สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง หารือปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและผลกระทบจากการแทรกแซงของมนุษย์ โดยเสนอแนวทางการจัดการชายฝั่งที่คำนึงถึงธรรมชาติเป็นหลัก ลดการพึ่งพิงโครงสร้างถาวร ผลักดันให้การกัดเซาะชายฝั่งถูกบรรจุเป็นสาธารณภัยเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถใช้งบประมาณได้ทันที พร้อมเสนอการย้ายทราย เติมทรายชายหาด ส่งเสริมแนวป้องกันธรรมชาติด้วยพืชท้องถิ่น และเร่งขุดลอกปากร่องน้ำขนาดเล็ก ขณะเดียวกันเรียกร้องให้ทบทวน EIA กำหนดระยะถอยร่นชายฝั่ง แบ่งเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน และเพิ่มบทบาทนักวิชาการเพื่อลดข้อขัดแย้งและเสริมความเป็นกลางในการตัดสินใจ
สวัสดีค่ะ เรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่าน ขอสไลด์ (Slide) ค่ะ
(เจ้าหน้าดําเนินการเป่ดคลิปภาพ)
ตามที่ ท่านประธานกล่าวไปว่าเราไปทั้งหมด ๒๒ จังหวัด ข้อเสนอแนะอันนี้จะมีทั้งหมด ๒๔ ข้อเสนอแนะ เราก็จะนําเสนออย่างรวบรัดนะคะ ข้อเสนอแนะอยู่บนหลักที่ว่าชายฝัืง มีความเปึนพลวัตสูงก็คือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะที่เราจัดทํา ๒๐ กว่าข้อจะอยู่บนหลักพื้นฐานตัวนี้เปึนหลักเลยนะคะ ซึ่งเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงชายฝัืงนั้นมีทั้งเกิดจากทั้งธรรมชาติแล้วก็มนุษย์ ทีนี้มาตรการของรัฐในอดีต จนถึงปัจจุบันเราจะจัดการกับธรรมชาติเปึนหลัก เราจะไม่ได้คิดว่าเราจะจัดการกับมนุษย์เลย ทั้ง ๆ ที่บางทีมนุษย์แทรกแซงกระบวนการธรรมชาติสูงมาก เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เรากําลังจะนําเสนอนี้จะอยู่บนหลักพื้นฐานที่จะพยายามแทรกแซงธรรมชาติให้น้อยที่สุด
เนื่องจากว่าการกัดเซาะชายฝัืง นิยามของการกัดเซาะชายฝัืงแต่ละหน่วยงาน ยังมีนิยามที่ไม่ตรงกันเลยค่ะ ซึ่งชัดเจนมากเลยว่าถ้าเกิดนิยามไม่ตรงกันเราจะแก้ปัญหา การกัดเซาะไม่ได้ เพราะหน่วยงานหนึ่งใช้นิยามต่างกัน หน่วยงานหนึ่งบอกว่ากัด อีกหน่วยงานหนึ่งบอกว่าไม่กัด เพราะฉะนั้นแก้หมุดแรกคือแก้ที่นิยามการกัดเซาะชายฝัืงก่อน จากนั้นมีเรื่องของ พ.ร.บ. เรื่องของการปัองกันบรรเทาสาธารณภัยอยู่ตัวหนึ่งที่ยังไม่ได้ บรรจุนิยามว่าสาธารณภัยคือการกัดเซาะชายฝัืง เพราะฉะนั้นเราควรจะบรรจุตัวนี้เข้าไป พอสาธารณภัยการกัดเซาะชายฝัืงถูกกําหนดเปึนนิยามหนึ่งในสาธารณภัยแล้วก็จะสามารถ ทําให้ท้องถิ่น ทําให้จังหวัดมีอํานาจที่จะใช้งบประมาณ ที่จะบริหารจัดการการกัดเซาะชายฝัืง เปึนหนึ่งในสาธารณภัยได้ ซึ่งจะสืบเนื่องไปถึงมาตรการถัดไป ถ้าเกิดสาธารณภัยเรื่องของ การกัดเซาะชายฝัืงแล้วมันควรจะมีมาตรการที่เร่งด่วนฉุกเฉิน เช่น บ้านกําลังจะไหลลงทะเล ไปแล้วภายใน ๓ วัน ๗ วัน รอมาตรการอย่างถาวรของรัฐไม่ได้อีกต่อไป