ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือกรณีผู้หญิงถูกสามีทำร้ายจนต้องป้องกันตัว ตั้งคำถามต่อความยุติธรรมในการลงโทษและการคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวที่ยังไม่เพียงพอ พร้อมทั้งวิพากษ์การตีความกฎหมายที่ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวกลายเป็นคดียอมความ ซึ่งส่งผลให้กระบวนการช่วยเหลือไม่เป็นธรรม และชี้ประเด็นความสับสนจากการใช้ พ.ร.ก. ชะลอการบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมสถาบันครอบครัว โดยระบุว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจแก้กฎหมายใหม่ แต่อนให้ชะลอการบังคับใช้เพียงเพราะเหตุความไม่พร้อม ขณะที่กระทรวงที่เกี่ยวข้องยังมีความไม่ชัดเจนในการดำเนินการต่อไป
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีสำหรับคำตอบในคำถามข้อ ๑ แต่ว่า ประเด็นปัญหาของผมก็คือว่าถ้าท่านทำขนาดนั้นสังคมไทยก็คงสู่สังคมแห่งความเสมอภาค หรือความเท่าเทียมไปแล้ว และตัวเลขสถิติของความรุนแรงในครอบครัวก็น่าจะลดลง ผมยกตัวอย่างแค่เหตุการณ์เดียวกัน คือวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มีผู้หญิงอายุ ๔๐ ปี คนหนึ่งถูกสามีอายุ ๔๙ ปี ทำร้ายอย่างต่อเนื่อง แล้ววันนั้นเขาทนไม่ไหวอีกแล้วกับการถูก สามีรายนี้ทำร้ายจึงได้ใช้มีดแทงสามีตาย เหตุเกิดในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร อยู่ในเขต อำนาจการสอบสวนของ สน. มีนบุรี ท่านทราบไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น ๑. ก็คือผู้หญิงคนนี้ต้องถูกจับกุมและดำเนินคดี ถูกพาตัว มาที่สถานีตำรวจ ทิ้งลูกทั้งหมด จำนวน ๕ คนไว้ที่บ้าน มีการประสานงานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่กระบวนการให้ความช่วยเหลือ ผ่านไปแล้วคืนที่ ๑ ผ่านไปแล้วคืนที่ ๒ ไม่มีหน่วยงานราชการเข้าไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ลักษณะของการถูกกระทำ ของผู้หญิงแบบนี้ในเชิงประเด็นเรื่องของผู้หญิงหรือความรุนแรงในครอบครัวเราเรียกภาวะ แบบนี้ว่าแบตเทอร์ไวฟ์ (Battered Wife) หรือแบตเทอร์ วูแมน ซินโดรม (Battered Woman Syndrome) คือแปรสภาพจากการถูกกระทำกลายมาเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งเขาไม่ใช่อาชญากร แต่เขาคือเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มีหน่วยงานเอ็นจีโอ (NGO) และตัวแทนของสภาทนายความไปยื่นประกันตัว ขอประกันตัวผู้หญิงคนนี้ออกมาจากเรือนจำ ขณะนี้คดีก็ยังเดินหน้าอยู่ แต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ กลับพบว่ามีเจ้ากระทรวงหนึ่งและข้าราชการระดับสูงของกระทรวง ซึ่งควรจะเกี่ยวข้องในเรื่องเหล่านี้แจกหน้ากากอนามัยอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ นั่นคือ ประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพ ผมขอไปสไลด์ (Slide) ที่ ๖ ครับ สไลด์ (Slide) ที่ ๖ เวลาที่เราพูดถึงประเด็นเรื่องของความรุนแรงในครอบครัวนั้น ท่านรัฐมนตรีต้องชัดเจนว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนยินยอมให้คู่ของตนเองทำร้ายหรอกครับ คำว่า ยินยอมที่ท่านใช้นั้นมันคือการที่ตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าจำยอม ท่านลองดูนะครับ กรมสุขภาพจิตสำรวจออกมาพบแค่เพียงว่ามีแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของผู้หญิง หรือผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวที่กล้าเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ออกไปภายนอก ความรัก ความผูกพัน เขาขอโทษแล้วนะ เขาขอโอกาสนะ เขาจะไม่ทำแบบนี้อีกนะ อดทนเพื่อลูกครับ เห็นไหมลูก ๕ คน อดทนเพื่อลูก กลัวลูกมีปมด้อย กลัวเป็นครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ซึ่งท่าน นิยามผิดนะครับ ครอบครัวที่มีเด็กอยู่สมบูรณ์ มีพ่อแม่อยู่สมบูรณ์นั้นก็อาจจะไม่ใช่บ้าน ที่อบอุ่นเสมอไป นั่นคืองานวิจัยเก่าเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วขององค์กรระหว่างประเทศองค์กรหนึ่ง ซึ่งผมคงไม่พูดถึง เขาพยายามรักษาความเป็นครอบครัว สังคมคิดว่าความรุนแรงในครอบครัว เป็นเรื่องส่วนตัว ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า และปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งหมด เขาเรียกว่าวงจรอุบาทว์ วิเชียสเซอร์เคิล (Vicious Circle) ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจนิยม และชายเป็นใหญ่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นก็เห็นปัญหาครับ สไลด์ (Slide) ที่ ๗ เป็นสไลด์ (Slide) ถัดไป ท่านก็เลยไปออกมาเป็นพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วย ความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๕๐ มันมีแค่ ๑๘ มาตรา ผมไปไหน ก็พกไปด้วย ถ้าท่านจะจัดเล่มใหม่ให้ผมต้องขอบพระคุณ เล่มเก่าก็ขาดเหลือเกิน ปัญหาที่ เจ้าหน้าที่กระทรวงอ้างก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้กระทรวง พม. มีปัญหาใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ ประการที่ ๑ เพราะนิยามความหมายไม่ว่าจะเป็นคำว่า นิยามความรุนแรงในครอบครัว หรือบุคคลในครอบครัวมันไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ปัญหาประการที่ ๒ ก็คือการไปออกกฎรูปแบบว่าความรุนแรงในครอบครัว หากเป็นการทำร้ายร่างกายให้ถือว่าเป็นความผิดยอมความได้นั้นทำให้เกิดกระบวนการ ให้ความช่วยเหลือที่ไม่ถูกต้อง
ปัญหาประการที่ ๓ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ซึ่งท่านอาจจะได้แก้ปัญหาไปแล้ว ในการเพิ่มเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ผู้เกี่ยวข้องมีกระบวนการไกล่เกลี่ย ซึ่งกระบวนการไกล่เกลี่ย ก็มีปัญหาในตัวของมันเอง เพราะคำว่า พยายามจะรักษาความเป็นครอบครัว มันทำให้ กลายเป็นการเบลม (Blame) หรือกดดันผู้ถูกกระทำไปในตัว
ปัญหาที่ ๔ เป็นเรื่องเขตอำนาจศาลนะครับ และในปัจจุบันก็ยังมี พ.ร.บ. ศาล เยาวชนและครอบครัวไปออกหมวด ๑๕ เป็นหมวดว่าด้วยวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ขณะนั้นก็เลยไปออกเป็นพระราชบัญญัติ ท่านประธานคงจำได้ดี เรียกว่าพระราชบัญญัติการส่งเสริมและการพัฒนาและคุ้มครอง สถาบันครอบครัว ปี ๒๕๖๒ กฎหมายฉบับนั้นมีการเตรียมการกันใหญ่ ผมเองก็เป็นหนึ่งใน คนยกร่างก็บอกว่าจะมีผลบังคับใช้วันที่ ๒๐ สิงหาคม ปี ๒๕๖๒ แต่ปรากฏว่าก่อนบังคับใช้ ไม่กี่วันความจริงไปประกาศราชกิจจานุเบกษาหลังด้วย มีการออก พ.ร.ก. เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบัน ครอบครัว ปี ๒๕๖๒ และต่อด้วยปี ๒๕๖๒ นี่เลขานุการผมเขียนมาไม่ผิด ถูกต้อง แล้วท่าน ทราบไหมว่ากฎหมาย พ.ร.ก. แบบนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเอาไปใช้บ้าง จะขอเลื่อน การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำทรมานและการกระทำให้ บุคคลสูญหาย ให้มีผลย้อนหลังด้วยท่านเห็นไหมครับ ราชกิจจานุเบกษาประกาศวันที่ ๒๖ สิงหาคม ปี ๒๕๖๒ บอกให้มีผลย้อนหลังไปวันที่ ๒๐ สิงหาคม ให้ชะลอการบังคับใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกไปก่อน ก็ความเดิม ไม่เป็นไร ไม่ติดใจ เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่พอเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว สไลด์ (Slide) หน้าถัดไปครับ ผมจะสะท้อนให้เห็นว่าปัญหา ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คือความสับสนปนเปวุ่นวาย อลหม่าน อลวน มีอลอะไรอีกไหมจะได้เอาสักรอบเดียว แต่อลหม่าน อลวน ว่าตกลงท่านจะ เอาแนวไหนกันแน่ซึ่งเดี๋ยวจะเป็นคำถามประการที่ ๒ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ ๑๓/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ปี ๒๕๖๒ ก็พวกผมนี่ยื่นตีความว่า พ.ร.ก. ฉบับนั้น ชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลท่านก็บอกว่าชอบไม่ติดใจครับ แต่ในเอกสาร ส่วนหนึ่งนั้นศาลท่านบอกว่าหรือแสตมป์ (Stamp) ว่าในเมื่อกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความพร้อมก็แสตมป์ (Stamp) ความชอบธรรมว่าท่านสามารถชะลอออกไปก่อนนะ จนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกา ประกาศว่ามีความพร้อมแล้ว แต่ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งในคำวินิจฉัยเลย บอกว่าให้ท่านไปแก้ กฎหมายเดิมออกกฎหมายใหม่ ให้แค่ชะลอการบังคับใช้ พ.ร.บ. การส่งเสริมและการพัฒนา และคุ้มครองสถาบันครอบครัวเท่านั้น