มัลลิกา ถามความคืบหน้าดูแล อสม.-รพ.สต. หลังโอนสู่ท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หารือสถานการณ์ด้านสาธารณสุขหลังโควิด-19 โดยเฉพาะข้อร้องเรียนและภาระงานของ อสม. และ อสส. กว่าล้านคนทั่วประเทศที่ทำงานอย่างต่อเนื่องแต่ขาดค่าตอบแทนที่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้รัฐพิจารณาจัดทำกลไกยั่งยืนผ่านกฎหมายเพื่อสนับสนุนค่าตอบแทนและสวัสดิการ รวมถึงการเพิ่มบุคลากรและลดภาระงาน เพื่อให้การดูแลประชาชนมีประสิทธิภาพและทั่วถึง อีกทั้งตั้งคำถามถึงความสับสนในการบริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการโอนภารกิจสู่ท้องถิ่น พร้อมสอบถามความพร้อมของบุคลากร ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และความคืบหน้าในการจัดแพทย์ประจำ รพ.สต. ตามนโยบายรัฐ

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธาน ดิฉัน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงสาธารณสุข โดยท่านรัฐมนตรีนะคะ สืบเนื่องจากว่าหลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด (COVID) ซึ่งเรามี ประสบการณ์ใหม่เกิดขึ้นเยอะแยะมากมายเลย แล้วก็จากการลงพื้นที่ของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในแต่ละพื้นที่นะคะ เราก็ล้วนแล้วแต่ได้รับข้อสังเกต แล้วก็ ได้รับข้อร้องเรียน ร้องทุกข์ แล้วก็ข้อหารือจากพี่น้อง อสม. แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ในส่วนของ รพ.สต. ทั่วประเทศ ก็ยังอยากจะฝากเรื่องสอบถามนี้ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี อันแรก คืองานด้านสาธารณสุขมูลฐานเพื่อสุขภาพประชาชน อันที่ ๒ คือเรื่องความคืบหน้า ด้านประสิทธิภาพการทำงานและขวัญกำลังใจของ อสม. ทั่วประเทศเป็นอย่างไร แบบไหน รวมทั้งเรื่องประสิทธิภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือว่า รพ.สต. ซึ่งทั้งหมดนั้น กระจายอยู่ทั่วประเทศค่ะ

ท่านประธานคะ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือว่า อสม. มีทั้งประเทศล้านกว่าคน ๑,๐๓๐,๐๐๐ กว่าคนนะคะ รวมทั้งอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานครหรือ อสส. อีกจำนวนกว่า ๑๐,๕๐๐ กว่าคน รวมแล้วทั้งหมดก็เป็นพี่น้อง ที่ทำงานอย่างเหนื่อยยาก ๑,๐๕๐,๐๐๐ กว่าคน อย่างที่บอกค่ะว่าสมาชิก อสม. ของเรานั้น เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็พยายามในการที่จะจัดสรร บุคลากรเพื่อให้เพียงพอต่อพัฒนาการทางด้านสาธารณสุขต่าง ๆ ของทั้งประเทศ แล้วก็ ทุกหมู่บ้านด้วย พวกเขาขาดค่าตอบแทนมาโดยตลอด จนกระทั่งมามีการผลักดันให้เกิด ค่าตอบแทนในช่วงสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีและที่สำคัญก็คือมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คือท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในสมัยนั้น แล้วเราก็ได้ค่าตอบแทนมาในระดับหนึ่ง แต่พูดตรง ๆ ก็คือ ยังไม่เพียงพอ อย่างที่บอกค่ะว่าในเมื่อทุกฝ่าย ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่า จะเป็นผู้บริหารระดับรัฐกิจต่าง ๆ หรือทางภาครัฐระดับบนทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่ชื่นชม อสม. ทุก ๆ คนหรือสมาชิกสภาแห่งนี้ก็ล้วนแล้วแต่ชื่นชม อสม. ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น มีอะไรก็ไปใช้ อสม. อสส. ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเวลาสั่งงาน พอไปถึงระดับหน่วยงาน ในระดับท้องถิ่น หมู่บ้านก็จะไปใช้ อสม. แม้กระทั่งปัจจุบันนี้สมาชิก อสม. อสส.แทบที่จะเป็นญาติสนิทมิตรสหายและแทบจะ เป็นลูกจริง ๆ ของพ่อแม่เราซึ่งอยู่ต่างจังหวัดแล้ว ท่านประธานคะ ค่าตอบแทน อสม. เขาก็สอบถามมา แน่นอนว่ามีจุดเริ่มต้นไว้ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่ปัจจุบันนี้เมื่อทุกคนชื่นชมและเมื่อทุกคนชื่นชอบมีแนวโน้มอย่างไร หรือไม่ ในการที่ ค่าตอบแทนของเขาจะมีเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ และออกเป็นกติกา เป็นกฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติ ไม่เพียงแต่ว่าพอเกิดเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง แล้วก็มีการไปอนุมัติงบกลาง เพียงครั้งหนึ่ง ให้เขาเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันภารกิจไม่ได้จบสิ้น อีกส่วนหนึ่งคือเมื่อภารกิจมันค่อนข้างโหลด (Load) แล้วก็งานไม่ว่าจะเป็นด้านท้องถิ่น ด้านส่งเสริมสุขภาพ ด้านดูแลบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ขั้นมูลฐานต่าง ๆ ก่อนที่จะไปถึง โรงพยาบาล หรือก่อนที่จะไปถึงภาวะวิกฤติของสุขภาพร่างกายของพี่น้องประชาชนนี่นะคะ อสม. ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่จะต้องเพิ่มทั้งศักยภาพกำลังแรงกาย แรงใจ และรวมทั้งปัจจัย แม้กระทั่งค่าเติมน้ำมันมอเตอร์ไซค์ ที่จะไปบ้านพ่อแม่พี่น้อง บ้านปู่ย่าตายายที่อยู่ตามพื้นที่ ห่างไกลต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ทุรกันดาร อีสาน เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ทั้งหมด เลยค่ะ แล้วอย่างที่บอกว่าปัจจุบันนี้คนที่อยู่ในวัยทำงาน หรือแม้กระทั่งลูกหลานที่อยู่ใน วัยเรียน ล้วนแล้วแต่ไม่ค่อยได้มีใครอยู่ประจำพื้นที่หรือท้องถิ่น เพื่อที่จะดูแลพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ปู่ย่าตายายของพวกเขา เพราะฉะนั้น อสม. จึงเป็นเหมือนลูกเกือบจะแท้จริง ของพ่อแม่ ปู่ย่าตายายเหล่านั้น ดังนั้นดิฉันจึงเห็นสมควรว่าอยากจะให้กระทรวงสาธารณสุข ได้บูรณาการ ได้ดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการ และออกเป็นกติกาที่สามารถเพิ่มค่าตอบแทน ให้พวกเขาได้อย่างยั่งยืน

ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี ที่เคยอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเป็นงบประมาณกลาง ปี ๒๕๖๕ จำนวนตั้ง ๑,๐๐๐ บาท เพื่อที่จะจ่ายเป็นค่าตอบแทนในระยะ ดิฉันไม่แน่ใจว่ากี่เดือนนะคะ แต่พอหมดก็คือหมดเลย ถ้าจะให้เพิ่มก็คือจะต้องไปของบประมาณกลางอีกทีละลอต (Lot) แล้วกว่าที่ท่านจะขอ และกว่าที่ท่านจะได้นี่ มันจะต้องดีเฟนด์ (Defend) งบกลางค่อนข้างเยอะมาก และที่ได้มา ตอนที่ดูแลพวกเขาตอนช่วงระบาดโควิด (COVID) ก็ได้แค่ประมาณเดือนละ ๕๐๐ บาท และไม่กี่เดือนเท่านั้น แล้วปัจจุบันนี้โรคระบาดก็ยังไม่ได้หมดไป ทุกคนยังใส่หน้ากากอยู่ แต่ขณะเดียวกันงบกลางที่ท่านให้ไป ๒-๓ เดือนหมด หมดแล้วท่านจะขออย่างยั่งยืนได้ อย่างไรและแบบไหน ดิฉันว่าเรามีงบประมาณมากมายในการที่จะจัดสรรไปลง การก่อสร้าง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เป็นตึกรามบ้านช่องอื่น