พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หารือสถานการณ์การอดอาหารของนักกิจกรรมและการคุมขังผู้ต้องหาในคดีการแสดงออก พร้อมเสนอแนวทางเร่งด่วนเพื่อคืนสิทธิประกันตัวและปกป้องเสรีภาพประชาชน โดยเน้นว่าปัญหานี้สะท้อนความล้มเหลวของระบบยุติธรรมและสถาบันสามเส้า ที่ไม่สามารถรับมือกับความเห็นต่าง โดยเฉพาะของเยาวชน จนเกิดความตึงเครียดในสังคม จึงเรียกร้องให้สภาเร่งพิจารณาข้อเสนอของพรรคก้าวไกลในการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นเครื่องมือกดดัน เช่น มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมผลักดันการคืนสิทธิโดยไม่มีเงื่อนไข การนิรโทษกรรมที่เป็นธรรม และการสร้างฉันทามติใหม่เพื่อคลี่คลายวิกฤติประเทศอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ สถานการณ์ บ้านเมืองเรามีเรื่องเร่งด่วนที่ผมคิดว่าสภาของเราจะเพิกเฉยไม่ได้ นั่นก็คืออาการ สภาพร่างกายของนักสู้ทางการเมืองอย่างคุณตะวัน คุณแบม ที่อดอาหารมาเป็นวันที่ ๑๓ แล้ว แล้วก็อาการ ความเชื่อมั่นของระบบยุติธรรมในประเทศไทย ในเรื่องการคืนสิทธิประกันตัว ให้กับผู้ต้องหา ทั้ง ๒ เรื่องได้รับความสนใจไปในวงกว้างทุกวงการ ไม่ใช่แค่ในวงการของ นิติศาสตร์ ไม่ใช่วงการของสมาคมทนายความ แต่ยังไปสู่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปสู่วิชาการ ไปสู่สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่ง ครม. เมื่อวานนี้ จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้กระทบ ไปในวงกว้างครับท่านประธาน และเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องที่กระทบเสรีภาพของ ประชาชนอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๐ ผมขอยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาดังต่อไปนี้ครับ เพื่อให้การอภิปรายของผมสมบูรณ์ ผมจะเริ่มต้นด้วยการอ่านญัตติด้วยวาจานี้ แล้วอภิปรายต่อ อย่างกระชับ สั้น ไม่ให้ซ้ำกับที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือท่านรัฐมนตรีได้พูดแล้ว รวมถึงเสนอบันได ๓ ขั้นในการหาทางออกให้กับประเทศไทย ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคตประเทศไทย
ญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาปัญหาสิทธิในการ ประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาในฐานความผิดจากการแสดงออกทาง การเมืองเพื่อส่งให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ และความยุติธรรม สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมืองของ ประชาชนเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามหลักการระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยในทุกฉบับ แม้หากการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกนั้นอาจมี ข้อจำกัดในทางกฎหมาย อันนำมาสู่การดำเนินคดีและผู้แสดงความคิดเห็นหรือผู้แสดงออก หากแต่ประชาชนทุกคนที่ถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะถูกกล่าวหา ผู้ต้องหา หรือจำเลย ก็ย่อมมีสิทธิในการต่อสู้คดี และการได้รับการประกันตัวตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อีกทั้งหน่วยงานรัฐกระบวนการยุติธรรมก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามในรอบหลายปีที่ผ่านมาประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นเยาวชนกลับเข้า