สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

วสันต์ ภัยหลีกลี้ อธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกันเองของสื่อ และการสนับสนุนจาก กสทช. นอกจากนี้ยังหารือเรื่องบทบาทของ กสม. ในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในเรื่องความหลากหลายทางเพศ และการขับเคลื่อนกฎหมายที่ส่งเสริมสิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้กรุณาสอบถาม ให้ความเห็น ให้คำแนะนำ ที่เป็นประโยชน์กับการทำงานของ กสม. ผมจะขออนุญาตตอบคำถามที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้กรุณาถามในบางประเด็นนะครับ ประเด็นเกี่ยวกับรายงานผลการตรวจสอบ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ ๑๑-๑๓/๒๕๖๕ ที่นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ แล้วก็ท่านได้ถามว่า ทำไมถึงได้ชี้ว่าการร้องเรียนที่เกิดขึ้นนี้ไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเด็นนี้ จะขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าในการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เราจะมีกระบวนการตรวจสอบ แล้วก็รับฟังความเห็นทั้งจากผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง แล้วก็ดูข้อมูล ต่าง ๆ ประกอบกันในแง่ข้อเท็จจริง แล้วก็จะดูในแง่ของข้อกฎหมายด้วย หลังจากนั้น ก็จะนำมาพิจารณาถกเถียงแล้วก็พิจารณาร่วมกัน กรณีนี้คือทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติเห็นว่าการใช้คำพูดของสื่อพาดหัวข่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่ก็คิดว่าไม่ถึงขั้น เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่สื่อในตอนหลังได้นำเอาข่าวดังกล่าวออกจากระบบ ออกจากโซเชียลมีเดีย (Social media) ไปเรียบร้อย แล้วก็เราเห็นว่าควรจะเป็นการ เสนอแนะ เป็นการส่งเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจว่าสิ่งที่เขาใช้คำเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ ไม่เหมาะสม อย่างที่ใช้คำว่าสาวสอง หรือใช้คำว่าเกย์ฆ่าทอม หรืออะไรแบบนี้ เราคิดว่า การพาดหัวแบบนี้ถ้าทำบ่อย ๆ บางทีจะทำให้เกิดอคติหรือว่าเกิดความเข้าใจในลักษณะที่ เป็นการไปตีตราว่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมีพฤติกรรมแบบนั้นแบบนี้ แต่ว่าในกรณีที่ มีการกระทำในบางครั้งเราเข้าใจว่าคนก็จะเข้าใจว่าการพาดหัวข่าวบางทีมันจะมีข้อจำกัด แล้วมันก็จะมีการรวบคำ บางทีก็ใช้คำว่าหนุ่ม บางทีก็ใช้คำว่าเฒ่า บางทีก็ใช้คำว่าสาว บางที ก็ใช้ว่าแม่เล้าเด็ก บางทีใช้คำว่าสาวสอง คือเราดูแล้วว่าเจตนาไม่ได้เป็นการไปด้อยค่าหรือว่าไปดูหมิ่นศักดิ์ศรีโดยตรง แต่คำพูดที่ใช้ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แล้วก็สมควรได้รับการแก้ไข ซึ่งสื่อก็ได้ถอดข่าวดังกล่าวออกจาก โซเชียลมีเดีย (Social media) ไปเรียบร้อย แล้วก็ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวัง ในเรื่องนี้ครับ

สำหรับที่ท่านถามถึงข้อเสนอแนะอื่น ๆ จะขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า ในส่วนของ กสทช. ตอนที่เราเชิญ กสทช. มาชี้แจง กสทช. อยู่ระหว่างการทำแนวปฏิบัติ ในเรื่องเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ตอนที่รายงานเราออกมาความชัดเจนเกี่ยวกับ แนวปฏิบัตินั้นอาจจะออกมาแล้วนะครับ แต่ว่าช่วงที่เรามีการตรวจสอบอยู่ระหว่างการจัดทำ แล้วเราก็เลยเสนอเร่งรัดให้ทาง กสทช. ได้ดำเนินการนะครับ

ในส่วนที่เป็นข้อเสนอแนะ ในข้อที่ให้มีการออกกฎหมายมาส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพของสื่อ จะขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าจริง ๆ หลักการเรื่องการกำกับ ดูแลกันเองเป็นหลักการสำคัญมากนะครับ เซลฟ์เรกูเลชัน (Self-Regulation) อย่างที่ท่านว่า สื่อในโลกเสรีควรจะกำกับกันเอง โดยใช้มาตรฐานทางจริยธรรม มาตรฐานทางวิชาชีพ มากำกับกันเอง แต่สภาพการกำกับกันเองในบ้านเรามีปัญหา ๒ อย่างใหญ่ ๆ ด้วยกันครับ

