จุติ แจงนโยบายแก้ความรุนแรงในครอบครัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ มกราคม ๒๕๖๖

จุติ ไกรฤกษ์ ชี้แจงนโยบายกระทรวงฯ ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ การเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน และการจัดการปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาสุขภาพจิต ยาเสพติด สุรา การพนัน และหนี้สิน พร้อมเสนอแนวทางป้องกันระยะยาวผ่านการพัฒนาอาชีพและทักษะอีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและลดต้นเหตุของความขัดแย้งในครอบครัว

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขออนุญาต ตอบปัญหากระทูการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความคืบหน้าในการแก้ไข กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว โดยท่านผู้มีเกียรติ ส.ส. ณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิด ความรุนแรงขึ้นในครอบครัว สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะว่าขาดสติ แล้วก็มีการกระทำ หรือเป็นการยินยอมแบบที่เรียกว่าคุ้นเคย เคยชินกันในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตาม ขอกราบเรียนตอบคำถามท่านว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างไรบ้าง

ประการแรก คือเราตระหนักว่าตัวเลขของผู้ที่ก่อความรุนแรงในครอบครัวนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้น แน่นอนสาเหตุหนึ่งก็คือในช่วงโควิด (COVID) ทุกคนถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน แล้วก็มีความอึดอัด แล้วก็มีสาเหตุของความเครียดหลายสาเหตุ สิ่งที่เราทำก็คือเราได้เพิ่ม พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เราขาดแคลนอยู่ เราได้อบรมเพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่ ถึงแม้ว่าในช่วง โควิด (COVID) นั้นจะมีข้อจำกัดอย่างมากมายในการที่อบรมออนไซต์ (Onsite) แต่เราก็ได้ เพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่ในมิตินี้ถึง ๑,๑๙๔ คน นอกจากนั้นแล้วก็ยังเอาหัวหน้าวันโฮม (One Home) คือระดับจังหวัดตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นอีก ๕๖ คน แล้วก็ได้รับ ความร่วมมือจากเครือข่ายป้องกันและแก้ไขความรุนแรงมาร่วมในการที่เพิ่มเป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่อีก ๑๗๕ คน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเราได้อบรมเพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเข้าไปแก้ไขปัญหาความรุนแรงของครอบครัว แล้วนอกจากนั้นแล้ว เราก็ได้มีบันทึกข้อตกลงในการดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคล ในครอบครัวกับอีก ๒๗ หน่วยงาน แล้วก็อีก ๑๑ องค์กรภาคประชาชน ถ้าจะพูดถึง ก็คืออย่างเช่นท่านพูดถึงว่าความรุนแรงในครอบครัวนั้นเกิดขึ้นกับสตรีเป็นจำนวนมาก เราก็มีพันธมิตรที่ทำงานกับเราคือสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ซึ่งก็เป็น สมาคมหรือองค์กรหนึ่งในหลาย ๆ องค์กรที่มีความเข้มแข็ง แล้วก็มีความตั้งใจในการแก้ไข ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวให้ได้ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เราทำก็คือเราจัดปฏิบัติจริง โมเดล (Model) ในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่การแจ้งเหตุ ระงับเหตุ การคุ้มครอง เยียวยา การดำเนินคดี เราได้เชิญตำรวจ อัยการจังหวัด เข้ามาร่วมดำเนินการกับเรานั้น นอกจากนั้น แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่าเรามีศูนย์พัฒนาครอบครัว ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศหลายร้อยศูนย์ ก็มาปรับให้เป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคมประจำตำบล ในศูนย์พัฒนาครอบครัวประจำตำบลนั้น มีอยู่ ๘๗๘ แห่ง แต่ ณ วันนี้เราได้ร่วมกันกับทุกศูนย์ว่าต้องได้ทำงานของครอบครัวนั้น เกี่ยวกับทุกมิติ ปัจจุบันนี้เราก็มีอยู่ประมาณ ๔,๐๐๐ ศูนย์ เป็นศูนย์ครอบครัว ศูนย์ช่วยเหลือ สังคมประจำตำบล ๔,๐๐๐ กว่าศูนย์ แล้วศูนย์เหล่านี้ก็มีองค์ประกอบที่มีอาสาสมัคร ทั้งหลาย อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครพัฒนาสังคม องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ครู ข้าราชการที่เกษียณ ชมรมผู้สูงอายุ รวมถึงสตรีแม่บ้าน นอกจากนั้นแล้วเรายังทำ เรื่องของการอบรม อบรมให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่มีปัญหาอย่างที่ท่านบอกว่า ความรุนแรงนั้นจะเป็นสายโลหิตก็ตามหรือคนอยู่ในชายคาเดียวกันก็ตาม วันนี้ก็ต้อง กราบเรียนท่านว่ามีปัญหาเยอะมากคือเด็กที่ยูนิเซฟ (UNICEF) ได้สำรวจว่าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ที่ให้กำเนิด ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน กระจายอยู่ทั่วไปหมด ขณะนี้ก็มีปัญหาของความเหลื่อมล้ำ ในความรู้สึกทางจิตใจ ลูกฉัน ลูกเธอ ลูกเขา ลูกเรา ก็มีปัญหามาก แล้วก็วันนี้เนื่องจาก เศรษฐกิจการเปลี่ยนแปลงของโลกมันรุมเร้ามามาก ทุกคนก็มีความเครียด ดังนั้นเมื่อมี ความเครียดแล้ว แล้วก็มีข้อตกลงทำงานกันกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข คือ รพ.สต. แล้วก็กรมสุขภาพจิต แล้วก็กระทรวง พม. คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ทำคล้าย ๆ โรงเรียนที่ให้คำแนะนำกับผู้ปกครองหรือพ่อแม่ในการ รับฟังเด็ก ในการให้ความช่วยเหลือเด็ก นอกจากนั้นแล้วกราบเรียนท่านว่ามีเรื่องของการที่ทำงานกับกระทรวงศึกษาธิการซึ่งได้เริ่มแล้ว คือการอบรมตั้งแต่ปีที่แล้วก็คือเรื่องของการอบรมครูแนะแนว เปลี่ยนจากครูเป็นโค้ช (Coach) โค้ช (Coach) เพิ่มทักษะในการดูแลเรื่องทักษะชีวิต แล้วก็ลดเงื่อนไขความรุนแรง ในครอบครัวอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ไปดูที่สาเหตุของความเครียด พอเครียดแล้วก็เกิด ความรุนแรงในครอบครัว หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของปัญหาหนี้ ปัญหาหนี้นั้นรัฐบาลก็ได้เข้าไป แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือไม่ใช่บอกว่าหนี้เป็นปัญหาของความเครียดของครอบครัวแล้ว ก็ปล่อยไว้เฉย ๆ ก็ได้มีการเป็นประนอมหนี้ รัฐบาลปลดค้ำประกันหนี้ ก็อันแรกเลยคือ หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ๒ ล้านบัญชีก็ปลดผู้ค้ำประกันว่าไม่ต้องค้ำประกันอีก นอกจากนั้นแล้วก็ได้ไปประนอมหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ๙๔,๓๒๘ ราย เป็นมูลค่าประมาณ ๒๓,๕๑๙ ล้านบาทในช่วงปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา นอกจากนั้นแล้วเราก็ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย ไกล่เกลี่ยทั้งหลาย แล้วก็ยื่นเจรจาว่าครอบครัวใดที่มีปัญหาในการดำรงชีพ แล้วก็มีปัญหา เรื่องของหนี้ หนี้นอกระบบ หนี้ในระบบ แล้วก็ให้มาแจ้ง ๕๐,๐๐๐ รายที่จะยื่นเจรจา นอกจากนั้นแล้วเราก็ได้ใช้ทักษะทรัพยากรที่มีอยู่กับบ้าน วัด โรงเรียน ในการเข้าไปดูว่าวันนี้ วัดที่มีพระ วัดที่มีกรรมการวัดที่มีความปรารถนาที่จะแก้ปัญหาสังคมก็มาร่วมทำงานกัน กับเรา ก็มีวัด มีพระ มีกรมสุขภาพจิต มีกระทรวง พม. แล้วก็มีการปรับวิธีการดูแลคุ้มครองเด็ก แล้วก็มีการทำเครือข่ายต่อต้านการบูลลี (Bully) ในโรงเรียนแล้วก็ที่บ้าน นี่คือสิ่งที่อยากจะ กราบเรียนท่านในเบื้องต้นตรงนี้

