ธีรัจชัย ชี้ปัญหาอิสระตุลาการ หลังเหตุนักกิจกรรมถอนประกัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

ธีรัจชัย พันธุมาศ ตั้งคำถามต่อความอิสระขององค์กรตุลาการ หลังเหตุการณ์นักกิจกรรมใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อเรียกร้องการปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในเรื่องญัตติ วันนี้เกี่ยวกับเรื่องคุณตะวันและคุณแบมได้ใช้สิทธิของตัวเองถอนประกันตัวเองโดยใช้ชีวิต เป็นเดิมพัน เพื่อจะให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวของเพื่อน ๆ ที่เป็นนักกิจกรรมและถูกดำเนินคดี ทางการเมือง เรื่องนี้เป็นความกล้าหาญและเป็นการท้าทายถึงกระบวนการยุติธรรมและ โครงสร้างกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้อย่างรุนแรง มันหมายถึงว่ากระบวนการยุติธรรม ของเรานั้นมีปัญหาหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ผมตั้ง ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย โดยเฉพาะอำนาจตุลาการ ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ มาถึงปัจจุบันไม่เคย มีการตรวจสอบถ่วงดุลกับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารเลย เป็นอำนาจที่แยกต่างหาก ออกจากการตรวจสอบถ่วงดุล ก็คืออำนาจอิสระจริง ๆ อย่าลืมนะครับ ถ้าอำนาจที่ปราศจาก การตรวจสอบก็มักจะเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นใช้อำนาจโดยตามอำเภอใจได้ นี่คือสิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญของคนที่จะเป็นตุลาการ โครงสร้างตุลาการต้องเอื้อต่อความเป็นอิสระครับ ถึงจะ พิจารณาคดีและให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนได้ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ๑๐ เขาบอกว่า ทุกคนย่อมมีสิทธิในความเสมอภาคอย่างเต็มที่ในการได้รับการพิจารณาคดี ที่เป็นธรรมและเปิดเผยจากศาลที่อิสระ ที่อิสระ ไม่ลำเอียงในการพิจารณา กำหนดสิทธิ หน้าที่ของตนและข้อกล่าวหาอาญาใดต่อตน ประเด็นอย่างนี้ที่อยากพิจารณาคือ ผู้พิพากษา ของไทยนั้นอิสระหรือไม่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๘ บอกว่าผู้พิพากษาและตุลาการ ย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง เขียนไว้กว้างมากครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คุ้มครอง ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาโดยห้ามมิให้มีการโยกย้ายผู้พิพากษาได้ถ้าไม่ยินยอม นั่นคือ ประกันความอิสระโดยลึกลงไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประกันความเป็นอิสระคือการนั่ง พิจารณาคดีของศาลต้องครบองค์คณะ ผู้พิพากษาไม่นั่งพิจารณาคดีจะทำพิพากษาไม่ได้ หลักความอิสระผู้พิพากษาไม่อยู่ภายใต้ บังคับบัญชาตามระดับชั้นซึ่งมีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลักเกณฑ์กฎหมาย การจ่ายสำนวนคดี ต้องไม่ตามอำเภอใจของผู้บังคับบัญชามีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลักการ ห้ามเรียกคืนสำนวนจากผู้พิพากษาก็มีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มี ไม่มีแต่ทำไมที่บอกมาผู้พิพากษามีการฆ่าตัวตาย และมีข่าวออกมาว่าข้อกำหนดของ ศาลนั้นมีการตรวจสำนวนเรียกคืนสำนวน ปรึกษาคดีจากองค์คณะจากผู้บังคับบัญชา และมี การรายงานจากประธานศาลฎีกา และไม่มีข้อห้ามในการที่จะโยกย้ายผู้พิพากษาโดย