ไม่ถึงสิทธิในการประกันตัว อันอาจเป็นปัญหามาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การบังคับใช้ กฎหมายหรือดุลยพินิจรายกรณีจนถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการ นักกฎหมาย ทนายความ ภาคประชาสังคม และประชาชนเป็นจำนวนมากอันนำมาซึ่งการแสดงออกด้วยอารยะขัดขืน ของคุณทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และคุณอรวรรณ ภู่พงษ์ ที่ได้แสดงออกด้วยการอดอาหาร ในระหว่างที่ถูกคุมขังเมื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่เกิด จากการแสดงออกทางการเมือง และรวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องดังกล่าว ไม่ได้เป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจของตุลาการในการพิจารณาอรรถคดีใดอรรถคดีหนึ่ง และข้อเท็จจริงจนถึงปัจจุบันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้พูดถึงปัญหาดังกล่าว เห็นสมควรที่รัฐบาล สภา และศาลได้ร่วมกันพิจารณาหาทางออกตามข้อบังคับ ข้อ ๕๐ ส่วนเนื้อหาในรายละเอียดนั้นจะอภิปรายต่อไป
อย่างที่ได้เรียนท่านประธานครับ สำหรับการอภิปรายของผมจะสั้น กระชับ แล้วก็ไม่ซ้ำกับสิ่งที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมก็ดีได้พูดแล้วเป็น ๓ ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน รวมถึงการนำเสนอหาทางออกบันได ๓ ขั้น ที่ผมคิดว่าไม่ใช่แค่ทางเลือกของประเทศไทย แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคตของประเทศนี้
สำหรับประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะใช้เวลาในตอนนี้ในการโน้มน้าวทุกคน ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ทุกคนที่อยู่นอกสภาแห่งนี้ว่าเรื่องที่คุณตะวันและคุณแบมทำอยู่นั้น เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ๓๗ กิโลเมตรจากตรงนี้มีประชาชน ๒ คน คุณตะวันและ คุณแบมเรียกร้องในสิ่งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดที่รัฐควรจะให้กับประชาชน นั่นก็คือ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม กระบวนการยุติธรรมที่มีความยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่มีอิสระ กระบวนการยุติธรรมที่มีความเที่ยงตรง กระบวนการยุติธรรม ที่ผู้คนเชื่อถือและเป็นที่พักพิงของพี่น้องประชาชนได้ โดยส่วนตัวของผมแล้วผมเป็น นายประกันของคุณตะวันด้วยความภาคภูมิใจครับ ผมถึงได้มีโอกาสที่จะเข้าเยี่ยมเขา ๒-๓ ครั้ง และมีโอกาสได้พูดคุยกับเขาตามอาการของเขา ไม่ใช่แค่ตามอาการตามหน้าสื่อ ว่าตอนนี้ค่าน้ำตาลของทั้งคู่เท่าไรแล้ว ไม่ใช่แค่ตามหน้าสื่อว่าชีพจรของทั้งคู่เป็นอย่างไรแล้ว แต่ได้มีการพูดคุยและได้มีการถามไถ่ แล้วก็รู้สึกได้ว่าอาการของทั้ง ๒ คนนั้นนับถอยหลังกัน เป็นชั่วโมง เป็นชั่วโมง แน่นอนว่าผมก็เหมือนกับทุกคนที่เป็นห่วงในสถานการณ์โพแทสเซียม ที่หายไป กระบวนการเรื่องเกี่ยวกับระบบคีโตน (Ketone) ในร่างกายของเขา ผลกระทบต่อ ร่างกาย ต่อระบบไต โอกาสที่จะเกิดในการช็อก (Shock) แต่สำหรับนักสู้ทางการเมืองทั้ง ๒ คนนั้น เรื่องสุขภาพของเขา เรื่องความหิวโหยของเขา เรื่องความอิดโรยของเขาไม่ใช่เรื่อง หลักที่เขาเป็นห่วงเลยแม้แต่เล็กน้อย สิ่งที่เขาเป็นห่วงคือระบบยุติธรรมของประเทศนี้ สิ่งที่ เขาเป็นห่วงคือสิทธิในการคืนการประกันตัวของทุกมาตราในระบบกฎหมายอาญาที่มีอยู่ สิ่งที่เขาคิดเป็นห่วงคือเพื่อนของเขาทั้ง ๑๕ คนที่ควรที่จะได้รับสิทธิการประกันตัวโดยไม่มี เงื่อนไขมากกว่าเรื่องของตัวของเขาอย่างมากมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคน ๒ คน นี้ แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องของเพื่อนเขาทั้ง ๑๕ คนนี้ แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน เป็นเรื่องของ พี่น้องเกษตรกรที่โดนยึดที่ดินอย่างไม่เป็นธรรมแล้วต้องพึ่งระบบยุติธรรม เป็นเรื่องของพี่น้อง แรงงานที่อาจจะถูกโดนจ้างโดยไม่ได้รับความยุติธรรม และเมื่อไปพึ่งระบบยุติธรรมไม่ได้รับ ความยุติธรรม เป็นเรื่องของนักสู้ทางด้านเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่โดนฟ้องปิดปาก เป็นเรื่องของ เยาวชน เป็นเรื่องของนักการเมือง เป็นเรื่องของพวกเราผู้แทนราษฎรทุกคน ทุกครั้งที่ผม ไปหาคุณตะวัน คุณแบม ผมมองตาคุณตะวันผมเห็นพิพิมลูกสาวผมอยู่ในนั้น บูมเมอแรง (Boomerang) ปาออกไปมันกลับมาหาเรานะครับ ผู้แทนราษฎรทุกคนนี้มีคุณพ่อคุณแม่ที่สู้ มาก่อน มีเราที่กำลังสู้อยู่ มีลูกหลานของท่านที่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน เขาอาจจะเป็น ลูกหลานของเราที่อยู่ในนี้ ๕๐๐ กว่าคนก็ได้ ที่จะต้องเป็นคนที่เอาชีวิตเข้าไปแลกกับอิสรภาพกับเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็น พลเมือง อาจจะเป็นลูกผมก็ได้ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า อายุห่างกันไม่มากครับท่านประธาน ที่จะต้องออกไปอดอาหาร ที่จะต้องออกไปอดน้ำ ที่จะต้องออกไปปฏิเสธการรักษา เป็นเวลา ๑๓ วัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของเราทุกคนในประเทศไทยตรงนี้ ไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพกับกลุ่มคนใดคนหนึ่งก็คือไม่มีอิสรภาพ ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีความเที่ยงตรงกับคนไทย ทั้งประเทศเช่นเดียวกัน เรื่องนี้สภาของเราจะเพิกเฉยไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ที่ผมอยากจะ อภิปราย
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องสมดุลของ ๓ เสาหลักในการแก้ปัญหาของประเทศไทย อธิปไตยของเราครับ เรื่องของรัฐบาล ฝ่ายบริหาร เรื่องของตุลาการ แล้วก็เรื่องของ นิติบัญญัติในการแก้ไขปัญหานี้ ผมอภิปรายในสภาที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าในระบอบ ประชาธิปไตยและในทุกสังคมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกของยุคสมัยจะเปลี่ยนไป เรื่อย ๆ ผู้คนจะมีความคิดที่เห็นต่างกันเรื่อย ๆ มันอาจจะเป็นความคิดที่เห็นต่างที่เรา อาจจะรู้สึกสบายใจ หรือเราไม่สบายใจ มันอาจจะเป็นความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนใจ ที่เราไม่อยากจะรับฟังและทนไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรครับ นอกจากการที่จะรับฟังเขา แล้วหากุศโลบายความคิดร่วมกันที่จะทำให้หาฉันทามติใหม่นี้ในความปกติใหม่แบบนี้ได้ ฉันทามติเก่าในความปกติใหม่ไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ หรือการเมืองมันทำให้ ประเทศไทยไปอนาคตไม่ได้ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นสำหรับความคิดที่เห็นต่าง