โกวิทย์ ตั้งคำถามร่าง พรบ. มทร.นราธิวาส หวังเพิ่มโอกาสศึกษาชายแดนใต้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๙ มกราคม ๒๕๖๖

โกวิทย์ พวงงาม แสดงความเห็นและตั้งคำถามต่อร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยเห็นด้วยกับการออกนอกระบบหากสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาท้องถิ่น และความรับผิดชอบต่อสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมเสนอให้เพิ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในมาตรา ๑๓ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา เน้นให้มหาวิทยาลัยลดการพึ่งพิงงบประมาณรัฐด้วยการสร้างรายได้จากแหล่งอื่น และเสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างสภาที่ปรึกษา ความร่วมมือกับต่างประเทศ การจัดตั้งคณะกรรมการประเมินอิสระเพื่อความโปร่งใส รวมทั้งตั้งข้อสังเกตเรื่องการรับรองสิทธินักศึกษาขาดแคลนในมาตราหนึ่ง และการคุ้มครองพนักงานมหาวิทยาลัยตามกฎหมายแรงงานในมาตรา ๑๔

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท นครศรีธรรมราช สำหรับร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พ.ศ. .... ซึ่งเปลี่ยนสภาพมาเป็นที่เราเรียกว่า มหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้น ความจริงผมเห็นด้วยกับการที่ทำให้มหาวิทยาลัย ออกนอกระบบ แต่ว่าการออกนอกระบบมันต้องตอบโจทย์ในสิ่งที่ซึ่งมหาวิทยาลัยได้เขียนไว้ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้โอกาสทางการศึกษาของประชาชนที่อยู่ใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ได้รับโอกาส นั่นเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งก็จะเพิ่มการยกระดับขีดความสามารถ ของพี่น้องประชาชนมากขึ้น

ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องของการสร้างหลักความรับผิดชอบต่อสังคมและ ท้องถิ่น โดยเฉพาะในสังคมพหุวัฒนธรรม แล้วก็ไปทำให้ประสิทธิภาพในความคล่องตัว และ ความมีอิสระเกิดขึ้น อันนั้นก็คือหลักการที่จะทำให้เกิดประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยที่ไปทำ ประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชนและเพื่อท้องถิ่นของในสังคมแบบ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีความเป็นพิเศษตามที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ได้มีที่ตั้งอยู่ที่นราธิวาส ซึ่งเกิด ประโยชน์แก่จังหวัดใกล้เคียง ผมมีคำถามเพื่อจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการทำให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความสมบูรณ์และรัดกุมมากขึ้นสัก ๓-๔ คำถาม

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการเขียนไว้ในมาตรา ๑๓ ในเรื่องของความ ร่วมมือหรือการจัดการศึกษาที่จะต้องอาศัยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งมันอาจจะมีความสัมพันธ์กับมาตรา ๑๕ (๓) ซึ่งระบุชัดเจน ผมมีนิดเดียวว่าอยากให้ระบุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปด้วย ซึ่งใน (๓) ของมาตรา ๑๕ ได้เขียนชัด แต่ใน มาตรา ๑๓ ไม่ได้เขียน ผมอาจจะตั้งคำถามก็ได้ว่าทำไมมาตรา ๑๓ ไม่ได้เขียนหน่วยงาน องค์กรท้องถิ่นเข้าไป แต่มาตรา ๑๕ ได้เขียน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่ผมอยากจะทำ ให้เห็นว่าการสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นเป็นประเด็นหลักที่มหาวิทยาลัยควรจะทำ ความร่วมมือ เพราะหลายเรื่องในการพัฒนาคนของท้องถิ่นเองใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นองค์กรท้องถิ่นที่ไปใช้มหาวิทยาลัยเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาศักยภาพของคน ท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยก็อาจใช้ประโยชน์ของการทำความร่วมมือในการสนับสนุน การศึกษาแก่มหาวิทยาลัย นี่เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าการสร้างรายได้ในมาตรา ๑๖ มีความสำคัญ แต่ผมดู รายได้ส่วนใหญ่พึ่งพิงรัฐมาก แต่รายได้บางส่วนมาจากค่าเล่าเรียน มาจากค่าบำรุง ค่าบริการ ต่าง ๆ ก็จะทำให้เกิดผลดี ในมาตรา ๑๕ (๑๒) ในเรื่องของการให้มีกองทุน อันนี้ผมเห็นด้วย แล้วก็เป็นประโยชน์ในการกู้ยืมเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียน แต่อย่างไรก็ตามผมอยากเห็น การหารายได้ที่มีส่วนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมตั้งคำถามไว้เพื่อทำให้ ศักยภาพของมหาวิทยาลัยพึ่งพิงรัฐน้อยลง

