เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างสถาบันการศึกษาและวิจัยภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ โดยเน้นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการแยกสถาบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในรูปแบบอิสระ พร้อมย้ำความคล่องตัวในการบริหารจัดการของสถาบันอุดมศึกษาทุกประเภท และการสนับสนุนมหาวิทยาลัยเอกชนผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น แซนด์บ็อกซ์การศึกษาและโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมและลดภาระทางการเงิน
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมในนามของรัฐบาลก็ขอขอบคุณทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุนก็ขอได้รับความขอบคุณจาก รัฐบาล ฝ่ายที่ค้านหรือติงหรือถามก็ขอได้รับความขอบคุณจากรัฐบาล ทั้ง ๒ ฝ่ายที่เสนอนั้น มีประโยชน์กับรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่เสนอให้สนับสนุน อย่างหนึ่งที่ผมอยากจะพูด ก็คือว่าราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ก็ดี สถาบันบัณฑิตศึกษาก็ดี สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ก็ดี หรือโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ก็ดี ก็ทำทั้งเรื่องความเป็นเลิศทางวิชาการและการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับโรคมะเร็ง แต่ก็ทำให้แก่สาธารณชน ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง แล้วก็เป็นการให้บริการที่เกือบจะฟรีทั้งหมดด้วยเทคนิคซึ่งสูงมาก ท่านสมาชิกก็ได้อภิปราย แล้วว่ามีประชาชนที่ยากจนได้รับประโยชน์มากมาย แต่ก็จะฝากเรื่องนี้ให้กับราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ แล้วก็สถาบันบัณฑิต แล้วก็สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ว่าต้องทำอะไรเพื่อให้ประโยชน์ ไปถึงประชาชนคนส่วนข้างมากให้มากที่สุดทุกแห่งในประเทศไทย ในส่วนที่มีผู้เสนอคัดค้าน ท้วงติงนั้น ผมก็อยากจะอธิบายเพิ่มเติมอีกนิดเดียวครับ ว่าราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ก็ยังอยู่ แล้วก็วิทยาลัยวิทยาศาสตร์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์นี้ก็ยังอยู่ คณะแพทย์ศาสตร์ คณะพยาบาล ก็ยังอยู่ แล้วก็ในส่วนนี้จะมีทั้งการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาด้วย มันมีทั้งระดับปริญญาตรี แล้วก็ระดับปริญญาโท ปริญญาเอกอยู่ในส่วนที่ยังเหลืออยู่นี้ ก็หมายความว่าสถาบัน บัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ที่จะแยกตัวออกไปเป็นบัณฑิตศึกษาเฉพาะทางเท่านั้น ทำไมต้องแยก ออกไป ก็เพราะว่าเดิมอันนี้เป็นหลักการนวัตกรรมที่ได้สร้างผลงานให้แก่จุฬาภรณ์มาก คือเราเริ่มจากจุดเด่นของเราอย่างที่ท่าน ส.ส ชินวรณ์พูดมา เราเริ่มจากจุดเด่นของเราก็คือ เรามีคนที่เก่งในทางเคมีที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพและเกี่ยวกับอาหาร เราจึงได้มาจัดตั้ง เป็นสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และขณะเดียวกันเราก็สามารถสอนให้ได้ปริญญาโท ปริญญาเอก ได้ด้วย โดยมีสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์มาประกบเข้าไป เดิม ๒ หน่วยงานนี้อยู่ด้วยกัน แล้วก็อยู่ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์แล้วก็สร้างผลงานได้มากมาย ภายในเวลาไม่กี่ปีเรามีผลงาน ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติมากมาย ได้รับรางวัล ได้รับอะไรมากมาย รวมทั้งเป็นที่ที่ ๑๗ ประเทศ เกือบ ๒๐ ประเทศเลือกที่จะส่งคนมาเรียนที่เรา แล้วก็เป็นสถานที่ ที่องค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ให้ความสนับสนุนเพื่อที่เราจะทำหน้าที่ความเป็นเลิศทาง วิชาการของประเทศเราที่เกี่ยวกับเคมี ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพและอาหารแล้ว ยังจะ เจือจานไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย เป็นการสร้างซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft power) ด้วย ว่าอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเดิมเคยอยู่ด้วยกัน แต่พอมาจัดตั้งราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์เมื่อ ๕ ปีที่แล้วเขาเอามารวมเข้ามาอยู่ในราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันวิจัย จุฬาภรณ์ก็ขอแยกจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ไปก่อนเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วมา แล้วตอนนี้ก็อยากจะ ตามให้ครบชุดก็คือจะเอาสถาบันบัณฑิตศึกษาซึ่งเคยอยู่กับเขาตามไปด้วยก็แค่นั้นเอง ทีนี้พูดถึงว่าทำไมถึงจะต้องรวมบ้าง แยกบ้าง ก็กราบเรียนได้ครับว่าอุดมศึกษาของไทย ก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรก ก่อตั้งขึ้นมาเป็นไปตามความจำเป็น ตอนที่ตั้งธรรมศาสตร์ก็ไปเอา นิติศาสตร์ ไปเอารัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็มารวมกับของโรงเรียน กฎหมายแล้วก็ตั้งขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองก็ทำมาแล้ว แล้วก็ เมื่อตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ก็ไปโอนเอาคณะแพทยศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือศิริราชพยาบาลทุกวันนี้มาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนแกนด้วยของ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ก็มีเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่ก่อตั้งอุดมศึกษามานะครับ ถ้าไม่มีการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสียเลยก็ไม่ดี ทีนี้การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอันนี้ก็เป็นไปตามความ ประสงค์ของคนที่ทำงานซึ่งก็คือผู้เชี่ยวชาญ ก็คือทั้ง ๒ สถาบัน สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์เขาอยากที่จะอยู่เป็นอิสระในรูปแบบของมหาวิทยาลัย เอกชนที่อยู่ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เขาเชื่อว่าจะทำงานได้สะดวกขึ้นแล้วก็จะใช้ทรัพยากร ของทั้ง ๒ องค์กรนี้สลับกันไปมาได้ เดิมมีเฉพาะสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่อยู่นอกราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ การใช้คนของสถาบันบัณฑิตศึกษาก็ไม่ง่ายเท่าไร เพราะว่ามันอยู่กันคนละ หน่วยงาน แต่ตอนนี้เขาต้องการกลับมาเป็นเหมือนเดิมคือมาอยู่ในมูลนิธิจุฬาภรณ์ คราวนี้ ถามว่าเราจะใช้งบประมาณเพิ่มมากขึ้นไหม ก็โดยหลักการทั่วไปเราก็คงให้กับภาพรวม ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถาบันบัณฑิตจุฬาภรณ์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หรือราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ โดยหลักการทั่ว ๆ ไปก็คงงบประมาณใกล้เคียงกับของเดิมนั่นละครับ ไม่ได้คิดที่จะ เพิ่มงบประมาณอะไรให้เขา แล้วก็การที่เข้ามาอยู่กับมูลนิธิจุฬาภรณ์ก็จะทำให้เขาหารายได้ จากมูลนิธิจุฬาภรณ์ได้เพิ่มเติมขึ้นด้วยจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจากเกียรติภูมิ ที่ได้จากกรมหลวงศรีสวางควัฒน ซึ่งท่านเป็นเสมือนผู้ที่ให้ความคิด ให้แรงดลใจกับสถาบัน เหล่านี้ ในการที่จะนำเอาความช่วยเหลือจากนานาประเทศเข้ามาให้กับเรามากขึ้น แล้วก็ เท่าที่เขาประเมินมาให้ผม สถาบันบัณฑิตศึกษาก็จะใช้งบโดยทั่วไปปีละ ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง ทีนี้ท่านถามว่าแล้วจะไปตรวจสอบเขาได้อย่างไรสถาบันบัณฑิตศึกษา ก็คิดเทียบ กับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ก็แล้วกันเพราะว่าออกไปก่อนแล้ว ตอนนี้สถาบันบัณฑิตศึกษา จะตามไป ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นี้ก็ สตง. เข้าไปตรวจสอบได้ทุกปี แล้วพูดไปราชวิทยา จุฬาภรณ์ก็ถูก สตง. ตรวจสอบเหมือนกัน เวลานี้ก็กำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งก็ทำเป็นเรื่องปกตินะครับ ทีนี้ถามว่าที่ดินจะโอนให้แก่ ภาคเอกชน ฟังดูก็เหมือนกับเราจะเอาที่ของหลวงไปให้แก่เอกชนที่เป็นพวกประกอบธุรกิจ ค้ากำไร แต่ว่าสถาบันบัณฑิตศึกษาไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยที่ทำกิจกรรมเพื่อค้ากำไรนะครับ เป็นกิจกรรมสาธารณประโยชน์ แล้วก็ที่ดิน ๓ ไร่ที่ว่าไว้นี่สถาบันบัณฑิตศึกษาใช้เงินตัวเอง ไปซื้อมาในสมัยก่อน แล้วก็เมื่อมาเข้ารวมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ซึ่งเป็นหน่วยราชการ ก็โอนที่ตรงนี้ไปให้แก่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตอนนี้จะแยกออกเราก็คืนที่ที่เดิมเป็นของเขา คืนให้แก่เขาเท่านั้นเองครับ ไม่ได้ทำให้เขาได้สิทธิประโยชน์อะไรที่ไม่ชอบธรรมทั้งสิ้น แล้วก็ ทำไปตามมติ ครม. ด้วยนะครับ
ถามว่าการไปอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะทำให้เกิดการติดขัดอะไร หรือเปล่าในทางบริหาร มีผู้เสนอด้วยความปรารถนาดีว่าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ น่าจะดีกว่า จริง ๆ แล้วผมก็กราบเรียนได้ว่าเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเอกชนอยู่ ๗๐ กว่าแห่งในประเทศไทย หรือไม่ว่าจะอยู่กับราชการโดยตรง ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๕๐ กว่าแห่ง หรือว่าจะอยู่ในกำกับของรัฐบาลซึ่งมีอยู่เวลานี้เกือบ ๓๐ แห่ง ก็คล่องตัวขึ้นทั้งนั้นครับ แล้วเวลานี้เราได้ทำการปฏิรูปอุดมศึกษา เรียนท่านชินวรณ์ โดยเฉพาะ จนถึงขั้นที่ว่าในการทำหลักสูตรอะไรก็ตามถ้าเราต้องการนวัตกรรม ต้องการ ความทันสมัย แล้วมันไปขัดกับอะไรที่เป็นอุปสรรค ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นกฎเกณฑ์ จะเป็น มาตรฐานอะไรที่จะกำกับอยู่ในชั้นคณะ ในชั้นมหาวิทยาลัย หรือในชั้นกระทรวง เราสามารถ มาขอได้รับการยกเว้นจากคณะกรรมการ แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ทางอุดมศึกษา ซึ่งมีผม เป็นประธาน ก็สามารถยกเว้นให้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าผู้ทำหลักสูตรนั้นจะอยู่ในมหาวิทยาลัย เอกชน หรืออยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือจะอยู่ในมหาวิทยาลัยกำกับของรัฐ แล้วก็พูดถึง การสนับสนุนช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเอกชน เวลานี้เราก็ช่วยไปไม่น้อย เพราะว่ามหาวิทยาลัย เอกชนก็ถือว่าเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้คิดเรื่องค้ากำไรอะไร ทำเพื่อประโยชน์ในทางการศึกษา มาแบ่งเบาภาระของรัฐบาลด้วยในแง่หนึ่ง แล้วก็อุดมศึกษาเอกชนโดยเฉพาะในระยะหลัง ๆ ก็ไม่ได้กำไรละครับ มีท่าทีว่าจะต้องปิดกิจการไปอีกหลาย ๆ แห่ง ทีนี้เท่าที่ยังเหลืออยู่เราก็ พยายามสนับสนุนช่วยเหลือ เช่นการขอทุนวิจัย มหาวิทยาลัยเอกชนก็ขอได้ แล้วก็เรามี โครงการที่เรียกว่ารีอินเวนติง ยูนิเวอร์ซิตี (Reinventing University) หรือว่าพลิกโฉม มหาวิทยาลัย ถ้ามหาวิทยาลัยเอกชนมีหลักสูตรอะไรที่ดี ๆ เข้ากับเกณฑ์ที่รัฐบาลต้องการ ก็สามารถให้เงินสนับสนุนได้ ซึ่งก็มีมหาวิทยาลัยเอกชนได้เงินสนับสนุนไปไม่น้อย ผมจึง ขออนุญาตกราบเรียนแต่เพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