จิรวัฒน์ ชี้แจงกฎหมายกัญชา-เส้นใยพืช ย้ำไม่ผูกขาดประโยชน์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

จิรวัฒน์ จงสงวนดี ชี้แจงแนวทางการบังคับใช้กฎหมายกัญชา โดยเสนอให้มีบทเฉพาะกาลสำหรับผู้ปลูกมาก่อน เพื่อให้สามารถจดแจ้งและเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ไม่กลายเป็นผู้ผิดกฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องความซับซ้อนในการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพันธสัญญาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อาจขัดหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) และส่งผลต่อสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนการจดแจ้งการใช้ประโยชน์จากเส้นใยพืชตามมาตรา ๑๘/๑ ควรง่ายกว่าการขออนุญาตตามมาตรา ๑๕ และต้องไม่มีการผูกขาดจากกฎกระทรวง เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ที่เน้นการกระจายประโยชน์สู่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

นายจิรวัฒน์ จงสงวนดี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายจิรวัฒน์ จงสงวนดี กรรมาธิการ ในเบื้องต้นผมขออนุญาตจะตอบประเด็นต่าง ๆ ที่ได้มีการอภิปรายกันหลัก ๆ ๔ ประเด็น แล้วหลังจากนั้นจะมีท่านประธานกับท่านกรรมาธิการ ได้มาสรุปให้ตอนท้ายด้วยนะครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับ ร่างมาตรา ๑๕ ก็จะเหมือน กฎหมายทั่วไปที่จะเป็นการวางหลักในเรื่องการอนุญาตเอาไว้ จะเริ่มด้วยการวางหลักว่า สิ่งใดจะต้องขออนุญาต ถ้าไม่ได้ขออนุญาตก็จะมีโทษตามบทกำหนดโทษ ส่วนการที่จะบอกว่า เรื่องใดอนุญาตอย่างไร จะเป็นในเนื้อหาของกฎหมายต่อ ๆ ไป ผมขออนุญาตกราบเรียน ตามประเด็นอย่างนี้นะครับ

ประเด็นแรก ที่มีการกล่าวกันถึงเรื่องกรณีที่มีการปลูกกัญชาไว้ก่อนที่ กฎหมายฉบับนี้จะใช้บังคับ หากกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับแล้วจะมีผลอย่างไรนั้น ในส่วนนี้เราก็จะมีการกำหนดเป็นบทเฉพาะกาลรองรับคนที่ปลูกมาก่อนเอาไว้ จะอยู่ ตามมาตรา ๔๔/๑ จดแจ้งก็จะเป็นมาตรา ๔๔/๒ ซึ่งจะมีกระบวนการทำให้บุคคลดังกล่าว เข้ามาสู่กฎหมายนี้ได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด แล้วก็ไม่กลายเป็นผู้ผิดกฎหมายในประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการว่าทำไมถึงไม่ห้ามนำเข้า กราบเรียนท่านประธานครับ ในประเด็นนี้ทางกรรมาธิการได้มีการอภิปรายมากกว่า ๒ ครั้ง กับเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย มีการเชิญผู้แทนจากกระทรวงต่างประเทศ แล้วก็ทางกระทรวงพาณิชย์ เข้ามา เพราะเรามองเห็นว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก กราบเรียนท่านประธานครับ ด้วยการที่การนำเข้าส่งออกสินค้าต่าง ๆ จะต้องขึ้นอยู่ด้วยความตกลงระหว่างประเทศต่าง ๆ ขึ้นกับความตกลงว่าด้วยการภาษีศุลกากรและการค้า แล้วก็ข้อกำหนดต่าง ๆ ความตกลง ต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับดับเบิลยูทีโอ (WTO) ทางหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการ ต่างประเทศหรือทางกระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีข้อกังวลว่าถ้าเกิดประเทศไทยได้มีการขายสินค้า อะไรในประเทศไม่เป็นการต้องห้าม สินค้าใดถ้ามีขายในประเทศไม่ได้ต้องห้ามในประเทศ แล้วมีการส่งออกอีก ถ้าอย่างนี้เมื่อใดก็ตามถ้าท่านไปห้ามนำเข้ามันอาจจะเข้าเงื่อนไขการ กีดกันทางการค้าได้ แล้วถ้าเกิดเป็นกรณีการกีดกันทางการค้าสิ่งที่ตามมาคืออะไร ก็คือ การโดนตอบโต้ สิ่งที่การโดนตอบโต้กลับมาทางผู้ค้าหรือทางผู้ตอบโต้อาจจะตอบโต้ ในสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา หรือน้ำตาลได้ด้วย ตรงนี้ในประเด็นนี้ ทางกรรมาธิการจึงได้พิจารณาด้วยความรอบคอบอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงได้มีการกล่าวถึง การนำเข้าไว้ในมาตรานี้ด้วย ในประเด็นที่ ๒