มาตราต่อมาในมาตราที่เขียนเรื่องของสภาที่ปรึกษา ในมาตรา ๓๐ และ มาตรา ๓๑ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้มีสภาที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเกิดขึ้น แต่ผมคิดว่า โครงสร้างและองค์ประกอบผมค่อนข้างจะไม่ค่อยเห็นด้วย ส่วนหนึ่งเห็นด้วยในการมีประธาน หอการค้า มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล อันนี้เห็นด้วย และมีเลขา ศูนย์ ศอ.บต. ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นด้วย แต่มันควรเพิ่มเติมผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นี้ ไม่ว่า จะเป็นผู้นำศาสนาเข้าไปได้ไหม หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับด้านต่างประเทศ เพราะ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบต่อนี้ไปจะต้องทำความร่วมมือกับต่างประเทศด้วย เพราะว่า บางมาตราเขียนไว้ไม่ค่อยชัดในเรื่องความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ในต่างประเทศที่จะต้องนำทุนการศึกษาให้หรือดึงนักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในเขตอาเซียน (ASEAN) เข้ามาเล่าเรียน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ คณะกรรมการติดตามและประเมิน ผมยังเห็นว่าอันนี้ต้องดูดี ๆ ผมตั้งเป็นคำถามแล้วกันว่าเขียนในมาตรา ๕๔ ว่าคณะกรรมการประเมินมหาวิทยาลัยรวมทั้ง อธิการ ผมคิดว่ามันรวมกันไม่ได้ ประเมินมหาวิทยาลัยกับประเมินอธิการมันคน ละส่วน ก็เลยตั้งเป็นข้อสังเกตว่าทำให้มันแยกจากกันได้ไหม

ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องการประเมินผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย เช่น อาจจะเป็นคณบดี ผู้ปฏิบัติงานที่เป็น ผอ. สำนักหรือบุคลากร ผมยังเข้าใจว่าถ้าก่อให้เกิด ธรรมาภิบาลที่เขียนไว้ในหลักการ ผมคิดว่าอธิการจะไปจัดให้มีการประเมิน ผมคิดว่าต้องมี คณะกรรมการประเมินได้ไหมเพื่อก่อให้เกิดความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลอย่างที่หลักการ ได้เขียนไว้

สุดท้าย ผมตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาเรื่องนักศึกษาที่จะได้ประโยชน์จาก มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพราะเราเขียนในเรื่องของบุคลากร ในเรื่องของอาจารย์ ในเรื่องของคนอื่น ๆ ที่ได้ประโยชน์ แต่ผมคิดว่าโจทย์ใหญ่ผมอยากจะมีสักมาตราหนึ่ง อยากจะถามเหมือนกัน ในนี้ได้เขียนไว้ ๑ มาตราว่า นักศึกษาที่ขาดแคลนอันนี้เห็นด้วย ว่าจะต้องได้รับโอกาสจากมหาวิทยาลัย แต่ถามว่าควรจะระบุไว้ชัดเจนสำหรับนักศึกษา ได้บ้างหรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สำคัญที่อยากจะถามเป็นคำถามเพื่อให้ผมพิจารณา รับหลักการด้วย ส่วนพนักงานมหาวิทยาลัย เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกพูดเรื่องแรงงาน เรื่องอะไรนี้ ผมคิดว่าอาจจะต้องดูว่าพนักงานมหาวิทยาลัยได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย แรงงานหรือไม่ อย่างไร ซึ่งในมาตรา ๑๔ ที่เพื่อนสมาชิกได้ถาม ก็กราบเรียนท่านประธาน ๓-๔ ประเด็น เพื่อได้คำตอบจากท่านผู้เกี่ยวข้องครับ ขอบคุณท่านประธานครับ