เพชรดาว โต๊ะมีนา ชี้แจงบทบาทในคณะอนุกรรมาธิการด้านการป้องกันยาเสพติดและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบส่งเสริมทักษะสมองเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่วัยเด็ก โดยหารือปัญหาการเพิ่มขึ้นของเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พร้อมเสนอแนวทางป้องกันแบบองค์รวมทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้าผ่านโครงการนำร่องใน 4 จังหวัดที่แสดงผลสำเร็จในการลดพฤติกรรมก้าวร้าวและการติดมือถือของเด็ก ทั้งยังเน้นการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเสี่ยง การสร้างเครือข่ายร่วมระหว่างครู ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรพันธมิตร พร้อมเรียกร้องให้การพัฒนาทักษะสมองเป็นวาระแห่งชาติที่มีการบูรณาการหน่วยงานและจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ปฐมวัย
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ในฐานะกรรมาธิการ และประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด และประธานคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาพื้นที่ ต้นแบบส่งเสริมทักษะสมอง EF หรือเอกซ์เซคคิวทีฟ ฟังก์ชัน (Executive Function) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดตั้งแต่ปฐมวัย ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๔ ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ดิฉันขอใช้เวลาประมาณ ๕ นาทีนะคะท่านประธานคะ ปัจจุบันพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่เป็นเด็กและเยาวชน มีจำนวนมากขึ้น แล้วก็อายุน้อยลง ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อมูลนี้พบว่าประชากรที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ ๑๕-๒๕ ปี คิดเป็นร้อยละ ๓๙ และยังพบว่าอายุที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดยิ่งน้อยลงไปทุกปี น้อยกว่า ๑๕ ปี ฉะนั้นแนวทางในการขับเคลื่อนการป้องกัน และสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กและเยาวชนควรกำหนดผลลัพธ์ที่ท้าทาย คือสามารถ ป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดสำหรับเด็กและเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ยั่งยืน ต้องมีการกำกับ ติดตาม ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า กล่าวโดยสรุปจากแผ่นภาพเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย และการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ สไลด์ (Slide) ต่อไปสไลด์ (Slide) ที่ ๕ ดิฉันขออนุญาตสรุปเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ระยะสั้นจะมุ่งเน้นในการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางสังคมและชุมชนที่ปลอด ยาเสพติด และสร้างกระแสสังคมให้เกิดค่านิยมเชิงบวกเพื่อให้เยาวชนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งเน้นบทบาทสถาบันครอบครัวในการสร้างความเข้าใจและเปิดพื้นที่การสื่อสารอย่างมี ประสิทธิภาพในครอบครัว ส่วนระยะกลางจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะทาง สังคม เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้กับเยาวชน ระยะยาวจัดทำแผนยุทธศาสตร์และ สร้างเครือข่ายคนทำงานเพื่อเชื่อมโยงและลดการทำงานที่ซ้อนทับ มุ่งเน้นความร่วมมือ อย่างเป็นระบบ มิใช่เพียงมุ่งให้บรรลุตัวชี้วัดขององค์กรเท่านั้น รวมทั้งส่งเสริมให้มี นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน ระบบการดูแลให้คำปรึกษาแก่นักเรียนที่เข้มแข็งและจัดทำ ฐานข้อมูลที่เป็นระบบ ทั้ง ๓ ระยะ ที่กล่าวถึงมีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก หน่วยงาน สนับสนุน และที่สำคัญต้องมีหน่วยงานติดตามประเมินผล ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ถัดไป ที่เป็นข้อสังเกตของคณะอนุกรรมาธิการการป้องกันค่ะ
ข้อแรก คือการจัดทำฐานข้อมูลเด็ก เยาวชน กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มผู้ใช้ ยาเสพติด ฐานข้อมูลการดำเนินงานด้านการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกัน เร่งติดตามนิเทศ กระตุ้นให้จังหวัดใช้ระบบนิสปา (NISPA) นั่นก็คือระบบสารสนเทศยาเสพติดจังหวัด ส่วนสถานศึกษาใช้ระบบคาทาส (CATAS) นั่นคือระบบสารสนเทศเพื่อการดูแลติดตาม การใช้สารเสพติดในสถานศึกษา ทำอย่างไรให้มีการสอดคล้องกันระบบนี้ที่สามารถที่จะใช้ ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ข้อที่ ๒ ทำอย่างไรที่จะวางรากฐานภูมิคุ้มกันระยะยาว โดยส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชนได้รับการพัฒนาทักษะสมองหรือที่เรียกว่า เอกซ์เซคคิวทีฟ ฟังก์ชัน (Executive Function) ทำให้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการคณะนี้โดยเฉพาะ