ประเด็นถัดมา ในประเด็นเกี่ยวกับชาติพันธุ์และการนำเส้นใยไปใช้ต่าง ๆ ในประเด็นนี้จะอยู่ในมาตรา ๑๘/๑ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ มาตรา ๑๘/๑ เป็นเรื่องการจดแจ้ง เป็นการจดแจ้งการใช้ประโยชน์จากราก ลำต้น และเส้นใย ถามว่า จดแจ้งต่างจากมาตรา ๑๕ ของเราอย่างไร มาตรา ๑๕ นี่เป็นการอนุญาต คำก็ต่างกันแล้ว ความยุ่งยากก็ต่างกัน ในเมื่อมีการใช้ประโยชน์จากกลุ่มดังกล่าว หรือมีการใช้ประโยชน์จาก เส้นใยเราก็ทำให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นโดยให้ใช้ระบบการจดแจ้ง ซึ่งจดแจ้งจะมีขั้นตอน ที่ง่ายกว่า ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้มีความกังวลตรงนี้บอกว่าจดแจ้งไม่ควรจะยุ่งยาก ถ้าท่าน ดูดี ๆ ในมาตรา ๑๘/๓ วรรคสอง กำหนดเลยว่าการจดแจ้งต้องจดแจ้งให้เสร็จภายในวันนั้นเลย ซึ่งทำให้มีความง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นในกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวกับการใช้เส้นใยทางกรรมาธิการ ไม่ได้ตกหล่น เพียงแต่ว่ามองว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่ทางเราดูแลด้วยตามมาตราดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมน่าจะได้พิจารณาในวาระต่อ ๆ ไปนะครับ

ประเด็นที่ ๔ ก็คือกรณีที่กำหนดในวรรคท้ายว่ากฎกระทรวงตามวรรคสอง ต้องไม่มีผลเป็นการกีดกันหรือการผูกขาดทางการค้า อย่างที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธาน และที่ประชุมว่าการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ มาตรา ๑๕ เป็นมาตรการวางหลัก การกำหนด ต่าง ๆ จะต้องอาศัยเนื้อข้างในด้วย อย่างเช่นเรื่องวัตถุประสงค์ที่จะทำก็จะเป็นไปตาม มาตรา ๑๕/๔ ซึ่งที่ประชุมจะได้พิจารณาต่อไปว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เพียงไร ก็จะมีการพิจารณาต่อไป หรือแม้กระทั่งในหมวด ๑๐ ซึ่งเป็นเรื่องการห้าม หมวด ๑๐ เป็นเรื่องหมวดการคุ้มครองบุคคลซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการบริโภคกัญชา กัญชง หรือสารสกัด และการป้องกันการใช้กัญชา กัญชง หรือสารสกัดในทางที่ผิด เพราะฉะนั้นกฎกระทรวงก็จะไปกำหนดอะไรให้มันต่างกันจากตรงนั้นไม่ได้

นอกจากนี้ก็จะมีในหมวดถัด ๆ ไปก็คือจะมีเรื่องการกำหนดหน้าที่ของผู้ได้รับ อนุญาตและผู้จดแจ้งด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่จะเป็นการเสรีอย่างเปิดกว้าง ตรงนี้จึงเป็น กรณีอย่างนี้ครับท่าน ตรงนี้เราเลยขมวดมาว่าเมื่อใดก็ตาม อะไรก็ตามที่กฎหมายอนุญาต ให้ทำได้แล้วก็คือผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ที่เราพูดกัน ทั้งเรื่องวัตถุประสงค์ เรื่องข้อห้ามต่าง ๆ เมื่อใดก็ตามถ้าเกิดกฎหมายอนุญาตให้ทำได้แล้วสิ่งนั้นเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชน ทุกคน กรรมาธิการจึงมองว่าสิ่งนั้นก็ไม่ควรจะเป็นการผูกขาดให้กับคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง จึงเป็นที่มาบอกว่าเมื่อใดก็ตามการอนุญาตนี้อนุญาตได้แล้ว กฎกระทรวง จะมาล็อก สเปก (Lock spec) ล็อกคน ล็อกกลุ่มไม่ได้ ทั้งนี้ประโยชน์จะตกกับประชาชนทุกคนเพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์กับประชาชน ทุกคน ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยในส่วนของ มาตรา ๔๐ ในเบื้องต้นผมขออนุญาตชี้แจงเท่านี้ก่อนครับ