ณัฐวุฒิ ชี้ปัญหาสื่อใช้ภาษาดูหมิ่นกลุ่ม LGBTQ+ ละเมิดสิทธิ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะกรณีการใช้ภาษาในสื่อที่ก่อให้เกิดการตีตราและด้อยค่า พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชี้แจงเหตุผลที่ไม่รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมของร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมสื่อที่อาจกระทบเสรีภาพสื่อ ในขณะเดียวกันยังเน้นย้ำความจำเป็นในการเคารพสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศในทุกบริบท รวมถึงการต่อสู้คดีผ่านองค์กรคุ้มครองสิทธิและคำวินิจฉัยของ วลพ. ที่ส่งผลต่อสิทธิในการประกอบวิชาชีพ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ต้องขอบพระคุณท่านประธานครับที่ได้กรุณาให้เวลา ความจริงผมคงใช้ไม่หมด หรอกครับ แต่ตั้งเป็นโจทย์ไว้ก่อน เพราะว่าประเด็นที่ผมพูดเนื่องจากว่าเป็นประเด็นสำคัญ ที่ผู้คนสนใจ แล้วก็เป็นประเด็นร่วมสมัยของคนไทยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามต้องขอ ประทานโทษท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า บังเอิญว่ารายงานฉบับนี้เคยเข้ามาตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว ผมเองก็จดรายละเอียดไว้ แล้วทิ้งเอกสารไว้ที่บ้าน ไม่คิดว่าจะได้เข้ามาในวันนี้ แล้วมาอภิปรายในวันนี้ ฉะนั้นอาจจะมี บางประเด็นที่ไม่ครบถ้วนบางประการ อย่างไรก็ตามผมมีประเด็นที่จะสอบถามคร่าว ๆ ที่ได้ ตั้งไว้อยู่ทั้งหมดสัก ๕ ข้อด้วยกันครับ

ท่านประธานครับ ในข้อที่ ๑ สิทธิและความเสมอภาคทางเพศอันเกี่ยวเนื่อง กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีกล่าวอ้างว่าสื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารโดยใช้ถ้อยคำที่ กระทบต่ออัตลักษณ์ของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผมพยายามอ่านทั้งหมด ผมก็เข้าใจแต่เดิมนะครับว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีมติและลงมติว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกร้อง ในกรณีคำร้องที่ ๘๙ คำร้องที่ ๑๐๑ คำร้องที่ ๑๐๒ หนึ่งร้อยเอ็ด เขาอ่านอย่างนี้ ไม่ใช่จังหวัดที่ท่าน ส.ส. คารม พลพรกลาง อยู่แต่ประการใด ตกลงแล้ว ผมเข้าใจว่าอย่างไร ท่านลงแน่ ๆ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนแน่ ๆ พอไปอ่านรายงานท่านปุ๊บ ในข้อที่ ๖ เอกสารหน้าสุดท้าย ท่านบอกว่าอาศัยเหตุผลดังกล่าวจึงมีมติตามคำร้อง ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน พูดง่าย ๆ ก็คือว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นท่านบอกว่า ๓ คำร้องที่มีผู้ร้องปกปิดชื่อ แล้วมีกรณีของสื่อมวลชน ที่ถูกร้องอยู่ ๒ สื่อด้วยกัน ไม่ปรากฏว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่ประการใด พี่น้อง แอลจีบีทีคิว (LGBTQ) พี่น้องผู้มีความหลากหลายทางเพศทั้งประเทศทราบแบบนี้ตกใจครับ นี่ถ้าวันนี้พี่น้องเราอยู่กันเยอะเรื่องนี้ต้องเป็นข่าวพาดหัวข่าว หน้า ๑ ในสื่อมวลชน ผมก็ต้อง ถามท่าน ข้อความในลักษณะนี้ไม่ละเมิดหรือครับ ผมอ่านตามเอกสารทั้งหมดเลยนะครับ เช่นกรณีหน้า ๒ ที่บอกว่าผู้ถูกร้องที่ ๑ เสนอข่าวสารด้วยคำว่า รวบสาวสองค้ากามเด็ก อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี คำว่า สาวสอง นี่ไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือครับ กรณีที่ ๒ นั้น ผู้ร้องได้แจ้งว่าผู้ถูกร้องที่ ๑ เสนอข่าวสารด้วยข้อความว่า มีสาวประเภทสองรุมทำร้าย คำว่า สาวประเภทสองรุมทำร้าย นี่ไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือครับ กรณีที่ ๓ ยังตีความ กันได้ครับ แต่สุดท้ายทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่ต่างกันครับ ก็คือกรณีที่บอกว่ามีสื่อมวลชนที่เป็น ผู้ถูกร้องที่ ๒ ได้เสนอข่าวว่าจับกะเทยฆ่าสาวทอม นี่ไม่ใช่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือครับ มันมีการละเมิดซ้อนละเมิดครับ

