สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงการดำเนินงานของระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่เน้นการส่งเสริม ป้องกัน และรักษา โดยยกย่องบทบาทของ อสม. รพ.สต. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในฐานะแนวหน้าในการดูแลสุขภาพชุมชน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของขวัญกำลังใจและการสนับสนุนจากรัฐบาลที่มอบให้ อสม. ทั้งในรูปแบบค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมขวัญกำลังใจในการทำงานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ตอบคำถามเพื่อนสมาชิก ท่านมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นะครับ ผมขออนุญาต ตอบคำถามเป็นภาพรวม อาจจะไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ว่าก็จะพูดถึง เรื่องของระบบการดูแลที่กระทรวงสาธารณสุขได้วางแนว ซึ่งเน้นเรื่องการส่งเสริม ป้องกัน แล้วก็ดูเรื่องการรักษาไปในขณะเดียวกัน ต้องขอบคุณท่านมัลลิกาที่ได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องของการเป็นห่วงในเรื่องของขวัญกำลังใจของพี่น้อง อสม. ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับทาง รพ.สต. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็น แม่งานหลักนะครับ ทั้งหมดนี้คือการวางระบบในการดูแลในเรื่องของการแพทย์ปฐมภูมิ หรือการส่งเสริม ป้องกันเป็นหลัก รพ.สต. เรามีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในขณะนี้ทำงานร่วมกัน กับโรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอ ในแง่ของการรักษาน่าจะมีเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ รพ.สต. จะทำหน้าที่ประสานกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลประจำอำเภอ ใช้วิธีการปรึกษา ผ่านระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ถ้า รพ.สต. เหล่านั้นมีสัญญาณที่ชัดเจนนะครับ คุณหมอในการรักษาเบื้องต้นก็จะให้คำแนะนำผ่านทางระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) หรือระบบออนไลน์ (Online) แน่นอนที่สุดงานส่งเสริม ป้องกันที่ อสม. ได้รับก็จะต้องดูแล ร่วมกันกับ รพ.สต. ในการที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริม ป้องกันทั้งโรคระบาด เพราะฉะนั้น ที่ท่านมัลลิกาได้พูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของทั้ง รพ.สต. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมทั้ง อสม. ที่ผ่านสถานการณ์โควิด (COVID) มา เราจะเห็นได้ชัดเจนนะครับว่า รพ.สต. และ อสม. เป็น ด่านหน้าที่เขาปฏิบัติหน้าที่และประสบความสำเร็จ เขาเป็นทั้งการทำหน้าที่ในการสอบสวนโรค ควบคุมโรคไปพร้อมกัน ผ่านการให้องค์ความรู้ จากคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อประจำจังหวัด กระทรวงได้ให้ความสำคัญในแง่ของ การจัดคนหรืออุปกรณ์ในการส่งเสริม ป้องกัน หรือส่งเสริมเรื่องกายภาพ หรือส่งเสริม เรื่องแพทย์แผนไทยไปยัง รพ.สต. ที่มีความพร้อมและสามารถให้บริการประชาชนในพื้นที่ นั้น ๆ ได้ รพ.สต. ที่มีความพร้อม มีความทันสมัย ถ้าท่านมัลลิกาได้มีโอกาสไปก็จะพบว่า มีประชาชนมาใช้บริการ ทั้งแพทย์แผนไทยก็ดี ทั้งมาใช้บริการนวดแผนไทย มาปรึกษาแพทย์ ก่อนที่จะเดินทางไปโรงพยาบาลประจำอำเภอหรือโรงพยาบาลชุมชน มีหมอให้คำปรึกษา มีการลงพื้นที่ไปกับ อสม. ในการดูแลพี่น้องประชาชน นี่คือการวางระบบในแง่ของ การส่งเสริม ป้องกันหรือแพทย์ปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุขยกระดับนโยบาย ๓ หมอ หมอคนที่ ๑ ก็คือ อสม. หมอคนที่ ๒ คือหมออนามัย ก็คือเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และหมอ คนที่ ๓ ก็คือคุณหมอที่ประจำในโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาล ๓ หมอจะทำงานประสานกัน ในการดูแลพี่น้องประชาชนในด้านของสุขภาพ ตั้งแต่ส่งเสริม ป้องกัน มาถึงการรักษา นี่คือ การวางนโยบายหลัก อสม. ที่ท่านมัลลิกาเป็นห่วง ก็ต้องขอบคุณแทนพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน ที่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักของทุกประเทศในโลกนี้ก็ว่าได้ นะครับ เพราะในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด (COVID) อสม. ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และผมจำได้เลยนะครับ ในสภาแห่งนี้เพื่อนสมาชิกที่ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งฝ่ายรัฐบาล ลุกขึ้นมา ขอค่าตอบแทนเพิ่มให้กับ อสม. จากเดิมที่ได้ ๑,๐๐๐ บาท ขอเป็น ๑,๕๐๐ บาท รัฐบาล ก็จัดสรรให้กับพี่น้อง อสม. ไปแล้ว ๑,๕๐๐ บาท ตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์โควิด (COVID) จนถึงขณะนี้ สิ้นสุด ณ เดือนกันยายน ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ส่วนในสถานการณ์หรือว่าใน ปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ที่ท่านมัลลิกาได้สอบถามความชัดเจน ผมเข้าใจว่าผมได้ทำหนังสือ ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่ดูแลกรมสนับสนุนบริการ สุขภาพ เพื่อที่จะขอค่าตอบแทนเป็น ๑,๕๐๐ บาทตลอดไป