ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อภิปรายคัดค้านร่างพระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในการตรากฎหมายเฉพาะเจาะจงเพื่อแปลงสภาพสถาบันภาครัฐเป็นเอกชนโดยได้รับที่ดินของรัฐโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ซึ่งขัดหลักความเสมอภาคและเหตุผลในการออกกฎหมายที่ควรใช้ทั่วไป พร้อมตั้งคำถามถึงความเร่งด่วนของกระบวนการอนุญาตที่ต่างจากเกณฑ์ปกติอย่างมาก ความชัดเจนของสถานะทางกฎหมาย การใช้เงินอุดหนุนรัฐ และความโปร่งใสในการพิจารณากฎหมายที่อาจถูกเร่งผ่านทั้งสามวาระในวันเดียว จึงเสนอให้ยังไม่รับหลักการหากไม่สามารถแก้ไขข้อกังวลในวาระต่อไปได้
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขอลุกขึ้นอภิปราย ในร่างพระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยจะขอนำเรียน ท่านประธานพร้อมกับเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ขอออกตัวไว้ก่อนในการให้เหตุผลครั้งนี้ว่า ผมคิดว่าผมและพรรคก้าวไกลไม่สามารถรับหลักการหรือเนื้อหาหลาย ๆ ประการในร่าง ฉบับนี้ได้ แต่ตอนท้ายผมอยากจะขอนำเรียนไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ เข้าใจว่า ผู้ที่จะต้องตอบชี้แจงร่างกฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี แต่ผมอยากจะได้รับฟัง ความคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิกที่อาจจะสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย เพราะว่าสิ่งที่ผม จะถามในตอนท้ายจะเกี่ยวข้องกับการลงมติของเราว่าตกลงเราจะโหวตไม่รับหลักการ หรือโหวตงดออกเสียง เนื่องจากเราไม่สามารถโหวตรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้นะครับ วันนี้ผมจะขอนำเรียนคำถามอยู่ประมาณ ๔ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งอาจจะมี หลายประการ ก็อาจจะขอข้ามบางประการที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้นำเรียนไปแล้ว แล้วก็ จะมีบางประการที่ผมอาจจะฝากไปยังเพื่อนสมาชิกร่วมพรรคอีกท่านหนึ่งก็คือท่านวรภพ นั่งอยู่ข้าง ๆ ที่จะมาพูดเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณต่าง ๆ นะครับ ซึ่งประเด็นเหล่านั้น ผมจะไม่ขอพูดถึงจะได้ไม่ซ้ำซ้อนนะครับ
ประเด็นแรก ที่ผมจะพูดถึงก็คือในเรื่องของหลักความเสมอภาคระหว่าง สถาบันอุดมศึกษาเอกชนด้วยกันเองครับท่านประธาน จากร่างแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่กำลังจะแปลงสภาพสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์แห่งนี้ให้กลายเป็นเอกชน จะทำให้ สถาบันแห่งนี้ได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าสถาบันอุดมศึกษาแห่งอื่น ๆ เนื่องด้วย ๒ ประการ หลัก ๆ ด้วยกัน ประการแรกก็คือผมใช้คำว่า เอกสิทธิ์ เพราะว่าถูกตราเป็นพระราชบัญญัติ จากร่างแก้ไขในมาตรา ๑๕ ครับ ร่างมาตรา ๑๕ นี้ที่จะทำให้สถาบันแห่งนี้กำลังจะได้รับ กรรมสิทธิ์ในที่ดินของรัฐ หมายความว่าอย่างไรครับ ที่ดินที่อยู่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่เดิมเป็นที่ดินของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ซึ่งมีสถานะเป็นองค์การมหาชนจะกลายเป็นของ มูลนิธิซึ่งเป็นองค์กรเอกชน เรากำลังจะตรากฎหมายในระดับพระราชบัญญัตินะครับ กฎหมายที่ตราออกมาเฉพาะเจาะจงสำหรับองค์กรเอกชนใดเอกชนหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นการ ตรากฎหมายพระราชบัญญัติที่พิเศษมาก หลักการการตรากฎหมายคือต้องบังคับใช้ อย่างเสมอภาคและไม่เฉพาะเจาะจงกับเอกชนรายใดรายหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ครั้งนี้ เรากำลังจะโอนทรัพย์สินของรัฐไปเป็นของเอกชนครับ และไม่เพียงเท่านั้นครับท่านประธาน ไม่เสียค่าธรรมเนียมแม้แต่บาทเดียว เพราะการรับโอนที่ดินตามพระราชบัญญัตินี้ยังมีการ ตราบทบัญญัติว่าให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ด้วย ซึ่งหากเราลองคำนวณ ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ราว ๆ ๒ เปอร์เซ็นต์ ของราคา ประเมินซื้อขาย และค่าอากรแสตมป์จะอยู่ที่ประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อขาย หรือราคาประเมิน