ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะต่อผู้หญิง พร้อมทั้งทบทวนนิยามตามกฎหมายและเสนอข้อมูลสถิติที่แสดงว่าสถานการณ์ยังรุนแรงและเรื้อรัง แม้กระบวนการป้องกันและแก้ไขจากรัฐควรจะมีประสิทธิภาพมากกว่านี้
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ท่านมาตอบกระทู้ของผม เป็นครั้งที่ ๓ ในรอบ ๔ ปี ก็หวังว่าอีกเดือนกว่า ๆ ก็ยังมีกระทู้ถึงกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ท่านก็อาจจะมาอีกครั้งหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วผมไม่ได้มีเฉพาะกระทู้ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมยังมีกระทู้ที่เกี่ยวข้องกับ มรดกโลก กระทู้ที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การฝึก รด. กระทู้ที่เกี่ยวข้อง กับการทำร้ายนักเรียนในโรงเรียน เพียงแต่ว่ารัฐมนตรีท่านอื่นนั้นท่านก็อาจจะยังมีภารกิจ ที่ไม่สามารถมาตอบกระทู้ของผมได้ ท่านประธานครับ ในฐานะท่านเป็นเจ้ากระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมก็ต้องถามท่านตรง ๆ ครับว่าเวลาที่เราพูดถึง ประเด็นเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวนั้นไม่มีความเจ็บปวด ใด ๆ ที่จะเจ็บปวดมากกว่าการถูกทำร้ายโดยคนใกล้ชิด และยิ่งไปกว่านั้นหากคนใกล้ชิดนั้น เป็นบุคคลที่ผู้ถูกกระทำมีความรักและความไว้วางใจ ความรุนแรงในครอบครัวก็เฉกเช่นเดียวกัน ความรุนแรงในครอบครัวอาจจะเกิดขึ้นกับพ่อแม่ อาจจะเกิดขึ้นกับลูกหลาน อาจจะเกิด ขึ้นกับคู่ของตนเอง อาจจะเกิดขึ้นกับคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่เรียกว่าบุคคลในครอบครัว ไม่ว่าจะใช้กับสายโลหิตหรือว่าหลังคาเดียวกันก็แล้วแต่ ผมขออนุญาตที่จะไปถึงสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ที่จะพูดถึง แต่ก็คงปฏิเสธความเป็นจริงไม่ได้ว่าความรุนแรงในครอบครัวนั้น ผู้ที่ถูก กระทำมากที่สุดนั้นเป็นผู้หญิง เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมามีการประชุมที่เรียกว่าแผนปฏิบัติการ กฎแห่งกรุงปักกิ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีขณะนั้นท่านชวน หลีกภัย ส่งคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปร่วมประชุม เขามีการสรุปมาว่าความรุนแรงต่อ ผู้หญิงนั้นแบ่งออกเป็น ๓ รูปแบบด้วยกัน รูปแบบที่ ๑ ก็คือความรุนแรงต่อผู้หญิงทั้งทางกาย ทางเพศ ทางจิตใจที่เกิดขึ้นในบ้าน ทุกรูปแบบ รูปแบบที่ ๒ นั้นคือความรุนแรงต่อผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทางเพศ ทางจิตใจที่เกิดขึ้นในชุมชนหรือในพื้นที่สาธารณะ รูปแบบที่ ๓ นั้นคือความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากการกระทำของหน่วยงานของรัฐเอง หรือการที่รัฐละเลยปล่อยให้เกิดความรุนแรงต่อ ผู้หญิง ผมมั่นใจว่ากรณีของคุณตะวัน ตัวตุลานนท์ คุณแบม หรือแม้กระทั่งกรณีของ กลุ่มนักเรียนเลว ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นนั้น และรวมไปถึงการคุกคาม นักกิจกรรมผู้หญิงต่าง ๆ นั้น ก็เสมือนหรือเข้าข่ายเป็นการที่รัฐละเลย ปล่อยให้เกิด ความรุนแรงต่อผู้หญิงในนิยามฉบับนี้เช่นเดียวกัน วันนี้ผมคงพูดไม่เอาขนาดนั้น แต่เอา เฉพาะประเด็นเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเรียกกันในภาษาอังกฤษว่าโดเมสติก ไวโอเลนซ์ (Domestic Violence) เอาตามกฎหมายที่ท่านถืออยู่ก็ได้ พระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ๑๘ มาตราเล่มเล็ก ๆ ที่ผมถือนี่ครับ ถือไปถือมาขาดหมดแล้ว