ซึ่งอันนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับท่าน นายกรัฐมนตรี แล้วก็ ครม. จะอนุมัติให้หรือไม่ในอนาคต แต่ผมย้ำกับท่านมัลลิกา กับเพื่อนสมาชิกว่าเราจะต้องย้ำหลักการที่สำคัญของ อสม. ทั่วประเทศ ว่า อสม. ทั่วประเทศ เป็นจิตอาสาหนึ่งเดียวในโลก จิตอาสาที่ว่านี้คือการทำงานในเวลาว่างของตัวเองเพื่อดูแล สุขภาพของพี่น้องประชาชน แล้วเราเดินหน้าเรื่องจิตอาสามาโดยตลอดนะครับ การให้ ค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการ หรือสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นขวัญกำลังใจนี่นะครับ ไม่ใช่เป็น ผลประโยชน์ตอบแทนในแง่ของการทำงาน แต่เป็นเรื่องของขวัญกำลังใจที่รัฐบาลจะมีให้กับ พี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ นอกจากค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการที่ได้รับนี่ ยังมีสิทธิต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการอนุมัติในรัฐบาลและในกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของ การรักษาหลังจากหักจากสิทธิที่แต่ละท่านมีแล้ว สิทธิในการนอนห้องพิเศษโดยที่ไม่ต้อง จ่ายเงินเพิ่มของตัว อสม. เอง สิทธิในการนอนห้องพิเศษของคนในครอบครัวหลังจากใช้สิทธิ ของตัวเองแล้วได้ลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิทธิที่ อสม. ได้ แน่นอนที่สุดเราจะมีค่าเสี่ยงภัย และการดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ที่ท้องถิ่นได้สามารถจัดการเบิกให้เขาได้ เป็นกรณี การทำหน้าที่ในการสถานการณ์การระบาดของโควิด (COVID) แต่สิ่งที่ผมภาคภูมิใจมากที่สุด ก็ต้องเรียนกับเพื่อนสมาชิก กับท่านมัลลิกาว่าในส่วนที่ อสม. บางท่านปฏิบัติหน้าที่ อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งแน่นอนที่สุดนะครับ อสม. ๑,๔๕๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ บางท่านก็มีฐานะ บางท่านก็มี ฐานะยากจน แต่ส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน เราพบว่าบางครั้งเขาเสียชีวิต แล้วเงินจะซื้อโลง ยังไม่มี เงินจะซื้อดอกไม้ประดับที่งานศพของ อสม. เองก็ไม่มี ในช่วงที่ผมมาเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการและดูแล สปส. นี่ผมได้มีแนวคิดที่จะตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ขึ้น ในช่วงแรก ๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะว่า อสม. ทั่วประเทศก็อาจจะมีความกังวลเรื่องเป็นสมาชิก แล้วจะมีปัญหาการโกงกันหรือไม่ หรือความมั่นใจที่จะเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจ สงเคราะห์ แต่ว่าด้วยเวลาอันจำกัดนะครับ จนถึงขณะนี้สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่เกิดขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุข และแยกไปตั้งเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เรียบร้อยแล้ว มีสมาชิกที่สมัครเข้าร่วมโครงการขณะนี้กว่า ๙๕๐,๐๐๐ คน ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็คือ เมื่อ อสม. เสียชีวิตวันนี้ คนข้างหลังเขาไม่ลำบากแล้วครับ คนในครอบครัวเขาจะได้รับเงิน จากสมาคมนี้ ๔๕๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นวันนี้หลักประกันสำคัญของคนข้างหลังของ อสม. วันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เดินหน้ามาสำเร็จแล้ว สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ กำลังเพิ่มเติมว่าคนในครอบครัวหรือคู่สมรสสามารถมาสมัครได้ด้วย จุดแข็งของสมาคม ฌาปนกิจสงเคราะห์ที่เกิดขึ้นก็คือว่ามีคนจำนวนมากในสมาคม เขาเรียกว่าจ่ายน้อย แต่ได้มาก ตอนแรก ๆ เขาสมัครในอำเภอเขาจ่ายมากได้น้อย หรือในจังหวัดเขาได้ ๒๐,๐๐๐ บาท จ่าย ๒๐๐ บาท แต่ว่าพอมาเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของ อสม. เขาจ่ายเดือนละไม่เกิน ๒๐๐ บาท หรือประมาณ ๓๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับการเสียชีวิตของ อสม. ทั่วประเทศ แต่ถ้าเขาเป็นอะไรไปคนข้างหลังเขาจะมีสิทธิรับค่าสงเคราะห์ทำศพ จากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ บาท ขณะนี้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมย้ำว่าเราต้องช่วยกันย้ำนะครับว่า อสม. หลักการคือจิตอาสา ถ้าจิตอาสาเปลี่ยนแปลงไป เมื่อไร อสม. จะไม่ใช่เป็นหนึ่งเดียวในโลกอีกต่อไป อสม. จะมีประเทศไหนก็ได้ที่เขามีเงิน มากกว่าเราไปจ้างกองทัพประชาชน ไปสร้างระบบปฐมภูมิส่งเสริม ป้องกัน และเมื่อวันนั้น ถ้าประเทศที่มีเงินเยอะเขาจ้างคนเยอะกว่าเราเราจะไม่เป็นหนึ่งเดียวในโลกอีกต่อไป เพราะฉะนั้นการเน้นเรื่องจิตอาสาเป็นหัวใจสำคัญที่เราจะช่วยกันเดินหน้า ส่วนเรื่อง ขวัญกำลังใจ ผมเชื่อมั่นว่าในทุกรัฐบาล ในทุกพรรคการเมือง และในเพื่อนสมาชิก ส.ส. ของเราทุกคนได้ให้ความสำคัญ แต่จะดำเนินการให้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับกรอบงบประมาณ ที่เรามี แล้วก็มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้เราก็ต้องเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป ก็ขอตอบคำถามท่านมัลลิกาผ่านท่านประธานไป ขอกราบขอบพระคุณครับ