การละเมิดประการที่ ๑ ก็คือการที่สื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็น ๒ แขนงนี้หรือใด ๆ ต่าง ๆ ก็แล้วแต่ใช้ลักษณะการระบุอัตลักษณ์ของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น คำว่ากะเทย เช่นคำว่าทอม เช่นคำว่าสาวสองหรือสาวประเภทสอง นั่นคือการละเมิด สิทธิมนุษยชน ขั้นที่ ๑ อยู่แล้ว ตามหลักการยอกยาการ์ตา ตามปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗ วรรคสาม ละเมิดขั้นที่ ๑ อยู่แล้ว โดยภาษาหรือคำที่ใช้ในการเรียกบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ

การละเมิดซ้ำประการที่ ๒ ก็คือการที่ระบุว่าด้วยเหตุที่เขามีความหลากหลาย ทางเพศ ตามประเภทที่ท่านระบุนี่ไปฆ่าคนอื่น มันก็เลยก่อให้เกิดการตีความเหมารวม หรือมี การอะบิวส์ (Abuse) ซ้ำหรือการละเมิดซ้ำ ในภาษาสิทธิมนุษยชนท่านเรียกอินเทอร์เซ็กชัวลิตี (Intersexuality) ภาษาอังกฤษยากครับ แปลเป็นไทยกลับแล้วกันว่าการละเมิดซ้ำ หรือตีตราซ้ำ ชั้นที่ ๒ ไม่จำเป็นนะครับ กรณีการค้ากามเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ท่านก็บอกเลย ครับ รวบผู้ต้องหาค้ากามเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ทำไมท่านต้องตีความหรือบอกว่า สาวประเภทสองทุกคน หรืออาจจะทุกคนหรือที่อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ากามเด็ก กรณีที่บอกว่ามีสาวประเภทสองรุมทำร้าย ท่านก็บอกเลยครับ มีบุคคลรุมทำร้ายบุคคลอื่น ทำไมสื่อมวลชนต้องใช้คำว่าสาวประเภทสอง ผู้ชายไม่เคยรุมทำร้ายหรือครับ ผู้หญิงไม่เคย รุมทำร้ายหรือครับ ผู้ใหญ่ไม่เคยรุมทำร้ายหรือครับ ผู้สูงอายุไม่เคยรุมทำร้ายหรือครับ เด็กไม่เคยรุมทำร้ายหรือครับ กรณีการจับกะเทยฆ่าสาวทอม ทำไมต้องใช้คำนั้นครับ ฉะนั้น ทั้งหมดทั้งมวลเอาแค่ข้อที่ ๑ ก่อน ท่านก็คงต้องตอบตัวแทนพี่น้องประชาชนในสภาแห่งนี้ว่า หลักเกณฑ์ หลักการ หลักกฎหมาย หรือการตีความของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ดังรายชื่อที่ปรากฏ ซึ่งมีเพียง ๖ ท่านในวันที่ลงนามในเอกสารนั้น ท่านใช้หลักเกณฑ์ หลักการ กฎหมาย หรือการตีความว่ากรณีของบุคคล ผู้ถูกร้องที่ ๑ หรือผู้ถูกร้องที่ ๒ ก็แล้วแต่นั้นไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ นั้นเป็นความเกี่ยวเนื่องกับกรณีของข้อเสนอแนะหรือแนวทาง ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนครับ มีข้อเสนอแนะอยู่ ๒ ประการที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องช่วยกัน ทำความเข้าใจ แล้วก็อธิบายต่อพี่น้องประชาชน ข้อเสนอแนะ ข้อที่ ๕.๑ ผมไม่แตะครับ เพราะว่ามันไปวนอยู่ในข้อที่ผมพูดไปแล้วในประการที่ ๑ แต่ข้อเสนอแนะ ข้อที่ ๕.๒ นั้น สำคัญ ที่ท่านบอกว่าให้สำนักงาน กสทช. เร่งผลักดันร่างแนวทางในการนำเสนอเนื้อหา รายงานเกี่ยวกับบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ กสทช. ตอนที่มาชี้แจงเขาไม่ได้ตอบท่าน เลยหรือครับว่าเขามีแนวทางอยู่แล้ว เสียดายว่าวันนี้ผมถึงบอกอย่างไรครับถ้ารู้ล่วงหน้า ผมก็จะหยิบเล่มที่ กสทช. ทำเล่มเล็ก ๆ ไม่หนามากหรอกครับ ครึ่งเดียวของเอกสารอันนี้ ปกสีขาว ๆ มีสีรุ้ง นั่นก็คือเอกสารที่ กสทช. เคยทำออกมาแล้ว เป็นกรณีที่บอกว่ากรณี การนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นควรจะมีแนวปฏิบัติ หรือไม่ควรจะไปปฏิบัติอันเป็นการเข้าข่ายการละเมิดสิทธิของบุคคลผู้มีความหลากหลาย ทางเพศแต่ประการใด ผมสงสัย ท่านต้องตอบนะครับ เขาไม่บอกท่านเลยหรือครับ ผมจะได้ ไปแงะเอกสารงบประมาณ ซึ่งท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านถนัดอยู่แล้วว่า แล้วตอนนั้น กสทช. ใช้งบอะไรพิมพ์ แล้วตอนนี้ยังพิมพ์อยู่ไหม แล้วทำไมมาอยู่ที่ ส.