แต่ถ้าเกิดว่า มันถูกบรรจุเปึนนิยามหนึ่งในสาธารณภัยแล้วก็สามารถใช้มาตรการที่เรียกว่าปัองกัน การกัดเซาะแบบชั่วคราวได้ ซึ่งมันสามารถทําให้สมประโยชน์กันทุกฝ์ายเลยก็คือประชาชน ก็ได้ประโยชน์ด้วย รัฐก็มีหน้าที่บําบัดทุกข์บํารุงสุขใช้ภาษีอย่างคุ้มค่า ประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบก็ได้รับการดูแลเยียวยาอย่างดีค่ะ สืบเนื่องมาจากประเด็นแรกที่เราบอกว่า
การกัดเซาะชายฝัืงมีทั้งจากมนุษย์ที่เข้าไปแทรกแซง เพราะฉะนั้นเราควรจะกําหนด ระยะถอยร่นชายฝัืงซึ่งเปึนระยะหนึ่งที่จะทําให้มนุษย์อยู่กับธรรมชาติได้โดยปลอดภัย ระยะถอยร่นคือเราจะกําหนดระยะระหว่างแนวชายฝัืงกับพื้นที่การใช้ประโยชน์ของมนุษย์ ให้ห่างกันในความกว้างความยาวที่มันเหมาะสม เพื่อไม่ให้มนุษย์กับธรรมชาตินั้นอยู่ใกล้กัน จนเกินไป ซึ่งตัวนี้ยังไม่เคยถูกบัญญัติไว้ในบทบัญญัติอะไรเลยหรือแม้กระทั่งกฎหมายก็ดี ถ้าเรามีระยะร่นเราจะไม่เกิดภาพแบบนี้ ที่มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ประชิดกับฝัืง ประชิดกับ ชายหาดมากจนเกินพอดี แล้วสุดท้ายทําให้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ นั้นเกิดการพังทลาย เสียหายก็เพราะว่าเวลาที่เกิดคลื่นในช่วงมรสุมมันจะยกระดับตัวสูงขึ้น เพราะฉะนั้น โครงสร้างพื้นฐานอะไรก็ตามที่เข้าไปใช้ประโยชน์ประชิดกับหาดจนเกินพอดีก็จะเกิดภาพ แบบนี้ เพราะฉะนั้นเราควรจะจํากัดการพัฒนาของมนุษย์ด้วย เวลาที่จะกําหนดมาตรการ ในการปัองกันควรจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ไม่ใช่ไปใช้มาตรการจากหนักไปเลย เช่น จะวางโครงสร้างแข็งแรงถาวรกําแพงกันคลื่นหรือเอากองหินไปวาง เพราะว่ามาตรการ เหล่านั้นย่อมนํามาซึ่งผลกระทบเหมือนเราใช้ยาแรง ยาแรงก็ย่อมทําให้เกิดผลกระทบกับ ร่างกาย เช่นเดียวกันค่ะ ถ้าเราใช้ยาแรงกับชายหาดก็จะเกิดผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราควรจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือว่า อย่างถ้าเกิดเราดูภาพ เราดูภาพจากข้างล่างขึ้นไปข้างบนในวงกลมสีแดงก็คือการกัดเซาะ ที่ปากแม่น้ํา พอเราสร้างโครงสร้างเพื่อปัองกันปากแม่น้ําก็ทําให้เกิดสีเหลืองก็คือการกัดเซาะ ถัดไปทางด้านทิศเหนือเราก็สร้างโครงสร้างอีก พอจากทิศเหนือขึ้นไปทางสีฟัาเพราะมันเกิด การกัดเซาะต่อเนื่องไปเราก็สร้างโครงสร้างต่อเนื่อง พอสุดเขตสีฟัาขึ้นไปสีชมพูมันก็กัดต่อ เราก็สร้างโครงสร้างต่อจากสีชมพูก็กลายไปกัดที่สีเขียว จากสีเขียวก็กัดที่สีแดง แล้วไม่มี จุดสิ้นสุดค่ะ ชายหาดนี้ ๑๕ กิโลเมตร กัดไปแล้ว ๑๐ กิโลเมตร แล้วกลายเปึนโครงสร้าง ไปหมดแล้ว
