สมศักดิ์ เทพสุทิน เสนอพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 และเรียกร้องให้ที่ประชุมพิจารณาพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาขาดงบประมาณ อุปกรณ์ และความพร้อมของบุคลากร รวมถึงความไม่ชัดเจนและขาดมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงาน
ท่านประธาน ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ขอเสนอพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปัองกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยขอนําเรียนดังนี้
กระทรวงยุติธรรมได้ผลักดันกฎหมายเพื่อปัองกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทําให้บุคคลสูญหาย โดยเริ่มตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ พระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ กระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้รับผิดชอบพระราชบัญญัติมีความพร้อมและมีความตั้งใจจริง
ในการผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ไม่ว่าจะเปึนการจัดตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อน พ.ร.บ. เพื่อจัดทําระเบียบแนวทางการดําเนินงานตาม พระราชบัญญัติ การเข้าพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดทําคู่มือการตีความและคู่มือ การปฏิบัติงาน รวมทั้งการสร้างการรับรู้แก่ทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตามกระทรวงยุติธรรม ได้รับหนังสือจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติเพื่อขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้พระราชบัญญัติ ในหมวด ๓ ออกไปก่อน เนื่องจากมีเหตุขัดข้อง ๓ ประการ คือ ๑. ขาดงบประมาณและ อุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน ๒. ขาดความพร้อมของบุคลากร และ ๓. ความไม่ชัดเจนและ ขาดมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงาน ด้วยเหตุนี้จึงได้พิจารณาถึงข้อขัดข้องของสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติรวมถึงหน่วยงานที่มีอํานาจบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ถึงผลร้ายที่อาจตามมา หากปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการด้วยความไม่พร้อม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ในชีวิตร่างกายของประชาชนโดยตรงและส่งผลให้เกิดความไม่ปลอดภัยสาธารณะ เนื่องจาก จะทําให้การเฝัาระวังและการเก็บรวบรวมและบันทึกพยานหลักฐานในระหว่างการควบคุมตัว ของเจ้าหน้าที่มีความไม่สมบูรณ์ ทําให้เกิดประเด็นโต้แย้งในชั้นการดําเนินคดีต่อผู้กระทํา ความผิด ส่งผลให้การจับมิชอบ การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพและไม่บรรลุ วัตถุประสงค์ในการปัองกันและปราบปรามการกระทําความผิด ซึ่งจะเปึนผลร้ายแรงต่อ สังคมและความปลอดภัยสาธารณะ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่มีทรัพยากรในการปฏิบัติงาน ยังต้องเสี่ยงต่อการถูกดําเนินคดีทั้งทางอาญาและทางวินัยอีกด้วย จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือว่าเปึนกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเปึนรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเปึนไปตาม มาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจําเปึนต้องจัดทําพระราชกําหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคล สูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งประกอบด้วย ๕ มาตราดังนี้
มาตรา ๑ ชื่อพระราชกําหนด
มาตรา ๒ วันใช้บังคับพระราชกําหนด
มาตรา ๓ กําหนดให้ขยายเวลาบังคับใช้มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๕ ออกไป จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ เปึนต้นไป
มาตรา ๔ ให้คณะกรรมการตามพระราชบัญญัติและหน่วยงานที่มีหน้าที่ ควบคุมตัวเร่งเตรียมความพร้อมให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชกําหนดนี้
อย่างไรก็ตามขอเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าการตรา พระราชกําหนดนั้นเปึนการขยายกําหนดระยะเวลาบังคับใช้มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๕ เพียง ๔ มาตราออกเปึนการชั่วคราว ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ หรือประมาณ ๗ เดือน เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเท่านั้น
สําหรับฐานความผิดและบทลงโทษทั้งกรณีทรมาน การกระทําที่โหดร้ายและการบังคับบุคคล ให้สูญหายยังคงอยู่ และมีผลใช้บังคับอย่างเต็มที่ตั้งแต่วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ แล้ว โดยหากมีกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทําความผิดตามพระราชบัญญัติ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะต้องถูก ดําเนินคดีและลงโทษตามกฎหมาย มิได้เปึนการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่กระทําความผิดหรือ งดเว้นการลงโทษผู้กระทําความผิดแต่อย่างใด อีกทั้งปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ได้เร่ง เตรียมการและขับเคลื่อนการดําเนินงานเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามพระราชบัญญัติได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน กระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธาน เพื่อให้ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปัองกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