ประการแรก ก็คือว่าการกำกับกันเองเป็นเรื่องของความสมัครใจ ดังนั้น สื่อไหนสมัครใจที่จะมาอยู่ในการกำกับกันเองก็จะอยู่ในกรอบดังกล่าว แต่มีสื่ออีกจำนวน ไม่น้อยที่ไม่ประสงค์ที่จะเข้าอยู่ในองค์กรวิชาชีพหรืออยู่ในกระบวนการกำกับกันเองนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าสภาพบังคับทางกฎหมายไม่มี อย่างที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติอีกท่านได้พูดว่าปัญหาที่เกิดจากสื่อก็มีอยู่ไม่น้อยนะครับ ปัญหาที่การเสนอข่าว ของสื่อ การนำเสนออาจจะกระทบกับคนกลุ่มต่าง ๆ หรือว่าอาจจะมีผลกระทบหรือไป ละเมิดสิทธิของบุคคลทั่วไป ดังนั้นการกำกับกันเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ จริง ๆ เราคิดว่า การกำกับร่วมระหว่างองค์กรสื่อกับองค์กรกำกับดูแลอย่าง กสทช. จะเป็นโมเดล (Model) หนึ่งที่สำคัญ แล้วเราก็สนับสนุนนะครับ อย่างไรก็ตามคิดว่าตัวกฎหมายที่ทาง กสม. สนับสนุนให้เกิดขึ้นเป็นกฎหมายที่เน้นในเรื่องของการสนับสนุนให้มีมาตรฐานทางวิชาชีพ แล้วก็มาตรฐานทางจริยธรรมของสื่อ แล้วก็จะช่วยส่งเสริมให้การกำกับดูแลกันเองของสื่อ มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีสภาพบังคับได้ จากที่ปัจจุบันยังมีช่องว่าง ยังมีจุดอ่อนอยู่ อันนั้น ก็เลยเป็นข้อเสนอที่เราได้นำเสนอไปนะครับ

ในเรื่องเกี่ยวกับ วลพ. ที่ท่านพูดถึงนะครับ อยากขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่า บทบาทของ กสม. มีบทบาททั้งในแง่ของการคุ้มครอง การส่งเสริม การเฝ้าระวัง เรื่องที่เรา ตรวจสอบส่วนใหญ่ก็จะเป็นกรณีที่มีการนำเสนอหรือว่าร้องเรียนเข้ามา เราก็จะพิจารณา ตรวจสอบ แล้วก็มีความเห็นออกไปเสนอหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นกรณีที่เป็น รายงานชิ้นนี้เราก็เสนอแนะในเชิงที่จะเป็นการป้องกัน แล้วก็ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนด้วย นอกเหนือจากมีข้อเสนอแนะในเชิงของการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในกรณีของ วลพ. ขออนุญาตนำข้อเสนอของท่านไปปรึกษาหารือกันว่า กสม. จะดำเนินการอะไรได้อย่างไรบ้าง เราเห็นด้วยว่าเรื่องของความหลากหลายของคนในสังคม เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนนะครับ กสม. เองได้ร่วมขับเคลื่อนกับภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านหลากหลายทางเพศ อย่างการจัด สมัชชาสิทธิมนุษยชนเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เรื่องนี้ก็เป็น ๑ ใน ๕ หัวข้อที่สำคัญ ที่เราร่วมกับภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อน มีข้อเสนอแนะในเรื่องที่จะผลักดันให้มีกฎหมาย เกี่ยวกับการสมรสเท่าเทียม เรื่องของ พ.ร.บ. คู่ชีวิตไปจนถึง พ.ร.บ. อัตลักษณ์ทางเพศ อันนี้ เราเห็นความสำคัญ แล้วก็พยายามที่จะขับเคลื่อนให้สิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ ตามกติกาสากลระหว่างประเทศได้เป็นจริง แล้วก็ได้ ยกระดับขึ้นนะครับ

สำหรับกรณีที่ท่านได้กรุณาแนะนำเรื่องการทำงานร่วมกับทาง กสทช. ขออนุญาตรับไปดำเนินการนะครับ ทาง กสม. เองจริง ๆ แล้วได้คุยกันว่าแทนที่เราจะทำงาน ในลักษณะตั้งรับ เราจะพยายามทำงานเชิงรุก แล้วก็พยายามทำงานในเชิงของระบบ หรือการนำเสนอการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบาย แล้วก็เชิงระบบให้มากขึ้น ตามที่ท่านได้ กรุณาแนะนำ จะพยายามทำงานเชิงรุก จะพยายามทำงานกับภาคีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อที่จะขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ ให้ได้รับการปกป้อง ได้รับการคุ้มครอง ได้รับ การส่งเสริม แล้วก็มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น ก็ขออนุญาตนำเรียนที่ประชุม แล้วก็ท่าน ผู้มีเกียรติพอสังเขปตามนี้ ต้องขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ สำหรับข้อเสนอแนะ คำแนะนำ ความเข้าใจ แล้วก็กำลังใจในการทำงานของ กสม. ขอบพระคุณครับ