แล้วเราลองไปดูที่ราคาประเมินทรัพย์สินของกรมธนารักษ์กันดู จะเห็น ได้ว่าราคาประเมินของที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๔๓ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ที่อยู่บริเวณถนนกำแพงเพชร ๖ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันแห่งนี้จะอยู่ที่ ตารางวาละ ๒๕,๐๐๐-๔๕,๐๐๐ บาท ใช้อัตราราคาต่ำสุดที่ ๒๕,๐๐๐ บาทก็ได้ครับ หมายความว่าราคาประเมินของที่ดินขนาด ๑๑ ไร่ ๓ งาน ๔๗ ตารางวา น่าจะโอนกันอยู่ที่ ประมาณ ๑๑๘ ล้านกว่าบาท คำนวณเสร็จสรรพออกมาแล้วเท่ากับว่าเรากำลังจะตรา กฎหมายเป็นการเฉพาะ ผมย้ำอีกครั้งนะครับ เป็นการเฉพาะให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่ง เพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมราว ๆ ๒.๙ ล้านบาท อาจจะฟังดูไม่เยอะ แต่ ๒.๙ ล้านบาทนี้จะต้อง ตราเป็นกฎหมาย ยกเว้นเป็นการเฉพาะให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเลยหรือครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องของกระบวนการพิเศษตามร่างมาตรา ๑๖ ที่จะสร้าง กระบวนการขอรับอนุญาตจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแบบเฉพาะไม่เหมือนกับสถาบัน เอกชนรายอื่น ๆ ครับ ไม่เหมือนอย่างไรครับท่านประธาน โดยปกติการขอรับใบอนุญาต เพื่อจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติ สถาบันการศึกษาเอกชนและเป็นไปตามกฎกระทรวงการขอใบรับอนุญาต การขอใบอนุญาต จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งกินระยะเวลารวมกัน เอาแบบเร็วที่สุดเลย ตามกฎหมายปกติใช้ระยะเวลารวมกันกว่า ๓๙๐ วัน นี่ยังไม่รวมกระบวนการรับฟังความเห็น หรือยังไม่รวมเวลาในการเตรียมเอกสารต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย แต่เกิดอะไรขึ้นกับ ร่างมาตรา ๑๖ ที่เพื่อสมาชิกบางท่านได้บอกไปแล้ว เขียนกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะ ผมย้ำอีกครั้งว่าเป็นการเฉพาะนะครับ ล็อกไว้ว่าต้องเสร็จภายใน ๑๕ วันเท่านั้น
ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องความไม่ชัดเจนทางสถานะทางกฎหมายของสถาบัน แห่งนี้ ว่าตกลงแล้วจะเป็นเอกชนหรือองค์กรมหาชนกันแน่ แน่นอนที่สุดครับ คณะรัฐมนตรี ก็คงตอบว่าตามตัวบทกฎหมายเขียนไว้ชัดเลยตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นเอกชน แน่นอนครับ แต่ถามชัด ๆ อีกครั้ง ซึ่งท่านวรภพอาจจะลุกขึ้นมาอภิปรายในรายละเอียด ได้ดีกว่าผมนะครับ ถามชัด ๆ อีกครั้งว่าท่านจะรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือไม่ อย่าลืมว่า ปกติแล้วเฉพาะองค์กรสาธารณะ องค์กรมหาชนเท่านั้นที่ควรจะรับงบอุดหนุนจากรัฐบาล สถาบันอุดมศึกษาเอกชนหรือที่ถูกบริหารด้วยองค์กรเอกชนอย่างมูลนิธิไม่ควรได้รับเงินหลวง มิหนำซ้ำได้รับเงินอุดหนุนไปแล้วมีคำถามต่อมาว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราจะลงไป ตรวจสอบการใช้งบประมาณเงินหลวงที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้เหล่านั้นได้หรือไม่ คำถาม ตรงนี้ต้องตอบชัด ๆ นะครับ
ประการที่ ๔ คือการได้รับงบประมาณซ้ำซ้อน อันนี้เนื่องจากว่าเวลา ได้ล่วงเลยแล้วผมไม่ขอลงรายละเอียดเดี๋ยวยกให้ท่านวรภพได้ลุกขึ้นมานำเสนอนะครับ
ประเด็นสุดท้าย ใน ๔ ประเด็นวันนี้ คือเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้ ที่ผมได้นำเรียนไปแล้ว ดังนั้นผมจึงคิดว่าด้วยหลักการและเหตุผลทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ คิดว่าพวกเราไม่สามารถที่จะรับหลักการได้ แต่อยากจะขอถามไปยังเพื่อนสมาชิกที่อาจจะ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า พวกเราได้ยินเสียงมาว่าจะมีการใช้กระบวนการ ลัดเลาะในรัฐสภาในการตั้งกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อดันให้ผ่าน ๓ วาระในวันนี้ ดังนั้นถ้าจะไป ท่านี้จริง ๆ พวกเราอาจจะรับหลักการไม่ได้ถึงขนาดโหวตไม่เห็นด้วย แต่ถ้าท่านคิดว่า ยังสามารถไปแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่สองเพื่อให้พวกผมได้แก้ไขในหลักการที่พวกเราไม่เห็นด้วย ก็ยังพอไปพูดคุยกันต่อในวาระที่สอง ดังนั้นอยากจะขอความเห็นจากเพื่อนสมาชิกด้วยครับ ขอบคุณครับ