สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ มกราคม ๒๕๖๖

จิรวัฒน์ จงสงวนดี หารือเรื่องการเพิ่มมาตรา 8/1 โดยการเพิ่มลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่เกี่ยวข้องกัญชา กัญชง หรือสารสกัดได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องหน้าที่ของผู้รับอนุญาตและผู้จดแจ้ง และเรียกร้องการความเห็นชอบของคณะกรรมการในการออกประกาศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของความรู้

นายจิรวัฒน์ จงสงวนดี กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน ผม นายจิรวัฒน์ จงสงวนดี กรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ในส่วนนี้ ผมขอสงวนความเห็นโดยการเพิ่ม มาตรา ๘/๑ โดยการเพิ่ม (๖) ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้าม ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ว่า (๖) เป็นผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้เสีย ในกิจการที่เกี่ยวกับกัญชา กัญชง หรือสารสกัด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ด้วยเหตุผลว่า ในการทำงานรูปแบบของคณะกรรมการ คุณสมบัติของคณะกรรมการเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะส่งผลถึงประสิทธิภาพของคณะกรรมการ แล้วก็ความโปร่งใสของการทำงานของ คณะกรรมการด้วยนะครับ ในประเด็นนี้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้มีการอภิปรายไป แล้วว่ามีกรณีของการขัดกันของผลประโยชน์ ผมขออนุญาตขยายความนิดหนึ่งครับ อย่างที่ ผมได้นำกราบเรียนต่อท่านประธานแล้วว่าในการพิจารณากลไกหรือองค์ประกอบของ คณะกรรมการนี้เราจะดูหน้าที่ของกรรมการเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าเราได้ดูถึงอำนาจของ คณะกรรมการ ในมาตรา ๑๐/๑ ที่เราจะพิจารณาต่อไปนะครับ เราเห็นชัดเจนเลยครับว่า อำนาจของคณะกรรมการจะแบ่งเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน ส่วนแรก เป็นส่วนของ (๑) เป็นเรื่องการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการควบคุมกัญชา ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่อง การเสนอต่อท่านรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งกฎกระทรวงต่าง ๆ นั้นจะเป็น รายละเอียดของกฎหมาย เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียม การยกเว้นค่าธรรมเนียม การลดหย่อนค่าธรรมเนียม ส่วนที่ ๓ ในเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขออนุญาต การอนุญาตและการจดแจ้ง เหล่านี้ก็จะอยู่ในกฎกระทรวงทั้งหมดนะครับ

ต่อมาก็คือหน้าที่ ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญ ก็คือกฎกระทรวงจะมีการกำหนด หน้าที่ของผู้รับอนุญาตและผู้จดแจ้งด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีการให้เป็นผู้เสนอหรือว่าให้ ความเห็นชอบก็จะมีการทับซ้อนกันแห่งผลประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด และส่วนที่สำคัญที่สุด ก็คือในส่วนของการให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกประกาศต่าง ๆ ซึ่งถ้าเราดูตาม กฎหมายนี้จะมีกลไกที่เป็นกฎหมายในรายละเอียดที่ให้อำนาจรัฐมนตรีในการออกประกาศ โดยที่อำนาจในการออกประกาศดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ารัฐมนตรีจะดำเนินการออกประกาศดังกล่าว ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการชุดนี้ ถ้าเกิดไม่ได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการชุดนี้ก็จะออกประกาศดังกล่าวไม่ได้เลยนะครับ ถามว่าประกาศดังกล่าวนี้ สำคัญไหม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ ประกาศดังกล่าวอย่างเช่นตามมาตรา ๓๗ (๔) ก็คือบุคคลที่ห้ามขายกัญชา ตรงนี้ก็จะเป็นการประกาศเอาไว้ว่าใครห้ามขายได้บ้างตรงนี้ มาตรา ๓๗ วรรคสอง วิธีการปิดประกาศ มาตรา ๓๗ วรรคสี่ ประกาศยกเว้นให้อาหารกัญชา ซึ่งจะขายให้กับเด็ก สตรี หรือสตรีให้นมบุตร เป็นอำนาจยกเว้นได้เลยนะครับ หลังจากนั้นก็จะมีตัวมาตรา ๓๗/๑ วรรคสอง ยกเว้นประเภทอาหารกัญชา ซึ่งจะขายด้วย วิธีการห้ามขายไว้ แล้วก็ให้อำนาจรัฐมนตรีในการประกาศห้ามขาย มาตรา ๓๗/๒ (๕) ยกเว้นให้ประเภทอาหารกัญชาที่ขายในสถานที่ห้ามขายดังกล่าวได้ แล้วก็จะมีมาตรา ๓๗/๒ วรรคสอง มาตรา ๓๗/๓ วรรคสอง ที่สำคัญที่สุด ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าในตัวมาตรา ๓๗/๕ จะเป็นการประกาศเขตหรือสถานที่ที่สูบกัญชาได้ ในกรณีที่ การประกาศนั้นอาจประกาศเป็นตำบล อำเภอ หรือเขตไหนก็ได้ ตรงนี้จึงเป็นส่วนสำคัญ มาก ๆ ในการนำเสนอว่าการที่ถ้าเรามีกลไกหรือมีองค์ประกอบในการที่มีผู้มีความขัดกัน ของผลประโยชน์นั่งอยู่ กลไกในการดำเนินการต่าง ๆ ก็อาจจะมีผลกระทบ แล้วก็อาจจะ ทำให้กลไกต่าง ๆ ขาดประสิทธิภาพได้นะครับ

ส่วนประเด็นที่บอกว่าถ้าต้องการองค์ความรู้ล่ะ องค์ความรู้จะทำอย่างไร เอา ตรง ๆ ครับ ต่อให้มีท่านดังกล่าวเข้ามาเป็นสัดส่วนองค์ความรู้ก็ยังคงไม่คบอยู่ดี กรรมการ สามารถใช้วิธีทั่วไปคือการเชิญผู้ที่มีความรู้มาให้ความรู้ได้ และการที่เชิญองค์ความรู้ท่านจะ ได้ความรู้ที่กระจายแล้วก็หลากหลายกว่าการที่กำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนใดคน หนึ่งซึ่งเป็นผู้ประกอบการเข้าไปนั่ง เพราะว่าจะทำให้องค์ความรู้เกิดการกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ตรงนี้จึงมีความเห็นของผมว่าองค์ความรู้ไม่ขาดหรอกครับเชิญได้ครับ สามารถเพิ่มตัวนี้จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