เอนก เหล่าธรรมทัศน์ หารือร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมเสนอแนวทางพัฒนาให้เทียบชั้นสถาบันอุดมศึกษาในมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเน้นการสอนแพทย์และสาธารณสุขเพื่อเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ พร้อมรับข้อสังเกตจากสมาชิกสภาเกี่ยวกับการกำกับดูแล ธรรมาภิบาล และค่าใช้จ่ายการศึกษา ย้ำความจำเป็นในการประเมินผลการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยทั้งหมดเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมฟังดูแล้วก็ไม่มีใคร ที่ไม่เห็นด้วย นับว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความร่วมมือ ร่วมคิด แล้วก็ร่วมเสนอ จากสภาผู้แทนราษฎรนี้อย่างแท้จริง ผมเองเห็นความสำคัญของมหาวิทยาลัยนราธิวาส ราชนครินทร์มา ท่านอธิการบดีซึ่งก็นั่งอยู่ในที่นี้ด้วยก็คงจะจำได้ ผมได้ไปตรวจเยี่ยมแล้วก็ ได้ไปพบกับเยาวชนมุสลิม ซึ่งผมก็ยังชื่นชมที่สามารถบริหารและจัดการให้นักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ก็มีอยู่บ้างที่เป็นพุทธอยู่กันได้อย่างปรองดอง แล้วนักศึกษาที่เป็น มุสลิมก็สามารถรักษาเอกลักษณ์ รักษาความเชื่อ รักษาศรัทธาของอิสลามได้อย่างเต็มเปี่ยม แต่ขณะเดียวกันก็ได้ถูกฝึกฝนให้รู้จักกิริยามารยาทและการแสดงการทักทายหรือแสดงความ เคารพกันแบบไทย ผมเองก็ชื่นชม แล้วก็ยังได้ถามว่ามีวิธีใดบ้าง อันนี้ก็ของท่านทวี สอดส่อง ที่เราจะทำให้มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ขยับขึ้นไปเทียบกับมหาวิทยาลัยใน มาเลเซีย แล้วรองลงมามหาวิทยาลัยในอินโดนีเซียได้ ก็คงมีหลายคำตอบ แต่คำตอบหนึ่ง ที่ผมได้ก็คือต้องเน้นไปทางการสอนการวิจัยทางด้านแพทย์และสาธารณสุข เพราะว่าคนของเรา ที่อยู่ใน ๓ จังหวัดภาคใต้นั้นก็เห็นว่าระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยบางที่ ก็ดีกว่ามาเลเซีย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ด้อยกว่ามาเลเซีย แล้วก็คนในมาเลเซียเองก็ศรัทธากับ แพทย์ไทยของเราไม่ใช่น้อย ถ้าเราทำคณะแพทย์ศาสตร์ให้ดีก็จะดึงดูดให้คนจากมลายู จากมาเลเซียให้มาเรียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียให้เขามาเรียนที่เราได้ก็จะเป็นการดี อันนี้ก็จะ เป็นการที่ทำให้ได้เห็นถึงซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft power) ของประเทศไทยที่ในเรื่อง อุดมศึกษาหลาย ๆ เรื่องอาจจะสู้มาเลเซียหรือสู้อินโดนีเซียไม่ได้ แต่ว่าบางเรื่องสู้ได้ แล้วก็ อยากจะให้ทำเรื่องพวกนี้ให้มาก คำถามและข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ให้ไว้ ล้วนแต่เป็นประโยชน์ บางอย่างก็คงจะเอาไปคุยกันตอนขั้นวาระสอง และวาระสาม ผมไม่มี อะไรที่ขัดข้องเลย จะแก้ไขตามที่ท่านเสนอมา ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในวาระสอง วาระสาม เห็นเป็นอย่างนั้น บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ดีขึ้นแต่ก็ยังแก้ไขไม่ค่อยได้ คือเดิมเราคิดว่า มหาวิทยาลัยอยู่กับรัฐบาลหมดก็ไม่มีเสรีภาพ เราก็ให้ไปอยู่ในกำกับก็มีปัญหาอีก ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติเอ่ยขึ้นมาเองว่ามีปัญหาเรื่องผู้บริหารมหาวิทยาลัยกับ สภามหาวิทยาลัย ใช้คำพูดว่าเกาหลังกัน บางท่านก็มีความเห็นว่าคนนอกมากไปไม่ดี หรือว่าเดิมเราเห็นว่าคนในอย่างเดียวไม่พอหรือว่าไม่ดี เราก็อยากให้มีคนนอก แต่ตอนนี้ ทดลองทำไปสักระยะหนึ่งเรารู้สึกว่าคนนอกมากไปไม่ดี แล้วเราก็ไม่อยากให้รัฐมนตรีหรือ รัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยมากนัก แต่ว่าพอเราเอาออกนอกระบบแล้วบางที ก็กลายเป็นว่าเป็นเรื่องของคนนอกกับคนในที่ทำอะไรกันเหมือนที่ท่าน ส.