วรภพ วิริยะโรจน์ วิพากษ์กฎหมายประมงฉบับที่ออกมาภายใต้รัฐบาล คสช. ว่าเร่งรีบ ไร้ความเป็นธรรม และขาดการมีส่วนร่วมจากชาวประมง พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายที่ซ้ำซ้อน เช่น ข้อกำหนดเรื่องซีบุ๊ค บัตรสีชมพู และข้อบังคับด้านทุนและประกันเรือ เพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานประมงและลูกเรืออย่างยุติธรรม รวมทั้งเสนอให้กระจายอำนาจการกำหนดกติกาการประมงไปยังคณะกรรมการระดับจังหวัดและชุมชนท้องถิ่น แทนการควบคุมจากส่วนกลางอย่างเข้มงวด
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออธิบาย สาเหตุสำคัญที่ควรจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประมง ถ้าให้ผมสรุปง่าย ๆ ว่ากฎหมาย ประมงที่ออกมาในรัฐบาล คสช. มีปัญหาอย่างไร ผมคิดว่าบทสรุปที่ดีที่สุดก็น่าจะบอกว่าเป็น กฎหมายที่ป่าเถื่อน กฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลเผด็จการ คสช. มีความเร่งรีบออกเป็น พ.ร.ก. ไม่ยอมผ่านสภา ไม่มีชาวประมงอยู่ในส่วนร่วม ไม่มีชาวประมงอยู่ในสมการ ทำเกินกว่าที่อียู (EU) กำหนด เหตุผลง่าย ๆ รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของทุนใหญ่ เจ้าสัวปลากระป๋อง สุดท้ายความซวยก็เลยตกที่ชาวประมง ในรายละเอียดที่ร่างประมงที่ผม ได้เสนอเข้าสู่สภานั้นผมคิดว่ามีประเด็นหลักใหญ่ ๆ ที่ต้องมาพูดคุยกัน เอาประเด็นแรกก่อน เรื่องโทษ ผมถามจริง ๆ โทษค่าปรับที่ ๓๐ ล้านบาท ผมเข้าใจว่านี่น่าจะเป็นโทษปรับที่สูง ที่สุดในกฎหมายประเทศไทยครับ ดังนั้นคำถามง่าย ๆ ว่ามันมีความจำเป็นขนาดไหน ที่ต้องมาโทษปรับขนาดนี้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ แล้วกัน เอาแค่ชาวประมงพ่นรหัสสีล่าช้า กว่าที่ประกาศใหม่กำหนดภายใน ๖๐ วัน ก็โดนปรับไปแล้ว ๑ ล้านบาท อันนี้ปรับจริง จ่ายจริง เจ็บจริง เกิดขึ้นแล้วครับ แล้วก็ไม่เป็นธรรมด้วยครับ กฎหมายประมงเอาผิดลูกเรือ ด้วยนะครับ ลูกเรือเขาไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรด้วย แต่กฎหมายก็ไปเอาผิดเขาด้วย แล้วก็ไม่ได้ เขียนเล่น ๆ ปรับจริง ศาลก็สั่งตัดสินจริง ปรับลูกเรือคนละ ๓ ล้านบาท เบ็ดเสร็จก็ปรับไป ทั้งหมด ๑๑๔ ล้านบาท อันนี้ก็ปรับจริงครับ ซึ่งผมก็ตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าลูกเรือส่วนใหญ่ก็เป็น ชาวแรงงานต่างด้าวเขาจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ก็ติดคุกกันถ้วนหน้าครับ นี่คือกฎหมาย พ.ร.