ความรู้สึก ของยุคสมัยที่ต่างไป รัฐบาลใช้ความรุนแรงทางกายภาพกดขี่ กดดัน ความเห็นต่างของ เยาวชนคนรุ่นใหม่แบบนี้ ตุลาการใช้ความรุนแรงทางกฎหมาย กดปราบ วิธีการคิดแบบนี้ รัฐสภาของพวกเราฝ่ายนิติบัญญัติเพิกเฉยไม่สนใจ ยื่นแก้ไขกฎหมายอะไรให้เป็นพื้นที่ ปลอดภัยในการพูดเรื่องนี้ ไม่ใช่ทำเป็นเหมือนกับว่าพวกเขาไม่มีตัวตน ทำเป็นเหมือนกับว่า สิ่งที่เขาพูดมาไม่ได้ยิน พวกเขาพูดมาไม่ได้ยินเขาถึงต้องตะโกน พอเขาตะโกนไม่ได้เขาถึงต้อง อดอาหาร มันมาถึงตรงนี้ทั้ง ๆ ที่ผมก็อภิปรายเรื่องนี้ตั้งแต่เป็น ส.ส. ปีแรกจนถึง ส.ส. ปีที่ ๔ แทนที่ ๓ เสาหลักที่เห็นประชาชนมีอำนาจสูงที่สุดในประเทศนี้ แต่ประชาชนไม่สามารถ ใช้อำนาจด้วยตัวของพวกเขาเองได้ เขาใช้อำนาจผ่านอำนาจฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ใช้อำนาจ ผ่านนิติบัญญัติคือพวกเราสภาผู้แทนราษฎร ใช้อำนาจผ่านตุลาการคือศาล แทนที่พวกเรา จะใช้ดุลยพินิจในการรักษาถ่วงดุลให้ทุกเสานั้นสามารถที่จะมีความโปร่งใสและสามารถ ตรวจสอบท้วงติงได้เรากลับเพิกเฉยเขา เรากลับใช้ความรุนแรงทางกายภาพและความรุนแรง ทางกฎหมายกดขี่กดปราบพวกเขา นี่คือความปกติใหม่ ความรู้สึกของคนที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ต้องการใช้ความรุนแรงในการกดปราบพวกเขา กดปราบพวกเขา กดปราบพวกเขาจนกว่า จะเชื่อง อันนี้คือความผิดพลาดล้มเหลวของ ๓ เสาหลักในประเทศไทยนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ เรื่องเดียว แต่เป็นเรื่องหลาย ๆ เรื่องที่เมื่อ ๓ เสาหลักของอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตย ของเราไม่สามารถจะทำงานได้ นี่คือเรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะอภิปราย
เรื่องที่ ๓ ที่ผมอยากจะอภิปรายก็คือการหาทางออก ถอนฟืนออกจากกองไฟ ให้กับประเทศนี้ บันได ๓ ขั้นที่ผมอยากจะเสนอ ก็คือบันไดขึ้นที่ ๑ คืนสิ่งที่เขาควรที่จะมี ตั้งแต่แรก คืนสิทธิประกันตัวให้กับผู้ต้องหาจำเลยทั้ง ๑๕ คนนี้ โดยไม่มีเงื่อนไข ศาลไม่ได้ มีหน้าที่ที่จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนให้เขามีสิทธิเข้าถึงสิทธิประกันตัวได้ ในกรณีที่ให้ อยู่บ้าน ๒๔ ชั่วโมง ในกรณีที่มีกำไลอีเอ็ม (EM) ตัดสินอย่างมีบรรทัดฐาน ตัดสินอย่างมี อิสรภาพ ไม่ต้องขึ้นดุลกับผู้บริหารคนไหน ทำให้บันไดขั้นแรกเกิดขึ้นไปสู่บันไดที่ ๒ ได้
บันไดที่ ๒ ก็คือการนิรโทษกรรม คนที่เห็นต่างทางการเมือง คนที่เป็นนักโทษ คดีทางการเมืองมีมานานตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๑๒ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๑๖ การนิรโทษกรรมในประเทศไทยมีมานานครับ ปีนี้ผมอายุ ๔๒ ปี อย่างน้อยถ้ามันมีเรื่องที่ ปะทุขึ้นมาในทุก ๆ ๑๐ ปีก็ ๔ ครั้งที่เคยเห็นมากับตา ที่เคยอ่านมากับตา การนิรโทษกรรม ในประเทศไทยแปลกครับ กลับหัวกลับหาง ประเทศอื่นเขาจะตามล่าหาความจริงก่อน แล้วค่อยมาหาผู้รับผิดรับชอบ แล้วค่อยปรองดองสมานฉันท์ ของประเทศไทยกลับกัน ปรองดองครั้งใดสมานฉันท์ครั้งใดไปอยู่ที่หิ้งก่อน ไม่ต้องมีผู้รับผิดรับชอบว่าใครที่เป็นคนฆ่าคนตาย ไม่ต้องรับผิดรับชอบว่าใครที่เป็นคน ยิงตาของคนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพในประเทศไทย ไม่ต้องหาผู้รับผิด รับชอบว่าใครที่เป็นคนที่พรากสิทธิในการประกันตัวของเขาไปตั้งแต่แรก