อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายงบกลางระหว่างรายการ ตามความจำเป็นและเหตุผลความเหมาะสมภายใต้กฎหมายวินัยการเงินการคลัง และยกตัวอย่างการโอนงบในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 ที่ดำเนินการแล้ว โดยเน้นเหตุผลจากความไม่แน่นอนของค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือไม่อาจระบุหน่วยรับงบประมาณได้ล่วงหน้า พร้อมรายงานการใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ และเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ขออนุญาตตอบคำถามข้อ ๒ ซึ่งเป็นเรื่องของการโอนงบกลางตามที่ ท่านสมาชิกได้ถามจากข้อ ๑ นะครับ ซึ่งตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๕ ระบุไว้ว่างบประมาณรายจ่าย งบกลาง ได้แก่ งบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้แก่หน่วยรับงบประมาณใช้จ่าย โดยแยกต่างหากจากงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ และให้มีรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นด้วย และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๒ ก็ได้กำหนดในเรื่องของงบประมาณรายจ่ายงบกลางให้ตั้งได้เฉพาะ ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง เพราะฉะนั้นการกำหนดงบกลางรายการ ต่าง ๆ จึงแบ่งเป็น ๒ กรณีด้วยกันคือกรณีที่ ๑ เป็นค่าใช้จ่ายที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ ไว้แล้ว ซึ่งท่านสมาชิกได้กล่าวไว้สักครู่นี้ และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน แต่ยังไม่สามารถกำหนดจำนวนเป้าหมายได้ ก็ทำให้ไม่สามารถที่จะประมาณการค่าใช้จ่าย ของแต่ละหน่วยรับงบประมาณได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง ค่ารักษาพยาบาลของแต่ละหน่วยงาน ในกรณีที่ ๒ นั้นก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ทราบวัตถุประสงค์ ในการดำเนินงาน แต่ก็ไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้าเกี่ยวกับหน่วยรับงบประมาณที่จะ รับผิดชอบหรือดำเนินการ หรือใช้จ่ายงบประมาณได้ และไม่สามารถกำหนดเป้าหมายในการ ดำเนินงานที่ชัดเจนของแต่ละหน่วยรับงบประมาณได้ เช่นค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งก็ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับในเรื่องของระดับ ของความรุนแรงของภัยต่าง ๆ นั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คงจะเป็นในเรื่องของการ ประมาณการจากแผนการเบิกจ่ายในรอบปีงบประมาณที่ผ่าน ๆ มา รวมทั้งการคาดการณ์ ล่วงหน้าซึ่งก็อาจจะไม่ถูกต้องตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สำหรับการโอนงบประมาณรายจ่าย ระหว่างรายการงบกลางภายใต้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ มาตรา ๓๖ วรรคสาม ที่บัญญัติไว้ว่าในกรณีที่มีความจำเป็น ผู้อำนวยการโดยอนุมัตินายกรัฐมนตรี จะโอนงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการใดการหนึ่งไปเพิ่มรายการอื่น ๆ ในงบกลาง ด้วยกันก็ได้ ซึ่งได้มีการโอนงบประมาณระหว่างรายจ่ายงบกลางประจำปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ดังนี้ ในปี ๒๕๖๔ นั้นก็มีการโอนงบประมาณรายจ่ายงบกลางระหว่างรายการ ซึ่งได้มีการรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ซึ่งก็จะมี ๓ รายการด้วยกัน คือปกตินั้นการโอนก็จะเริ่มดำเนินการ มีการคาดการณ์แล้วก็ดูแผน การเบิกจ่ายว่ามีเงินเหลืออยู่เท่าไรในส่วนของงบกลางทั้งหมด ๑๒ รายการ ซึ่งก็จะประมาณ สักเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายน เดือนสิงหาคมนั้นก็จะเริ่มดูแล้วว่าจะมีการเบิกจ่ายนั้น ครบหรือไม่ ซึ่งก็จะได้โอนไปในส่วนที่เป็นงบรายการที่ ๑๒ คือรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินหรือจำเป็น หลังจากนั้นก็จะดูว่าในส่วนที่งบกลางในรายการไหนบ้างที่มีเงิน ไม่เพียงพอ อย่างที่ผมกราบเรียนใน ๒ กรณีนั้น เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นก็จะมีคำขอจาก หน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ เข้ามาว่ารายการที่กำหนดไว้ในงบกลางนั้นไม่พอ เพราะฉะนั้น เมื่อกวาดเงินจากหมวดรายการที่มีเงินเหลือแล้ว ก็จะมีการจัดสรรไปให้กับส่วนที่ขอรับการ จัดสรรเพิ่มเติมเข้ามา เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๖๔ นั้นก็จะมี ๓ รายการด้วยกัน คือเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ วงเงิน ๙,๕๖๔ ล้านบาท ซึ่งอยู่ในวงเงินรวมทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คือวงเงินรวมทั้งหมดที่มีการโอนนั้นก็ ๒๐,๘๕๗ ล้านบาท แยกเป็นในเรื่องของเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญนั้น ๙,๕๖๔ ล้านบาท ส่วนที่ ๒ นั้นก็สมทบงบประมาณรายจ่ายงบกลาง เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการนั้นอีก ๒๙๒ ล้านบาท และส่วนที่ ๓ นั้น ก็เป็นรายการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐอีก ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเป็นกรณีของปี ๒๕๖๔ ในปี ๒๕๖๕ นั้นก็มี ๓ รายการที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวไว้สักครู่นี้ ก็คือ ๑๔,๖๖๙ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ซึ่งก็มี ๓ กรณีด้วยกัน แล้วก็ได้มีการรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ววันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ นะครับ ๓ รายการก็ได้แก่ดังที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปสักครู่นี้คือเรื่องของค่าเค (K) ๓๒๒ ล้านบาท แล้วก็รายการที่ ๒ ก็เป็นเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญอีก ๕,๒๙๖ ล้านบาท และส่วนที่ ๓ ก็เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐอีก ๙,๐๕๐ ล้านบาท อันนั้นก็เป็นรายการที่มีการโอนในตอนสิ้นปีงบประมาณ ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของคำขอ ในแต่ละปีนั้นตอนจะสิ้นปีงบประมาณก็จะมีเป็นจำนวนมาก แต่ว่าเงินที่เบิกจ่ายไม่หมด จะต้องคืนนั้นก็มีจำนวนไม่พอ ขออนุญาตเรียนว่าวงเงินที่โอนจ่ายไปนั้นก็เป็นกรอบวงเงิน สำหรับตัวเลขที่ท่านสมาชิกได้เรียนว่ามีความแตกต่างในตัวเลขระหว่างกรมบัญชีกลางกับ ของสำนักงบประมาณนั้นก็อาจจะเกิดจากในส่วนที่ว่าการโอนนั้นเป็นโอนกรอบวงเงิน แต่ส่วนในเรื่องของตัวเลขของกรมบัญชีกลางนั้นก็เป็นส่วนที่มีการเบิกจ่ายจริง อันนั้น ก็อาจจะเป็นส่วนที่มีตัวเลขที่ไม่ตรงกัน คิดว่าไม่น่าจะเกินเป็นหลักสิบ หลักร้อย หลักพัน แต่ก็คงจะเป็นตัวเลขเศษที่มีความแตกต่างกัน ขออนุญาตกราบเรียนว่าลักษณะการโอนนั้น ก็จะเกิดขึ้นในช่วงประมาณสักเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคมก็จะเริ่มดูแล้วว่ารายการไหน ที่ไม่เพียงพอก็จะมีการจัดสรรให้ในส่วนที่จำเป็น เพราะฉะนั้นขั้นตอนก็คือในเรื่องของ ๑๒ แผนงานนั้นก็ใช้จ่ายหมด มีเงินเหลือก็คืนมาที่สำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณ ก็จัดสรรให้กับรายการที่มีเงินไม่เพียงพอ แล้วก็มีการเบิกจ่ายให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ ให้สิ้นสุดตามระเบียบของงบประมาณ ขออนุญาตเรียน ขอบคุณครับ