เอานิยามที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๓ เขาเขียนว่าความรุนแรง ในครอบครัว หมายความว่าการกระทำใด ๆ โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ สุขภาพ หรือการกระทำโดยเจตนาจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ สุขภาพ หรือ การใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมให้กระทำ ไม่กระทำ หรือยอมรับการกระทำบางอย่าง ตั้งใจจะทำให้เกิดผลแค่เจตนาจะก่อให้เกิดผล และรวมถึงการใช้อำนาจครอบงำ ผิดคลองธรรมต่าง ๆ ก็เป็นความรุนแรงในครอบครัวได้ คำถามที่สำคัญต่อประเทศไทย มันมีแบบนี้ว่าหากกระบวนการจัดการเรื่องของความรุนแรงในครอบครัวนั้นเกิดขึ้น เป็นอย่างดี หากกระบวนการรับผิดชอบของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องนั้นเกิดขึ้น เป็นอย่างดี หากกระบวนการทางสังคมช่วยกันยับยั้งและมองว่าความรุนแรงในครอบครัว มิใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไปนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างดี มันก็จะไม่มีประเด็นที่ผมมาถามวันนี้ครับ แต่ท่านลองดูสไลด์ (Slide) ถัดไปในหน้า ๔ ผมยกตัวอย่างแค่สถานการณ์ข้อมูลสถิติต่าง ๆ ท่านก็มีไม่ต่างกับผมครับ ข้อมูลสถิติบางตัว เช่น กรณีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิผู้หญิงที่มีการเสนอต่อองค์การอนามัยโลกบอกชัดเจนว่าในประเทศไทยมีผู้หญิง ถึงร้อยละ ๔๔ ๑๐๐ ครอบครัว มี ๔๔ ครอบครัวที่เคยถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ข้อมูลโรงพยาบาลรามาธิบดีบอกเช่นเดียวกัน แล้วมันก็น่าแปลกใจว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ สถิติ สูงขึ้นไปเรื่อย สูงขึ้นไปเรื่อย เป็นร้อยละ ๔๒.๒ ในปี ๒๕๖๓ ข้อมูลโอเอสซีซี (OSCC) หรือศูนย์พึ่งได้ ที่ไม่ใช่แค่ศูนย์ช่วยเหลือสังคมที่ท่านรับผิดชอบตัวเลขก็ทะยานสูงขึ้น เช่นเดียวกัน ยิ่งหลังโควิด (COVID) ภาคประชาสังคมมีการทำรายงานบอกสถิติทะลุไปเป็น ร้อยละ ๖๖ ข้อมูลตามมาตรา ๑๗ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ในครอบครัว ซึ่งต้องส่งรายงานมาสภาทุกปีก็ไม่ได้แตกต่างกันครับ นั่นเป็นส่วนที่เรียกว่า ปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าท่านดูไททานิก (Titanic) นั่นคือส่วนที่เรือชน แต่ส่วนที่อยู่ใต้ทะเลลงไปนั้นมีความรุนแรงในครอบครัวอีกมากมายที่ผู้ถูกกระทำนั้น ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสิทธิ ไม่กล้าที่จะแจ้งเหตุหรือไม่กล้าที่จะบอกเรื่องที่เกิดขึ้น หรือเมื่อบอก เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นกระบวนการให้ความช่วยเหลือไม่ได้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นตามกฎหมาย ภายใต้ความรับผิดชอบของท่าน จนมีคำถามครับ มีข้อมูลสถิติถูกส่งลงไปมากมายไปหมด บอกว่าประเทศไทยติด ๑ ใน ๑๐ ของประเทศที่มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวสูงที่สุด ในโลก ผมใส่เครื่องหมายคำถามไว้ ๓ ตัวเลย เควสชันมาร์ก (Question Mark) ๓ ตัวใหญ่ ๆ ว่าตกลงข้อมูลสถิตินั้นเป็นจริงหรือไม่ หากเราเป็นประเทศที่มีความรุนแรงในครอบครัวสูง ที่สุดในโลกขนาดนั้นก็ต้องตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ เป็นคำถามที่ ๑ ว่าท่านในฐานะเจ้ากระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในระยะสั้น ระยะยาวอย่างไร ขอคำตอบให้เป็นในทุก ๆ ด้าน ทุก ๆ มิติที่จะครอบคลุมการให้ ความช่วยเหลือหรือการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ผมขอทราบรายละเอียด นั่นเป็นคำถาม ในข้อ ๑ ครับ