อันนี้ก็เปึนข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างหนึ่งที่เราพยายามจะบอกว่าถ้าคิดจะใช้โครงสร้างควรจะ เลือกจากมาตรการเบาไปหาหนักก่อน เพราะมิเช่นนั้นจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วพอมาตรการหนักแล้วมันก็จะหนักจนเกินจะเยียวยา สุดท้ายเราก็จะมีชายหาดที่มีแต่ โครงสร้าง โครงสร้าง โครงสร้างไปเรื่อย ๆ โครงสร้างบางอย่างที่มันหมดฟังก์ชัน (Function) แล้ว สามารถรื้อถอนได้ แต่ต้องศึกษาก่อนโครงสร้างไหนที่หมดความจําเปึน แล้วเมื่อรื้อถอนแล้ว วัตถุประสงค์นั้นไม่เกิดขึ้นแล้วก็สามารถรื้อถอนได้ เปึนต้นว่าโครงสร้างทางด้านซ้ายมือ ปากร่องน้ํานี้ไม่เกิดจากการใช้ประโยชน์แล้วเราสามารถรื้อถอนได้หรือว่ากําลังจะรื้อถอน ที่รอดักทรายที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันเปึนต้น อันนี้เปึนเปึนตัวอย่างที่โครงสร้างไหน ไม่จําเปึนเรารื้อถอนได้ค่ะ มีข้อเรียกร้องเยอะมากเลยที่เกี่ยวข้องกับกําแพงกันคลื่น ซึ่งกําแพงกันคลื่นคือโครงสร้างนอกชายฝัืงอย่างหนึ่งที่วางอยู่ประชิดชายหาด แต่ตัวกําแพง กันคลื่นเองตอนนี้ไม่ต้องทํา ไม่ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วหรือว่าอีไอเอ (EIA) หลังจากที่ไม่ศึกษาผลสิ่งแวดล้อมกลายเปึนว่าเราเกิดกําแพงกันคลื่นเยอะมากแล้วเกิด ผลกระทบเยอะมาก เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะของเราคือให้กลับไปทําอีไอเอ (EIA) เสียใหม่ หรือไม่ก็ใช้มาตรการอื่นก็ได้สําหรับการทดแทนโครงสร้างนี้ เพราะมีข้อมูลเชิงประจักษ์มาก ๆ ว่าโครงสร้างนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงประจักษ์ เพราะฉะนั้นควรจะหา มาตรการที่จะไปดูแลเยียวยาตรงนี้ นี่คือผลกระทบหนึ่งของกําแพงกันคลื่น ซ้ายมือบนล่าง คือชายหาดด้านหน้าหายไป เมื่อไรที่มีกําแพงกันคลื่นชายหาดด้านหน้าหายไป ขวามือ บนล่างชายหาดถัดไปจะหายไปเนื่องจากผลกระทบของคลื่นที่เลี้ยวเบนต่อเนื่องจากกําแพง กันคลื่นทําให้ชายหาดโค้งเว้าเปึนแบบนี้ นี่คือผลกระทบเชิงประจักษ์ที่เปึนข้อสนับสนุนเรา ที่จะบอกว่ากําแพงกันคลื่นต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือไม่ก็ต้องมีมาตรการอย่างอื่น เพื่อที่จะทดแทนการศึกษาของผลกระทบสิ่งแวดล้อมค่ะ เวลาที่เราเลือกแนวทาง แนวทาง ที่จะปัองกันการกัดเซาะชายฝัืงควรจะสอดรับกับการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วย เปึนต้นว่า ถ้าเกิดว่าชาวบ้านใช้พื้นที่บริเวณนั้นในการจอดเรือ ก็แน่นอนถ้าจะจอดเรือเราจะสร้าง กําแพงมากั้นก็คงจะยาก เพราะว่าพื้นที่บริเวณนั้นต้องใช้ในการจอดเรือ เพราะฉะนั้นจะต้อง เลือกแนวทางที่ตอบสนองต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณนั้นด้วยค่ะ สําหรับบริเวณปากร่องน้ํา ปากร่องน้ําหลายปากร่องน้ํามากในประเทศไทยมีโครงสร้างปากร่องน้ําอยู่ทั้งหมด ๖๔ ปากร่องน้ําในประเทศไทย ๖๔ ปากร่องน้ํามีปัญหาก็คือว่าถ้าเกิดเราสร้างโครงสร้าง