ก. การประมงที่ออกมา ๘ ปี ก็จะเจอเคส (Case) อย่างนี้เต็มไปหมด หรือแม้กระทั่งว่า ถ้ามีเรือผิด ๑ ลำ ซึ่งก็เหมือนนึกภาพลูกน้องเราขับรถเร็วกลายเป็นว่าโดนยกเลิกใบอนุญาต ทำประมงเรือทุกลำ ซึ่งผมขอถามง่าย ๆ ว่านี่เป็นธรรมที่ไหน ถ้าเรามีบริษัทรถส่งของ ลูกน้องเราขับรถเร็ว เรามีรถ ๔๐ คัน ก็ถูกห้ามทำธุรกิจนี้ไปเลย มีกฎหมายแบบไหนที่ สะท้อนความไม่เป็นธรรมแบบนี้บ้าง ถ้าเราเป็นโรงงานแปรรูปสินค้าประมงมีแรงงานต่างด้าว ๑ คน ก็ถูกสั่งปิดโรงงาน โรงงาน พลาสติกข้าง ๆ จะมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่ถูกก็โดนสั่งปรับ แต่ไม่ถูกสั่งปิดโรงงาน เหมือนโรงงานแปรรูปประมงนะครับ ผมถามง่าย ๆ ว่านี่มันเป็นธรรมที่ไหนครับ ไม่มี กระบวนการให้โต้แย้ง คือถ้าเกิดว่าเจ้าหน้าที่เอาผิดชาวประมงก็โดนสั่งกักเรือ ถ้าเกิดต่อสู้คดี ก็กักเรือไปเรื่อย ๆ ชาวประมงเขาก็ต้องยอมรับผิดหมดครับ ก็ยอมก้มหน้าก้มตาจ่ายค่าปรับไป อันนี้คือผิดหลักการ แม้กระทั่งในรัฐธรรมนูญพื้นฐานสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะตัดสิน นี่ก็สะท้อนว่ากฎหมายของประเทศไทย กระบวนการยุติธรรมของ ประเทศไทยมันมีปัญหา หรือแม้กระทั่งอย่าว่าแต่เรือใหญ่เลยครับ เอาเรือเล็กประมงพื้นบ้าน นี่ครับ ห้ามออก ๓ ไมล์ทะเล ผมก็สงสัยมากว่าท่านได้ถามชาวประมงหรือเปล่าก่อนจะออก กฎหมายนี้ออกมา แล้วถ้าเกิดว่าทำผิด ถ้าเกิดว่าแล่นเฉี่ยวออกไปก็ปรับไป ๕๐,๐๐๐ บาท ขั้นต่ำนะครับ ขั้นสูงก็คือ ๕๐๐,๐๐๐ บาท นี่เป็นกฎหมายที่เรียกว่าต้องการจะทำลายอาชีพ ชาวประมงอย่างแน่นอนครับ
แล้วก็สุดท้าย กฎหมายเรื่องของโทษ ๘ ปี ท่านไม่เคยทบทวนครับ ตัวอย่างที่ ผมยกขึ้นมานี่ไม่ใช่เคส (Case) ที่มองว่าเป็นเคส (Case) พิเศษนะครับ เป็นเคส (Case) ปกติ ที่เจอกัน จับกันทุก ๆ วัน ทุก ๆ เดือนนี่ ๘ ปี ไม่มีการทบทวน ทั้งที่จริง ๆ แล้วกฎหมาย ประเทศไทยก็เป็นรัฐบาล คสช. ที่ออกมาว่าให้หน่วยงานทุกหน่วยงานต้องทบทวนกฎหมาย ทุก ๆ ๕ ปี แต่ ๘ ปีแล้ว สุดท้ายก็กลายเป็นสภาผู้แทนราษฎรต้องมาเสนอแก้กฎหมายเอง แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำก็คือออกเป็นประกาศรางวัลนำจับครับ ก็คือจากโทษรุนแรงขณะนี้ แต่สิ่งที่รัฐบาลให้แก้กฎหมายไม่ทำครับ สิ่งที่ออกก็คือออกเป็นประกาศมาให้รางวัลส่วนแบ่ง นำจับกับเจ้าหน้าที่ที่ไปไล่จับชาวประมง เพิ่งออกมาเดือนที่แล้วนี่ครับ ผมก็ถามว่านี่ความ เป็นธรรมอยู่ที่ตรงไหน แต่สุดท้ายรัฐบาลนี้คือรับใช้มาเพื่อจะออกมาไล่จับชาวประมง อย่างเดียว แล้วก็แบ่งรางวัลให้กับเจ้าหน้าที่ ถ้ารัฐบาลทำอย่างนี้ผมว่าชาวประมงอยู่ไม่ได้ แน่นอนครับ สุดท้ายเรื่องซื้อเรือคืนก็เหมือนกัน อยู่มา ๘ ปี ซื้อเรือคืนก็ไม่ทำ เพิ่งมาเร่งรีบ กันช่วงนี้ แต่งบกลางที่อนุมัติออกมาก็ซื้อไม่ครบอีก ผมก็ไม่รู้จะสงสารแทนชาวประมง อย่างไรดีนะครับ