แล้วเรื่องการ ตามหาความจริงก็ไม่มี ต้องขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษเพื่อให้เห็นภาพกันชัด ๆ แฟกต์ ไฟน์ดิง (Fact finding) ก่อน ตามหาความจริงก่อน แอกเคานต์เทบิลิตี (Accountability) ตามหาผู้รับผิดรับชอบก่อน แล้วค่อยมาเรคคอนซิลิเอชัน (Reconciliation) สมานฉันท์ แล้วก็ ปรองดองได้ ของประเทศไทยคือเรคคอนซิลิเอชัน (Reconciliation) ก่อน แล้วค่อยมา แอกเคานต์เทบิลิตี (Accountability) แล้วค่อยมา แฟกต์ ไฟน์ดิง (Fact finding) ทั้ง ๒ อันนี้แทบจะไม่มีด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการนิรโทษกรรม และการ สมานฉันท์ในประเทศไทยมันถึงได้วนอยู่ในอ่างอย่างนี้แล้วไม่ไปไหนสักที ไม่สามารถที่จะ ปลดปล่อยความเห็นต่างของประเทศไทยในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ก็ดี ปี ๒๕๕๗ ก็ดี ทำให้ประเทศไทยไปหน้าต่อไม่ได้ เราไม่มีสมาธิในการแก้ปัญหาอย่างอื่นถ้ายังเป็นปัญหา การเมืองอย่างนี้ ปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ปัญหาเกี่ยวกับปากท้อง ปัญหาเกี่ยวกับการกินดี อยู่ดี ปัญหาเกี่ยวกับพลังงาน ปัญหาเกี่ยวกับต่างประเทศ ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปัญหา เกี่ยวกับการศึกษาเราไม่มีสมาธิ เพราะว่าเรายังไม่สามารถที่จะสมานฉันท์จริง ๆ ปรองดองได้จริง การนิรโทษกรรมเพื่อเป็นการเพื่อเป็นการเซ็ตซีโร (Set Zero) และปล่อยให้ประเทศไทย ไปในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นบันไดที่ ๒
บันไดสุดท้าย เมื่อเราชำระเรื่องในอดีตไปใน ๒ ข้อแรก คือการที่จะป้องกัน ไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอนาคตอีก ก็คือการที่เอากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่ตัวบังคับ ของมัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเนื้อหาของมัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๑๒ ที่โทษไม่ได้สัดส่วน ที่ใคร จะฟ้องร้องก็ได้ ที่ขอบเขตในการพิจารณาเกินเหตุ การตั้งคำถาม การตั้งโพลล์ (Poll) กับ ขบวนเสด็จไม่ได้เกี่ยวกับข้องกับมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๖ ที่ครอบจักรวาล ใครก็ยุยง ปลุกปั่นไปหมด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีเจตนาความเท็จ แล้วก็ทำให้เกิด ความเสียหายจริง ๆ อย่างเช่น พวกคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ที่ผ่านมา อย่างพวกสแกมเมอร์ (Scammer) ที่ผ่าน ๆ มา พวกพนันออนไลน์ (Online) ที่ผ่านมา แก้ไขกฎหมายสแลป (SLAPPs) สตราติจิก ลอว์สูต อะเกนต์ พับลิก พาร์ทิซิเพชัน (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือที่ภาษาไทยใช้คำว่า ฟ้องปิดปาก เหมืองที่อมก๋อย เหมืองจะนะ จังหวัดสงขลา ให้มันผ่านไป และการรับผิดชอบของการใช้กฎหมายอาญา ถ้ามีส่วนใด ส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมใช้กฎหมายอันไม่ชอบต้องได้รับโทษ นี่คือข้อเสนอของ พรรคก้าวไกลที่เสนอไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ แล้วยังไม่ได้รับการพิจารณาในสภา แห่งนี้ เชื่อว่าถ้าเราสามารถที่จะทำตามบันได ๓ ข้อนี้ จากใกล้ กลาง ไกล สั้น กลาง ยาว น้องทั้งสองมีโอกาสที่จะมีชีวิตต่อไป และฉลองชัยชนะของประชาชนไปด้วยกันครับ ขอบคุณ มากครับ