ส. อย่างผม แล้วทำไมไม่อยู่ในพี่น้องประชาชน หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ผมไม่ได้พูดถึงเล่มอื่น ๆ ซึ่งมีเยอะนะครับ แนวทางการนำเสนอข่าวหรือทำข่าว อย่างไรไม่ให้ละเมิดสิทธิโดยเฉพาะกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผมอยากจะ นำเสนอในเชิงวิชาการนะครับ เขาบอกว่าการละเมิดหรือไม่ละเมิดให้ใช้หลักอยู่ ๔ ประการ ท่านกรรมการสิทธิมนุษยชนท่านทราบดี ท่านทำงานสื่อมวลชนมาก่อน ๑. ต้องไม่เสนอข่าว อันมีเนื้อหาเป็นการละเมิด เนื้อหาชัดเจน ๒. ต้องไม่เสนอข่าวอันมีภาพเป็นการละเมิด ๓. ต้องไม่เสนอข่าวอันมีลักษณะกระบวนการ ทำข่าวเป็นการละเมิด ๔. ต้องไม่เสนอข่าวในลักษณะตีตรา ตีค่า หรือซ้ำเติม หรือตอกย้ำ ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือแม้กระทั่งกรณีนี้คือบุคคลผู้มีความ หลากหลายทางเพศ ซึ่งอันนี้คือการตีค่าหรือการตีความชัด ๆ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ

ประเด็นที่ ๓ และประเด็นที่ ๔ เกี่ยวพันกัน และเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับ ข้อเสนอแนะ ข้อที่ ๕.๓ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อ ๑๕-๑๖ ปีที่แล้ว ไม่ใช่ท่านไม่เคยทำ ท่านให้อาจารย์ดอกเตอร์ธาตรี ใต้ฟ้าพูล คณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำรายงานว่าการทำข่าวหรือกระบวนการ ตรวจสอบจริยธรรมสื่อมวลชนนั้นควรมีกระบวนการแบบใด ประการใด งานวิจัยของท่านเอง งานวิจัยของท่านบอกว่ากระบวนการตรวจสอบสื่อมวลชนที่ดีที่สุดก็คือหลักการที่เรียกว่า เซลฟ์เรกูเลชัน (Self-Regulation) หรือการตรวจสอบจริยธรรมของสื่อมวลชนด้วยกันเอง ฉะนั้นสิ่งที่ท่านต้องนำเสนอก็คือการนำเสนอว่าปัญหาของวันนี้คืออะไร คือสภา การหนังสือพิมพ์ คือสภาวิชาชีพสื่อ คือสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือคือปัญหาใด ๆ ที่ทำให้กระบวนการที่เรียกว่าเซลฟ์เรกูเลชัน (Self-Regulation) หรือการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยกันเองนั้นไม่อาจหรือไม่สามารถกระทำได้ แต่ข้อเสนอแนะ ข้อที่ ๕.๓ ของท่านก็คือท่านเขียนแบบนี้เลยนะครับ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่อง ซีเรียส (Serious) และเป็นเรื่องที่ต้องมาตีความกัน เพราะว่าท่านกำลังบอกว่าให้รัฐสภา ผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ถึงแม้ท่านอาจจะมี คำอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่าหลักการที่ท่านบอกว่าควรจะมีในกฎหมายฉบับนั้นคืออะไร ท่านอ่านข่าวไม่เจอหรือครับ ผมค้นกูเกิล (Google) ก็เจอว่าพี่น้องสื่อมวลชน พี่น้อง ประชาชนที่ทำประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนจำนวนไม่น้อยกังวลและมีท่าทีที่ไม่เป็นบวก ต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ใช่แค่สื่อมวลชน ในประเทศไทย สื่อมวลชนในต่างประเทศก็มีท่าทีที่แสดงความกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ว่าจะเป็นการปิดปากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเสียมากกว่าที่จะนำไปสู่การส่งเสริม จริยธรรม ซึ่งผมเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายท่านก็ทำได้อยู่แล้ว ส่วนมาตรฐานวิชาชีพ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่เป็นการเฉพาะ เพราะพี่น้องสื่อมวลชนก็มีมาตรฐาน วิชาชีพและใบประกอบอนุญาตต่าง ๆ อยู่พอสมควรอยู่แล้ว ฉะนั้นท่านต้องใช้ความกล้าหาญ มาก ๆ ในการเสนอข้อ ๕.๓ ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อที่ท้าทาย แต่ก็เป็นข้อที่กำลังชี้นำอะไร ต่อรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งผมเองไม่เห็นด้วย นั่นเป็นประการที่ ๓ และประการที่ ๔ ครับ