แล้วก็ประเด็นที่ ๒ กฎหมายฉบับนี้ที่มีปัญหาผมว่าอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของ การกระจายอำนาจครับ มันมีกฎหมายที่ออกมาโดยส่วนกลางที่บังคับใช้ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด ทุกหาด ทุกอ่าวนี่ กฎหมายหลักการหนึ่งที่ผมคิดว่าอยากให้ประเทศไทยเปลี่ยนวิธีคิดได้แล้ว ก็คือว่ากฎหมายฉบับเดียวที่ออกจากคนที่นั่งอยู่ที่กรุงเทพฯ นี่มันไม่มีทางเหมาะสมไปกับ ทุก ๆ พื้นที่ครับ ทะเลที่อันดามันกับทะเลที่อ่าวไทยมันคนละเรื่องกัน อย่าว่าแต่เอาที่ อ่าวไทยกับอันดามันเลย เอาในจังหวัดเดียวกันแต่ละหาดมันก็มีบริบทที่แตกต่างกัน ควรจะเป็นอำนาจของคณะกรรมการประมงจังหวัดที่เป็นคนออกกติกามาว่าเครื่องมืออะไร ทำการประมงได้ ทำไม่ได้ ฤดูไหนทำได้ ฤดูไหนทำไม่ได้ พื้นที่อะไรห้ามทำ ผมว่าแบบนี้ จะเหมาะสมกว่ามาก ดังนั้นอำนาจในการออกกฎหมายต่าง ๆ ในเขต ๑๒ ไมล์ทะเล ควรจะถูกกระจายอำนาจไปยังคณะกรรมการประมงจังหวัด แล้วก็ต้องไปเพิ่มสัดส่วนของ ชาวประมงกับท้องถิ่น ลดบทบาทของข้าราชการส่วนภูมิภาคลง เอานายอำเภอที่อยู่ใน คณะกรรมการประมงจังหวัด ผมว่ามันเยอะเกินไปครับ ควรจะเปลี่ยนสัดส่วนตรงนี้ อันนี้ จะเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ควรจะต้องมีการแก้ไขในกฎหมายประมงครับ
ประเด็นที่ ๓ เอากฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนและหยุมหยิมออกไป ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ครับ เอาแค่ซีบุ๊ค (Seabook) กับบัตรสีชมพูนี่ คือแรงงานต่างด้าวถ้าเขามีบัตรสีชมพู ก็คือขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทำไมจะต้องมากำหนดให้มาออก ซีบุ๊ค (Seabook) ให้ซ้ำซ้อนอีก เพราะถ้าไม่ออกก็โดนปรับไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อคน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายที่ซ้ำซ้อนแบบนี้ ซีบุ๊ค (Seabook) นี่ควรจะมีแค่ เฉพาะประมงนอกราชอาณาจักรครับ ประมงในราชอาณาจักรเขาใช้บัตรสีชมพู คนไทย ก็ไม่ต้องบังคับทำครับ หรือแม้กระทั่งเรือนอกน่านน้ำกฎหมายเราก็มีว่าใครก็ตามที่จะไปทำ เรือประมงนอกน่านน้ำต้องมีเงินในบัญชี ๑๐ ล้านบาท นี่ผมถามง่าย ๆ เลยว่าเราจะ สนับสนุนให้เขาทำมาหากินในต่างประเทศหรืออะไร ทำไมต้องมีกฎหมายมาเป็นอุปสรรค ทำไมต้องมีแบงก์สเตตเมนต์ (Bank Statement) ๑๐ ล้านบาทด้วย หรือแม้กระทั่งว่า เรือประมงขนถ่ายไม่ได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาครับ แล้วถ้าให้ดีท่านต้องคิดถึงเรื่องของการแถมประกันมาด้วยในการต่อทะเบียนเรือ แล้วก็เป็น เรื่องบทสรุปที่ว่าทำไมเราถึงจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประมง และผมคิดว่าเท่าที่ผม รับฟังมา เดินทางไปหลายจังหวัดก็อยากให้แก้ให้ได้ในสมัยนี้ อย่าไปรอรัฐบาลสมัยหน้าเลย ก็คงต้องฝากให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันรับร่างหลักการนี้ไป แล้วก็ช่วยกันแก้ไขกฎหมาย แต่ว่า ดูจากสภาพแล้วก็ได้แต่อวยพรภาวนาอยากให้แก้ให้ได้ เพราะว่ามันมีปัญหาจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