ปากร่องน้ําทรายจะไปติดอยู่ในอีกฝัืงหนึ่งค่ะ ในขณะที่อีกฝัืงหนึ่งเกิดการกัดเซาะชายฝัืง เพราะฉะนั้นเราเสนอว่าเราควรจะมีมาตรการถ่ายเททรายจากฝัืงขวามือไปทางฝัืงซ้ายมือ เพื่อบรรเทาผลกระทบตรงนี้ค่ะ นอกจากนั้นทรายที่อุดที่ปากร่องน้ําเวลาที่เราขุดลอก แทนที่จะเอาไปทิ้งข้างนอกแล้วมันก็จะไหลกลับมาใหม่เราก็ควรจะเอาทรายบริเวณนี้ไปถม บริเวณที่มันเกิดการกัดเซาะชายฝัืงก็จะเปึนการไม่เสียประโยชน์จากทรายบริเวณนี้ไปด้วย บริเวณปากร่องน้ําตอนนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือกรมเจ้าท่า แต่ถ้าเกิดว่าเราสามารถ กระจายให้อํานาจและให้งบประมาณกับท้องถิ่นในการขุดลอกปากร่องนั้นได้เอง เช่น ซื้อเรือขุดขนาดเล็ก อย่างนี้เปึนต้น ก็จะสามารถแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านได้อย่างทันท่วงที อย่างปากร่องน้ําป่ด ๓ วัน ๗ วันอย่างนี้ ถ้าเกิดเราต้องรองบประมาณขนาดใหญ่หรือให้ หน่วยงานส่วนกลางทํามันไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้ สุดท้ายประชาชนก็จะเดือดร้อน จากการที่นําเรือเข้าออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราเสนอให้อํานาจและงบประมาณกับท้องถิ่น ที่ไม่ขัดกับส่วนกลางด้วยเพื่อทําการขุดลอกปากร่องน้ําขนาดเล็กได้เองค่ะ สําหรับ หาดท่องเที่ยวไม่มีมาตรการไหนที่จะดีไปกว่าการเติมทรายชายหาด หาดท่องเที่ยวนั้นมีมูลค่า เกิดขึ้นก็เพราะเนื้อที่ของชายหาดค่ะ เพราะฉะนั้นการเติมทรายชายหาดทําอย่างไรก็ได้ ให้หาดมีความกว้าง มีความยาวที่เหมาะสมนั่นแหละจะนํามูลค่ากลับเข้ามาที่ชายหาด เพราะฉะนั้นหากท่องเที่ยวเราส่งเสริมว่าถ้าเกิดหาดท่องเที่ยวมีการกัดเซาะชายฝัืงเราควรใช้ มาตรการเติมทรายหาดอย่างที่พัทยาหรือว่าอย่างที่หาดจอมเทียน เปึนต้น บริเวณหาดไหน ที่ไม่ค่อยมีการกัดเซาะชายฝัืงมากนักเราก็ควรจะริเริ่มปรับปรุงเริ่มแนวคิดที่ใช้ธรรมชาติ มาปัองกันธรรมชาติ แต่ตรงไหนที่กัดไปแล้วนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าตรงไหนที่ยังไม่มีการกัด มากนักก็พยายามปลูกพืชท้องถิ่นไว้ทําให้สันดอนทรายชายหาดมันมีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อเปึนปราการธรรมชาติ เนื่องจากว่าประเทศไทยเราใช้ระบบระบายน้ํารวมก็คือระบาย น้ําฝนกับระบายน้ําเสียร่วมกัน เพราะฉะนั้นบางทีน้ําเสียส่วนเกินเนื่องจากฝนกับน้ําเสีย มันร่วมกันมันไหลออกไปที่ชายหาดอย่างตามภาพที่เห็น มันก็จะทําให้เกิดมลพิษที่ชายหาดได้ แล้วสุดท้ายก็ทําให้ทรัพยากรในทะเลปนเปุ๋อนแล้วก็เกิดผลกระทบกับพวกสัตว์หน้าดิน อะไรต่าง ๆ