นอกจากนั้นแล้วก็มีความเครียดอีกอันคือจากยาเสพติด ยาเสพติดนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหายาเสพติดกับสุรา แล้วก็พนันออนไลน์ (Online) รัฐบาลก็ได้ทำการ ปราบปรามเรื่องของพนันออนไลน์ (Online) ด้วย และนอกจากนั้นแล้วยาเสพติดสถิติ การจับกุมเมื่อปี ๒๕๖๒ มี ๓๗๓,๕๙๘ คดี ในปี ๒๕๖๕ มีการจับกุม ๒๕๘,๖๒๙ คดี ก็ทำต่อเนื่อง ไม่ต้องการให้ปัญหานี้เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุ สาเหตุในการทำให้ครอบครัวนั้น มีความรุนแรง ฉะนั้นท่านจะเห็นได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็คือความเครียดในเรื่องของฐานะ การเงิน หนี้ รายได้ นอกจากนั้นแล้วอยากจะกราบเรียนว่าในเรื่องของอาชีพเราก็ทำ เรื่องของอาชีพที่จะดูแลเยาวชน ดูแลครอบครัวให้สามารถมีอาชีพใหม่ ๆ หรืออาชีพเสริมได้ สถิติที่อยากจะกราบเรียนท่านก็คือว่ากระทรวงแรงงานนั้นได้อบรมอาชีพเสริม ในปี ๒๕๖๕ ๕๙,๐๐๐ คน

นอกจากนั้นแล้วมีเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ซึ่งเป็นกระทรวง พาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้ให้การอบรมว่าผู้ที่ต้องการประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ว่าสามารถขายของทางออนไลน์ (Online) ได้ก็ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มโอทอป (OTOP) กลุ่มสตรีแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุที่มีฝีมือประดิษฐ์อย่างดี เราอบรมให้ความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ๕๐,๐๐๐ ราย นอกจากนั้นแล้วก็มี เรื่องของคนที่ประกอบเป็นช่างอาชีพเสริม เช่น ช่างตัดผม เชฟ (Chef) ก็อีกหลายพันราย จึงอยากจะกราบเรียนให้ทราบว่านี่คือสิ่งที่เราพยายามช่วยเหลือ ลดต้นเหตุของปัญหา ความรุนแรงในครอบครัว กราบเรียนท่านให้ทราบครับ ด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