ไม่ยินยอมได้แบบเดิม เมื่อเป็นแบบนี้ถามว่าความอิสระของผู้พิพากษานั้นอยู่ตรงไหน ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เมื่อมีการตรวจสำนวนขึ้นมา ถ้าไม่ตัดสินตามผู้บังคับบัญชาหรือศาล ที่สูงขึ้น ใหญ่ขึ้น หรือผู้บังคับบัญชาได้อาจจะถูกโยกย้ายออกและถูกแป๊กไม่เติบโตก็ได้ และผู้พิพากษาจะอิสระได้อย่างไร การตีความของอำนาจตุลาการที่ไม่ได้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุลของอำนาจนิติบัญญัติซึ่งมาจากประชาชน ไม่มีนะครับ แล้วทำไมศาลจึงไปตีความ ในเชิงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่กำหนดรายละเอียดไว้ ทำไมตีความถึงให้ตรวจสอบและไป กำหนดความอิสระได้ การตีความแบบนี้ขององค์กรตุลาการนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วหรือ ตีความที่กำหนดไม่อิสระนั้นชอบแล้วหรือครับ ผมเชื่อว่าผู้พิพากษาหลายคน ในประเทศนี้อึดอัดกับสิ่งนี้และไม่สามารถตัดสินได้ คดีทางการเมืองกับคดีปกติเราควรจะได้ พิจารณาเหมือนกัน การพูดไม่ใช่อาชญากรรม คุณค่าไม่อาจทำลายเพียงการวิจารณ์ แต่อาจจะพัฒนาให้ล้ำค่ามากกว่าเดิมได้ แต่การพูดในคดีการเมืองนั้นถูกดำเนินคดีและไม่ให้ ปล่อยตัวชั่วคราวได้ นี่คือลักษณะความขาดอิสระขององค์กรตุลาการ ผมถามว่าท่านจะ แก้ไขไหม ท่านตีความรัฐธรรมนูญโดยการที่ตรวจสอบรัฐธรรมนูญอย่างนี้หรือ ผมอยากให้ องค์กรตุลาการได้ปรับปรุงตัวเองและเข้าไปในลึกซึ้ง ให้อิสระ ไม่ตรวจสำนวน การสั่งสำนวน ตามบังคับบัญชา ตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องมีหลักการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถึงแม้ว่าไม่ได้ บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่นึกถึงความอิสระและหลักของสิทธิมนุษยชนของ นานาชาติที่เขารับรองกันไว้ แต่องค์กรตุลาการที่ไม่ได้ตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ทำ แบบนั้น นี่คือสิ่งที่เป็นใต้น้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็งอยู่ข้างใต้ แล้วโผล่มาการที่มาตรฐานของการที่ สั่งปล่อยตัวชั่วคราวนั้นมีความแตกต่างระหว่างคดีการเมืองกับคดีทั่วไป เรื่องนี้ที่คุณตะวัน และคุณแบมได้ออกมาต่อสู้ ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มีความกล้าหาญ และมีความชอบธรรมที่จะ ทำให้สะเทือนของการบังคับใช้กฎหมายขององค์กรตุลาการซึ่งขาดการตรวจสอบถ่วงดุล มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และการตีความนั้นตีความถึงไม่ให้อิสระของผู้พิพากษา ตามสมควร ผมเรียนอย่างนี้ครับ ในส่วนของคดีการเมือง ไม่ว่าการแก้ไขกฎหมาย ไม่ว่าของ การที่จะดำเนินคดีปล่อยตัวผู้ต้องหาในคดีการเมืองหรือไม่ อย่างไร เราสามารถใช้พื้นที่ ที่ปลอดภัย เช่นสภาซึ่งเป็นของประชาชนสามารถพูดคุยตรงนี้ เราสามารถที่จะใช้ญัตติ และเชิญศาล เชิญอัยการ เชิญตำรวจ เชิญผู้เกี่ยวข้องที่มีความรักในองค์กรที่เป็นประมุข ของรัฐ เชิญฝ่ายที่เป็นผู้ที่มีความเห็นต่างเข้ามาในสภาแห่งนี้ พูดคุยแบบมีวุฒิภาวะ หาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่การกด การลงโทษ การปราบให้เข็ดหลาบเหมือนในยุค ๑๐๐-๒๐๐ ปี ซึ่งสามารถทำได้ในสังคมปิด แต่ในสังคมเปิดและมีความเสรีภาพและมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้มันอาจจะไม่เหมือนเดิมที่ใช้วิธีการแบบเดียวกัน ผมเชื่อว่าสภาแห่งนี้จะเป็น ทางออกได้