ส. รงค์พูด ว่าทำไป ทำมามันเหมือนกับเอาทรัพย์สินของหลวงของรัฐ ในกรณีของมหาวิทยาลัยนราธิวาส ราชนครินทร์ยกตัวอย่างให้ดูมากเข้าไว้ แสนล้านบาทเอาไปให้อยู่ในมือของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยและสภามหาวิทยาลัย พูดเพื่อให้มันเห็นภาพ อันนี้แม้ว่าในมาตราที่เท่าไรของ ร่างพระราชบัญญัตินี้จะบอกให้รัฐมนตรีกำกับดูแล แต่ผมเองก็คิดว่าจะต้องเอาความคิดเห็น นี้ไปคิดให้มากขึ้น หลายท่านเป็นห่วงว่าค่าเล่าเรียนจะแพงขึ้น หลายท่านเป็นห่วงว่า จะบริหารแบบที่ไม่มีธรรมาภิบาล ก็รับไว้พิจารณาหมดนะครับ แล้วสิ่งที่ได้จากการฟังวันนี้ ก็คือผมจะขอให้อธิการบดีที่อยู่นอกระบบทุกแห่งรายงานมาว่าหลังจากออกนอกระบบแล้ว มันดีขึ้นอย่างไรบ้าง แล้วหลายเรื่องที่ท่านสมาชิกสภาเป็นห่วง เช่นเรื่องค่าเล่าเรียนมันแพงขึ้น จริงหรือเปล่า แพงขึ้นในระดับที่เรารับได้หรือเปล่า มีเหตุมีผลหรือเปล่า หรือว่ามันแพงขึ้น อย่างหูฉี่เลย เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องมาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้เป็นมหาวิทยาลัย ในกำกับแบบขอไปที มหาวิทยาลัยที่ออกไปแล้วเขาก็ออกกันอย่างนี้ มหาวิทยาลัยนี้ก็จะ ออกตาม จะไปขวางเขาก็ไม่ได้ เพราะว่ามันมีที่ออกไปแล้ว แต่ว่าก็มีอะไรที่จะเรียนให้ท่าน สมาชิกสภาสบายใจขึ้นนิดหนึ่งก็คือว่า เวลานี้ออกนอกระบบหรือไม่ออกนอกระบบก็แทบจะ ไม่ต่างกันเข้าไปทุกทีแล้ว มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ไม่ค่อยอยากออกนอกระบบแล้ว มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบเวลานี้มียังไม่ถึง ๓๐ แห่งนะครับ อันนี้เป็นแนวความคิด ของเราเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วที่เราอยากให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ในเมื่อออกนอกระบบแล้ว เราก็ยังไม่เคยประเมินผลจริงจังว่าออกนอกระบบแล้วมันดีหรือไม่ดีขนาดไหน วันนี้ ก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายแล้วทำให้ผมเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการ มองเห็นปัญหานี้ ก็จะขอให้อธิการบดีทุกแห่ง ๒๘ แห่ง ของมหาวิทยาลัยนราธิวาส ราชนครินทร์รู้สึกจะเป็นอันดับที่ ๒๙ ที่ออกนอกระบบ ให้ทำรายงานมาที่ผม แล้วผมก็จะทำ ส่งมาให้ที่สภาผู้แทนของเราด้วยว่าตั้งแต่ออกนอกระบบแล้วมันดีขึ้นอย่างไร หรือไม่ดีขึ้น อย่างไร แล้วก็เรื่องที่ท่านกังวลว่าไม่ได้อยู่ในกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ เราก็ได้เขียน เอาไว้ว่าสมาชิกของมหาวิทยาลัยในกำกับจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่ได้รับจาก กฎหมายแรงงาน ส่วนที่ว่าทำไมถึงไม่ให้เขาอยู่ในกฎหมายแรงงานนี้เป็นอะไรที่ทำกันมา แบบนี้ตลอด ผมขอรับไว้พิจารณาว่าในโอกาสต่อ ๆ ไปนะครับ ขอบพระคุณครับ