ประการที่ ๕ ณ ขณะนี้มี ๒ เรื่องที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ถ้าเอ่ยชื่อผิดต้องขอประทานอภัย ซึ่งเกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ปี ๒๕๕๘ เรียกกันอักษรย่อ มันมีอยู่ ๒ ชุดนะครับ สทพ. ดูเรื่องใหญ่ วลพ. ดูเรื่องเล็ก ปรากฏว่า วลพ. วินิจฉัยออกมามี ๒ คำวินิจฉัยด้วยกันครับ คำวินิจฉัยแรก เรียกว่าคำวินิจฉัย ที่ ๐๔/๒๕๖๕ บอกว่าสภาทนายความฯ ใส่ไปยาลน้อย อยู่ในพระอุปถัมภ์อะไรก็ว่ากันไป ต้องแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้คน เข้าสอบทนายความแต่งกายตามเพศกำเนิด พูดง่าย ๆ ก็คือว่าต้องเปิดช่องให้คนที่เข้าสอบ คนที่ประกอบวิชาชีพทนายความแต่งกายตามเพศสภาพ และเป็นเพศสภาพที่เขาเลือก วลพ. วินิจฉัยแบบนี้ ณ ขณะนี้ สภาทนายความฯ นำคดีนี้ฟ้องศาลปกครองกลาง ไม่เห็นด้วย ต่อคำวินิจฉัยของ วลพ. แน่นอนครับ เป็นสภาวิชาชีพ ผมเองก็มีใบอนุญาตประกอบวิชา ทนายความตลอดชีวิต ฉะนั้นผมเข้าใจว่ามีข้อที่จำเป็นต้องปกป้องสิทธิทนายความ แต่ก็ต้อง เข้าใจว่านั่นคือประเด็นที่ วลพ. ซึ่งเราเลือกเขามา ชี้มาแล้วว่ากฎระเบียบแบบนี้ขัด และละเมิดต่อสิทธิของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นไล่กันมาติด ๆ เลยครับ คณะกรรมการ วลพ. ออกคำวินิจฉัย ที่ ๐๕/๒๕๖๕ ให้สำนักนายกรัฐมนตรีแก้ไขกฎระเบียบที่บังคับให้ข้าราชการต้องแต่งกายตามเพศกำเนิด ไปทำบัตร หรือต่อบัตร หรือต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เช่นกรณีที่เกิดขึ้นก็คือกรณี ของครูที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศ ซึ่งจนถึงวันนี้เขาไม่สามารถต่อบัตรข้าราชการ เขาไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ วลพ. บอกว่ากฎแบบนี้ขัดต่อกับ ความเสมอภาคระหว่างเพศ สำนักนายกรัฐมนตรีต้องแก้ไข สำนักนายกรัฐมนตรีไทย ท่านก็ชายแท้ หญิงแท้ ไม่มีบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่เลยหรือครับ ท่านก็ฟ้องต่อ ศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ วลพ. ผมก็ต้องถามท่านครับ วันนี้ท่านมาหา สภาเรา ว่าตกลง ๒ คำวินิจฉัยในลักษณะเช่นนี้ เช่นรัฐกำลังละเมิดต่อ วลพ. และรัฐกำลัง ละเมิดต่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติแอคชั่น (Action) อย่างไร ตอบอย่างไร สู้คดีแทนเขาไหม เรียกร้องสิทธิแทนไหมว่า การที่รัฐทำแบบนี้กับ วลพ. เป็นการกระทำซ้ำหรือตอกย้ำ หรือไม่ส่งเสริมสิทธิของบุคคล ผู้มีความหลากหลายทางเพศ แบบนี้ต่างหากครับที่เราจำเป็นต้องมีคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อต่อรองดุลยภาพของอำนาจรัฐในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยความเคารพ ผมถามท่านทั้งหมด ๔-๕ ข้อ เจ้าหน้าที่คงจดถูกว่ามีกี่ข้อ ผมจำไม่ค่อยได้ แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นผมเชื่อว่าตัวแทนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตอบได้ทั้งหมด แน่นอน ผมทำทั้งหมดทั้งมวลเพื่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งวันหนึ่งอาจจะเป็น คนใกล้ตัว อาจจะเป็นลูกหลาน อาจจะเป็นคนที่เรารู้จัก แม้กระทั่งอาจจะเป็นตัวเราเองก็ได้ ขอบคุณท่านประธานครับ