สุทิน คลังแสง หารือถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะจากกรณีการอดข้าวเรียกร้องสิทธิของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองและทบทวนมาตรา 112 และ 116 อย่างเป็นธรรมตามหลักสากล วิพากษ์วิจารณ์แนวทางการเมืองที่เน้นความสงบด้วยการกดดันฝ่ายค้าน ซึ่งเกิดจากแนวคิด "ความสงบจบที่ลุงตู่" และ "เอาให้อยู่" ที่นำไปสู่การแทรกแซงอำนาจอย่างกว้างขวาง จึงเรียกร้องให้สภาและรัฐบาลดำเนินการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสร้างความสงบอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม จากพรรคเพื่อไทย ขอใช้การสรุปที่จุ๋มจิ๋มนิดหนึ่งคือ ๑๐ นาที เวลาสั้นมาก ด้วยความเคารพเพื่อนจากพรรค อื่น ๆ ครับ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่สภาได้ทำหน้าที่เป็นทางออก แล้วทำ หน้าที่หรือรับสนองตอบปัญหาสังคมเอาเข้ามาในสภา ถือว่าเป็นการอ่อนไหวต่อปัญหาของ สังคมอย่างหนึ่ง แต่ผมก็ไม่อยากเห็นว่าการพูดจากันในสภาวันนี้เป็นเพียงพิธีกรรม ไม่อยาก เห็นว่าเป็นเพียงทางการแสดงออกให้เด็ก หรือให้กลุ่มผู้เรียกร้องได้สบายใจแค่นั้น ผมอยาก เห็นการพูดจากันวันนี้เกิดผลในทางปฏิบัติ แล้วแก้ปัญหาได้จริง ไม่เช่นนั้นแล้วสภาเราจะ ไม่ศักดิ์สิทธิ์ สภาเราจะเป็นที่พึ่งไม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ไม่ใช่ปัญหา โลกแตกที่ทุกคนแก้ไม่ได้ ชีวิตเด็ก ๒ คนนี่ไม่มีอะไรจะเป็นทางตันให้เด็กต้องเสียชีวิต แล้วยิ่งดูข้อเรียกร้องแล้ว ผมคิดว่าควรต้องหยิบมาคิดกันว่าเป็นคุณค่าด้วย ท่านประธานครับ แล้วผมก็ไม่คิดว่าสภาแห่งนี้จะต้องไปเอาอกเอาใจใคร ไม่ใช่สภาที่จะต้องขาดวุฒิภาวะ ไม่ใช่ ว่าใครสักคนหนึ่ง หรือใครเป็นคนเกเรและมาอดข้าวประท้วง แล้วเรียกอะไรนี่สภาก็จะต้อง ตามใจทุกอย่าง ไม่ใช่ แต่กรณีที่เกิดขึ้นนี่ฟังเพื่อนสมาชิกพูดทั้งสภาวันนี้ ผมเชื่อว่า เห็นตรงกันว่าเป็นกรณีที่มีเหตุมีผล เขาอดข้าวประท้วงนี่ไม่ใช่เป็นอาการที่ขาดเป้าหมาย แล้วเป้าหมายของเขานี่หากดูข้อเรียกร้อง ๓ ข้อ มันกลับเป็นประโยชน์ เป็นสิ่งซึ่งผมคิดว่า สังคมแม้ไม่ได้ออกมาเรียกร้องเช่นเขานี่ตรงใจสังคมไม่น้อย
ข้อ ๑ การเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าเสียงนี้ ความอึดอัดนี้ เกิดมาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีในประเทศไทย การจัดอันดับนานาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิ มนุษยชนในประเทศไทยเสื่อมทรุดลงตลอด
ข้อ ๒ การจับกุมคุมขังหรือให้ปล่อยนักโทษทางการเมือง อันนี้ก็สอดคล้อง ต้องกันกับปรัชญาหรือหลักสากลอย่างยิ่งว่าความคิดเห็นทางการเมืองมันแตกต่างกัน มันไม่ใช่ความผิด การดำเนินหรือขับเคลื่อนความคิดที่แตกต่างกันทางการเมืองไม่ใช่ความผิด นี่หลักสากล หรือเป็นความผิด คุณคิด แต่มันก็ยังเป็นสมมุติฐานว่าเขาบริสุทธิ์ ก็อย่าเพิ่งไป ลงโทษ การจับกุมคุมขังระหว่างดำเนินคดี อย่าได้คิดว่าเป็นการลงโทษ ต้องคิดว่าเพียงไม่ให้ เขาหลบหนีหรือไปยุ่งเกี่ยวกับคดีเท่านั้นจึงเอาเท่าที่ควรและเท่าที่จำเป็น แต่ดูเหมือนว่า ระยะหลังนี้การจับกุมคุมขังระหว่างดำเนินคดีเราถือว่าเป็นการลงโทษ และใช้มันเป็นการ ลงโทษด้วย นี่ผิดถนัด
ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าไปดูข้อเรียกร้องทั้ง ๓ ข้อแล้ว พรรคเพื่อไทย เมื่อวานคุยกัน แถลงการณ์ชัดเจนว่า ไม่ได้เอาอกเอาใจใครนะครับ แต่ว่าต้องเคารพ ต้องเคารพในเจตนารมณ์ของผู้กระทำเรื่องนี้ เพราะว่าเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรม ถ้าปฏิรูปมันเสียหายอะไร แต่ถ้าไม่ปฏิรูปสิมันเสียหาย แล้วควรปฏิรูปหรือไม่ ผมเองย้ำอีกทีหนึ่งว่า ๑๐ ปีมานี้พวกเราอึดอัดกับกระบวนการยุติธรรม ปล่อยนักโทษทาง การเมืองทุกอย่างไม่ได้เสียหายอะไร เป็นหลักสากลที่ทำกันอยู่
ส่วนข้อสุดท้าย เรียกร้องให้มีการยกเลิก มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๖ ผมคิดว่า เรื่องนี้ก็เป็นข้อเรียกร้องที่มีเหตุผล อะไรทำได้เราก็บอกว่าทำได้ อะไรที่ทำได้แต่มันยังไม่ใช่ เวลา มันจะต้องใช้วิธีการที่จะต้องทำความเข้าใจกับคนในชาติเราก็อธิบายกับเขาไป ซึ่งพรรค เพื่อไทยยืนยัน ๓ ข้อนี้ชัดเจนว่า ข้อ ๑ เราคิดว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเราเห็นด้วย อย่างยิ่ง ข้อ ๒ การปล่อยนักโทษทางการเมืองเห็นด้วยอย่างยิ่ง ข้อ ๓ เราก็พูดแถลงการณ์ ชัดเจน มาตรา ๑๑๖ เราเห็นด้วย มาตรา ๑๑๒ เราเห็นด้วย แต่ใช้เวลานิดหนึ่งว่าจะปฏิรูป เรื่องนี้หรือยกเลิกแก้ไข ถ้าเป็นการยกเลิกแก้ไขเพื่อปกป้องสถาบันก็โอเค (OK) แต่ระวัง อย่าไปเปิดช่องให้คนเอาสถาบันไปใช้ประโยชน์กับตัวเองในทางการเมืองแล้วกลั่นแกล้งกัน แล้วเราก็อยากไปดูอีกทีว่าในขั้นตอนการปฏิบัติเท่านั้นไหมที่เป็นปัญหา ก็ไปดูด้วย
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าวันนี้คนที่ฟังอยู่น่าจะต้องฟังว่า เขาเรียกร้องถึงใคร ๓ ข้อมันเกี่ยวกับคนอยู่ ๓ กลุ่ม ๑. คณะผู้พิพากษาทางตุลาการ เข้าใจ ว่าท่านฟังอยู่ ๒. รัฐบาล ต้องฟัง ๓. คณะพรรคการเมืองทั้งหลายคือข้อ ๓ ที่เขาเรียกร้อง ทุกคนฟัง แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเห็นส่วนตัวผมแล้วปัญหาทั้งหมดที่มันเกิดวันนี้มีแบม มีตะวัน แล้วอาจจะมีอีกหลาย ๆ คน ถ้าไล่เรียงจริง ๆ แล้วนี่ดูที่ต้นเหตุ ดูที่สารตั้งต้นมันมา จากไหน ปลายเหตุวันนี้เขาจี้มาที่กระบวนการยุติธรรมต้องปฏิรูปคือคณะตุลาการต้องปฏิรูป ข้อ ๒ รัฐบาลต้องรับไปจัดการ ข้อ ๓ พรรคการเมืองต้องรับไปจัดการ แต่ทั้ง ๓ กลุ่ม ๓ คนนี้ผมยังคิดว่าเป็นปลายเหตุ ต้นเหตุมาจากไหนครับ ต้นทางหรือสารตั้งต้นของปัญหานี้ คือคำว่า ความสงบจบที่ลุงตู่ แล้วก็มาสู่คำพูดหนึ่งซึ่งเป็นเป้าหมายก็คือ เอาให้อยู่ นั่นก็ หมายความว่ารัฐบาลชุดนี้ไปหาเสียงมาแล้วว่าความสงบจบที่ลุงตู่ก็คือเข้ามานี้จะต้องให้ บ้านเมืองนี้สงบ สงบอย่างไรเท่านั้นเอง ราบคาบหรือสงบเรียบร้อย แล้วคำว่า เอาอยู่ ก็คือเป้าหมายแล้วก็ความกระหยิ่มยิ้มย่องของรัฐบาลชุดนี้ เพราะฉะนั้นพอคุณชูความสงบ แล้วก็จบที่ลุงตู่ด้วย แล้วก็เอาอยู่ด้วย จึงทำทุกอย่างเพื่อให้มันสงบ จึงทำทุกอย่างเพื่อให้เอาอยู่ ทุกอย่างที่ว่านั้นก็คือผมเชื่อว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ผมเชื่อว่าใช้อำนาจ บริหารในการสั่งกระบวนการในการขจัดคู่ต่อสู้ทางการเมือง ตัดกำลังคู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือแรงเสียดทานทางการเมืองของรัฐบาล จึงเกิดกระบวนการที่อย่างเช่นวันนี้ กระบวนการ ยุติธรรมเสียอีกหาคำตอบให้กับเด็กไม่ได้ว่าคุณไปถอนประกันเขาด้วยกระบวนการนี้อย่างไร ทำไมต้องถอนประกันเขาโดยไม่มีการไต่สวน ไม่มีเหตุผลอื่นเลย อันนี้ตอบไม่ได้ ถ้าตอบไม่ได้ จะให้ผมเชื่ออย่างไรล่ะ มันมาจากความสงบจบที่รัฐบาลชุดนี้หรือเปล่า แล้วการจับกุมผู้ที่มี ความคิดเห็นต่างทางการเมืองนี่เยอะในรอบ ๔ ปีที่ผ่านมา เพราะอะไร ก็เพราะความสงบ ต้องจบที่รัฐบาลชุดนี้แล้วต้องเอาให้อยู่ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสารตั้งต้นก่อนจะมาถึงกรณี แบม ตะวัน มันมีแล้วหลายกรณี แล้วก็อาจจะมีอีกหลังจากแบม ตะวัน ถ้าหากรัฐบาล ยังคิดว่าความสงบต้องจบที่รัฐบาลแล้วเอาประชาชนให้อยู่ ต้องเอาให้อยู่ เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ จะแก้ไขปัญหาวันนี้ แน่นอนวันนี้ผมฟังรัฐบาลแล้ว ฟังท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้วนี้ ท่านก็พูดไปเห็นด้วยแบบลอย ๆ ผมยังไม่เห็น มาตรการที่จะเซฟ (Save) ชีวิตเด็ก ส่วนที่บอกว่าจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่ายังไม่มีหลักประกันที่ดีพอที่เด็กจะเชื่อได้ มันเป็นคำพูดที่รับปากลอย ๆ ไป การจะแก้ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๒ นี้ก็มีพูดกันพรรคสองพรรค ส่วนคนอื่นไม่ได้พูด ผมจึง เชื่อว่าการพูดกันในสภาวันนี้มันจะชัดเจนคือเด็กมีเหตุผล ข้อเรียกร้องมีเหตุผล แต่มันไม่ ชัดเจนว่ามันจะเซฟ (Save) ชีวิตเด็ก และไม่ชัดเจนว่ามันจะมีกำไรคืนให้สังคมไหม เพราะฉะนั้นผมจึงเรียกร้องรัฐบาลว่าสิ่งแรกต้องทบทวนก่อนจะมาถึง ๓ ข้อ ถ้าคุณไม่ ทบทวนว่าเอาความสงบมาก่อน แล้วความสงบนั้นไม่ได้เกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของประชาชน ถ้าคุณไม่ทบทวนเรื่องนี้ ๓ ข้อไม่เกิด ถ้า ๓ ข้อไม่เกิดเด็กก็ต้องเสียชีวิต เด็กเสียชีวิตแล้วคิดว่า อะไรจะตามมา ความสงบที่คุณคิดว่ามันจะสงบนี่คิดผิด ความสงบที่ถูกต้องที่สุดก็คือ กระบวนการยุติธรรม เที่ยงธรรม ทุกคนอุ่นใจได้รับการยอมรับ ประชาธิปไตยสมบูรณ์ แล้วก็ ความสงบที่ดีที่สุดก็คือทุกคนในประเทศไทยเข้าใจกันยอมรับกติการ่วมกันเท่านั้น ไม่ใช่ ความสงบที่คุณเอาอาวุธเอาอำนาจที่มีมาจัดการทุกคน กดให้ทุกคนอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึง เรียกร้องว่ารัฐบาลต้องทบทวนเรื่องความสงบ แล้วก็พูด ๓ ข้อให้ชัดเจนครับ ถึงจะเอาชีวิต เด็กอยู่ ขอบคุณครับ