เพราะฉะนั้นก็ควรจะลดปัญหามลพิษเหล่านี้ด้วยที่จะลงสู่ชายหาด มีข้อขัดแย้งจํานวนมากเลย ที่เกิดจากการแบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มันไม่เหมาะสมบริเวณชายหาด เราเสนอให้มีการ โซนนิง (Zoning) หรือว่าการแบ่งเขตประโยชน์ที่ดิน เช่นบริเวณนี้เปึนพื้นที่อนุรักษ์ เช่นบริเวณนี้เปึนพื้นที่จอดเรือ บริเวณนี้เปึนที่อนุบาลสัตว์ บริเวณนี้เปึนที่พักผ่อนหย่อนใจ อะไรแบบนี้ มันก็จะเปึนการลดทอนคอนฟลิกต์ (Conflict) ของการใช้ประโยชน์พื้นที่ พอคอนฟลิกต์ (Conflict) มันน้อยลงการบริหารจัดการในแต่ละพื้นที่ก็จะง่ายดายไปด้วย มีโครงการหลายโครงการที่ทางกรรมาธิการเรารับเรื่องขึ้นมาเปึนคอนฟลิกต์ (Conflict) ระหว่างประชาชนกับรัฐ สุดท้ายเราจะสรุปได้เลยว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นถึงแม้ จะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ๒-๓ ครั้งก็ตาม ตามระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรี แต่มันยังคงเกิดความไม่เข้าใจกัน มีคอนฟลิกต์ (Conflict) เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นโมเดล (Model) นี้เราเสนอเลยค่ะ ไม่ใช่เฉพาะโครงการปัองกันชายฝัืงแต่เปึนโครงการทุกโครงการ ที่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็น ปัจจุบันมีเจ้าของโครงการ เช่น กรม กองอะไรก็ตามที่เปึน ของรัฐแล้วก็มีบริษัทที่ปรึกษา เราเสนอว่าควรจะมีนักวิชาการเปึนอีกปาร์ตี (Party) หนึ่ง เพราะฉะนั้นมันก็จะเปึนการรีเช็ก (Recheck) แล้วก็ทําให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นในเวทีนั้น มีความเปึนกลางมากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดล (Model) แบบนี้เปึนโมเดล (Model) ที่เราลอกเรียน ของญี่ปุ์นมา ญี่ปุ์นก็มีเปึน ๓ ปาร์ตี (Party) แบบนี้เช่นเดียวกัน ก็คิดว่าถ้ามันเปึนแบบนี้ได้ ทุกโครงการมันก็จะบาลานซ์ (Balance) เรื่องขององค์ความรู้ แทนที่ชาวบ้านจะรับข้อมูล ฝ์ายเดียวจากฝ์ายที่ต้องการจัดทําโครงการ ก็จะมีฝ์ายวิชาการที่เข้าไปซัปพอร์ต (Support) ข้อมูลตรงนี้ก็ทําให้คอนฟลิกต์ (Conflict) นั้นลดน้อยถอยลง มาตรการตอนนี้ที่เปึนมาตรการ อีไอเอ (EIA) โครงการที่ต้องทําอีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) ก็ดี ถ้าไม่ทําตามตอนนี้ไม่มี สภาพบังคับ ยกเว้นค่าปรับ เช่น อีไอเอ (EIA) ถ้าไม่ทําตามก็ ๑ ล้านบาท อีเอชไอเอ (EHIA) ไม่ทําตามก็คือ ๑.๕ ล้านบาทเท่านั้นเลยค่ะ เพราะฉะนั้นเราเสนอให้มันมีสภาพบังคับ เช่น มีโทษมีอะไรก็ว่าไป เพราะว่าเรารู้กันอยู่แล้วโครงการพัฒนาทุกโครงการมีผลกระทบ เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามันไม่มีผลกระทบ มีผลกระทบค่ะ แต่ว่าจะเยียวยาผลกระทบนั้น อย่างไร จะลดทอนผลกระทบนั้นอย่างไรต่างหาก เพราะฉะนั้นต้องกํากับหน่วยงานให้ได้ว่า คุณจะลดผลกระทบนั้นอย่างไร ซึ่งตอนนี้กํากับได้ไม่ดีเท่าที่ควรเพราะไม่มีสภาพบังคับ มีแค่โทษปรับเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราเสนอว่าควรจะต้องมีสภาพบังคับด้วยนะคะ