยชดเชยให้เขา หรืออีกวิธีก็คือเราหาที่อยู่อาศัยให้ใหม่ ซึ่งโครงการล่าสุด ที่หลักหก ผมก็ได้ติดต่อการเคหะแห่งชาติมาช่วยในการหาที่อยู่อาศัยให้ใหม่กับเขา ซึ่งบางคนที่เขายังไม่พอใจที่จะย้ายไปที่ไกล ๆ เราก็จะขอพื้นที่ของรถไฟทำโครงการให้เขา อยู่อาศัยตรงนั้นเลย ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการดำเนินงานอยู่ คิดว่าจะเป็นการบรรเทา ความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนนะครับ

แล้วก็ในส่วนของเรื่องน้ำที่ท่านเป็นห่วง ต้องเรียนว่าเรื่องน้ำเป็นปัญหาสำคัญ ของอีอีซี (EEC) มาโดยตลอด เพราะพื้นที่เรามักจะประสบปัญหาการขาดน้ำในช่วงที่ไม่ใช่ หน้าฝน ตอนนี้คณะกรรมการของอีอีซี (EEC) ได้ร่วมกับ สทนช. กรมชลประทาน แล้วก็ กรมทรัพยากรน้ำ ในการหาวิธีแก้ไขปัญหาหลายวิธีเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกบ่อ หาอ่างเก็บน้ำใหม่ หรือว่าการต่อท่อมาจากแม่น้ำไม่ว่าจะเป็นบางปะกงหรือประแสร์ ที่สำคัญ มีบางโครงการที่อาจจะมาช่วยแก้ไขบางจังหวะได้ก็คือการทำน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด ที่เรียกว่า ดีซาลิเนชัน (Desalination) นี่นะครับ ก็เป็นโครงการที่อยู่ในการดูแลของเราอีกเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตสรุปในภาพรวมของการแก้ไขปัญหาของอีอีซี (EEC) ในเรื่องชุมชนนะครับ ว่าตอนนี้เรามีโครงการใหม่เรียกว่าท้องถิ่นอัจฉริยะ เราจะใช้ โครงการนี้ในการส่งนโยบายลงไปที่พื้นที่ว่ามีนโยบายในการพัฒนาพื้นที่อย่างไรในมิติต่าง ๆ เช่น การพัฒนาในเรื่องสิ่งแวดล้อม เราให้ความสำคัญเป็นอันดับ ๑ การพัฒนาเรื่องสุขภาพ ของพี่น้องประชาชน การพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเราจะใช้โมเดล (Model) ของ ๗ สมาร์ต (Smart) ก็คือสมาร์ตเอนไวรอนเมนต์ (Smart Environment) สมาร์ตเอเนอร์จี (Smart Energy) สมาร์ตอีโคโนมี (Smart Economy) แล้วก็ สมาร์ตคอมมูนิตี (Smart Community) ซึ่งทุกโครงการเราจะได้รับความร่วมมือจาก พี่น้องประชาชน โดยการที่เขาจะเป็นผู้นำเสนอความต้องการของโครงการมาแมตช์ (Match) กับกรอบที่เรากำหนดลงไป ซึ่งโครงการนี้เองเราได้ลองคุยกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ พี่น้องที่เป็นตัวแทนของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นนายก อบต. นายก อบจ. นายกเทศบาล ซึ่งทุกหน่วยงานมีความต้องการ มีความพร้อมที่จะเข้ามาร่วม เพราะว่าอีอีซี (EEC) จะเข้าไป ช่วยกำหนดแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ของท่านเอง แล้วแต่ละท่านสามารถบอกได้เลยว่า ท่านอยากพัฒนาส่วนไหน เราก็จะมีแนวทางในการพัฒนาให้โดยใช้หลักบีซีจี (BCG) เมื่อสักครู่ที่ท่านเบญจากับท่านมานพบอกนะครับ หลักนี้เป็นหลักที่เราใช้เป็นแนวทาง ในการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของพื้นที่ คิดว่าแนวทางนี้จะได้รับความร่วมมือ แล้วก็ภายใน ปีหน้าเราจะเห็นผลแล้วว่าแต่ละพื้นที่เขามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ของตัวเอง แล้วก็ให้ ความร่วมมือกับอีอีซี (EEC) ด้วยนะครับ