ๆ แต่ดิฉันว่าเรื่องของขวัญกำลังใจ ค่าตอบแทนที่จะให้กับบุคลากร อันเป็นบุคคลซึ่งสำคัญและมีคุณค่าทางด้านจิตใจสำหรับ ญาติพี่น้องของเราที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง อันนี้สำคัญยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นดิฉันจึงฝาก เรื่องนี้ไปถึงท่านรัฐมนตรี เพื่อที่จะขอทราบรายละเอียดว่ามันมีกลไกอะไรไหมในการที่จะให้ ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นและยั่งยืน แล้วก็เป็นสิ่งการันตี (Guarantee) อันที่ ๒ ก็คือมีวิธีการไหน ไหมที่จะลดความโหลด (Load) ของ อสม. อสส. โดยการเพิ่มบุคลากรให้มากขึ้น เพื่อการ ดูแลอย่างทั่วถึง และมันมีการจะเพิ่มบุคลากรอื่น ๆ และประสิทธิภาพอื่น ๆ ได้อย่างยั่งยืน อย่างไรบ้าง

อันที่ ๒ ก็คือกรณี รพ.สต. ท่านคะ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยขณะนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ชื่อ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านคะ จากที่เป็นอนามัยประจำตำบล วันนี้เราเป็นโรงพยาบาล ขณะเดียวกันสิ่งนี้เมื่อเป็นประโยชน์และเกิดขึ้นทั่วประเทศนะคะ แต่ถ้าหากว่ารัฐบาลใด ๆ ก็ตาม รัฐมนตรีใด ๆ ก็ตาม เมื่อมาทำหน้าที่ในการบริหารผลักดันนโยบายต่อเนื่องก็ควรจะมี การต่อยอดใช่ไหมคะ ซึ่งดิฉันก็ทราบว่าท่านก็คงต่อยอดอยู่ แต่ปัจจุบันนี้มันมีความสับสน ระหว่างการที่ รพ. สต. โอนภารกิจไปให้กับท้องถิ่น แล้วท้องถิ่นก็ยังรับภารกิจเรื่องนี้จาก ทางกระทรวงสาธารณสุขไม่หมด ประชาชนยังมีความสับสนตรงนี้อยู่ แล้วก็ท่านบูรณาการ ร่วมกันระหว่างทางท้องถิ่นคือกระทรวงมหาดไทยกับทางนโยบายกลางคือกระทรวง สาธารณสุขอย่างไร เพราะว่าแน่นอนเรื่องของยา หมอ แพทย์ พยาบาลประจำในพื้นที่ รพ.สต. ก็จะต้องเป็นเรื่องของทางกระทรวงสาธารณสุข แต่ขณะเดียวกันทางท้องถิ่นที่รับ ภารกิจไปท่านบูรณาการกันอย่างไร และเขาเชี่ยวชาญพอไหม แล้วประชาชนสามารถที่จะ ฝากความหวัง ฝากชีวิต ฝากผีฝากไข้ไว้ได้จริง ๆ หรือเปล่า ดิฉันอยากทราบความคืบหน้าของการบริการเหล่านี้และการดูแลเหล่านี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลทุก ๆ รัฐบาล นั่นก็คือว่าเราต้องการ จริง ๆ แล้วเราอยากจะให้ มีคุณหมอคือแพทย์ นายแพทย์ที่แท้จริงในการที่จะไปอยู่ประจำ รพ.สต. เหล่านั้น แต่ปัจจุบัน การดูแลงบประมาณเพื่อที่จะคัดสรรบุคลากรซึ่งเป็นแพทย์จริง ๆ ไปประจำ รพ.สต. มีจริงไหม เพราะปกติพอดิฉันลงพื้นที่หรือไปเจอพี่น้อง รพ.สต. ส่วนใหญ่ก็จะมีเฉพาะ พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ แล้วก็เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบันทึกข้อมูล แล้วก็จะมี เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ซึ่งพูดตรง ๆ ก็คือไม่ใช่หมอใหญ่ ไม่ใช่แพทย์ แล้วทีเวลามีฉุกเฉินหรือมี อะไรต่าง ๆ พวกเราก็จะเจอ อสม. แล้วก็จะเจอเฉพาะพยาบาลที่อยู่ประจำ อย่างนี้เป็นต้น ดิฉันอยากจะทราบว่าความคืบหน้าหรือแผนในการดูแลเรื่องเหล่านี้ของกระทรวงสาธารณสุข ไปถึงไหน อย่างไร และขณะเดียวกันกรณีของการดูแลนโยบายทางด้านงานสาธารณสุข มูลฐานเพื่อสุขภาพประชาชน ซึ่งจะมีทั้งหมด ๔ หมวด แล้วท่านก็เคยอธิบายว่ามีทั้งหมด ๔ หมวด แล้วก็มีภารกิจทั้งหมด ๑๔ ข้อ ใน ๑๔ ข้อนี้