ข้อที่ ๓ เรื่องแผนงานและงบประมาณบูรณาการยาเสพติด ท่านจะเห็นได้ว่า มีทั้งหมด ๒๙ หน่วยงาน ๙ กระทรวง งบประมาณ ปี ๒๕๖๕ จำนวน ๔,๒๘๑ ล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจากปี ๒๕๖๔ ร้อยละ ๓๕ ถ้าดูแล้วงบปราบปราม ๔๒.๑๕ เปอร์เซ็นต์ งบป้องกันเพียงร้อยละ ๓๑.๓ และงบบำบัดฟื้นฟูร้อยละ ๒๖.๕ ที่จริงแล้วควรให้สัดส่วน การป้องกันมากกว่านี้ เพราะมีงานวิจัยมากมายทั้งในแล้วก็ต่างประเทศยืนยันว่าการลงทุนกับ เด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ผลลัพธ์ที่เกิดไม่เพียงแต่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่เด็กและ ครอบครัว แต่ยังส่งผลต่อชุมชนและสังคมในภาพรวมอีกด้วย
และข้อที่ ๔ เรื่องของการจัดทำโครงการนำร่องหรือพื้นที่ต้นแบบ นำไปขยาย ผลที่สอดคล้องกับบริบทและสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากปัญหายาเสพติด แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันไป ฉะนั้นบริบทศาสนา วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ก็ต้องมีการ เน้นย้ำที่แตกต่างกันไปค่ะ
คณะอนุกรรมาธิการคณะต่อไปเป็นคณะที่ดิฉันเป็นประธาน นั่นคือคณะที่ ดูเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาทักษะสมอง EF เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด ตั้งแต่ปฐมวัย จะพบว่าการพัฒนาเด็กไทยอายุ ๑๕-๑๙ ปี พบว่าติดยาเสพติดถึง ๒.๗ ล้านคน และในจำนวนนี้ ๓๐๐,๐๐๐ คนเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู พบว่าความบกพร่องในการทำงาน ของสมองส่วนหน้าทำให้ไม่สามารถยับยั้งทั้งความคิดและการกระทำในทุกขั้นตอนของการ ติดยา ตั้งแต่พาตัวเองเข้าสู่สถานการณ์เสี่ยง ทดลองการใช้ยาเสพติด ใช้ซ้ำจนติด บำบัด แล้วกลับมาใช้ซ้ำอีก การติดยาเป็นสิ่งที่แก้ไขและป้องกันได้ โดยพ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและชุมชน ซึ่งมีบทบาทในการป้องกันตั้งแต่เด็ก มีงานวิจัยที่สามารถ อธิบายความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมองส่วนหน้าหรือเอกซ์เซคคิวทีฟ ฟังก์ชัน (Executive Function) กับการใช้ยาเสพติด บ่งชี้ค่ะว่าการใช้ยาเสพติดมีสาเหตุของการ บกพร่องกับทักษะสมองส่วนหน้า คือความสามารถของสมองในการกำกับความคิด อารมณ์ พฤติกรรมให้บรรลุสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นศักยภาพที่พวกเรามีตั้งแต่เกิดค่ะ แต่ต้องได้รับ การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดคุณภาพของการคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง แล้วก็กำกับ ตนเองได้ และในช่วงเวลาทองของเด็กนั่นคือช่วง ๓-๖ ปี หากได้รับการฝังชิป (Chip) ในช่วง ปฐมวัยแล้วก็จะปลูกฝังกลายเป็นบุคลิกภาพของบุคคลนั้นไปตลอดชีวิต ในคณะอนุ กรรมาธิการชุดนี้เราได้พัฒนาพื้นที่ต้นแบบอย่างเป็นระบบ โดยมีการบูรณาการพยายาม ทำให้อย่างยั่งยืน ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ โรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง มหาวิทยาลัย ได้มีการศึกษา วิเคราะห์พื้นที่ต้นแบบใน ๔ จังหวัด นั่นคือ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี และเขตสวนหลวง กทม. มีการทำโดยสถาบัน แห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการฟื้นฟู พัฒนาเด็กและครอบครัว (ฟอร์เด็ก) และสถาบันรักลูกเลิร์นนิ่งกรุ๊ป (Learning Group) ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ป.ป.ส. ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เสร็จสิ้นเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เรามีเพียงระยะเวลา ๗ เดือนในการทำงานวิจัย ๓ เดือนที่คุณครูที่ผ่านการอบรมจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ เดือนทำกับเด็ก เราพบว่าโปรแกรม (Program) ที่ส่งเสริมสมรรถนะ ครูปฐมวัยเกิดหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การเป็นพี่เลี้ยง แล้วก็การติดตาม ประเมินผล เราพบว่าทั้ง ๔ พื้นที่ต้นแบบของเรา เด็กปฐมวัยมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ทักษะ พื้นฐาน ทักษะปฏิบัติกำกับตนเองดีขึ้น และทั้ง ๔ จังหวัดต้นแบบของเรา ในทักษะเหล่านี้ มีการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เด็กติดมือถือน้อยลง พฤติกรรมก้าวร้าวหรือพฤติกรรมทางลบ อื่น ๆ ก็ลดน้อยลง จะเป็นการฝังชิป (Chip) ที่ติดตัวเด็กกลายเป็นสันดานไปตลอดชีวิต นำไปสู่ผลว่าการป้องกันสารเสพติดในวัยรุ่นต่อไปค่ะ
สุดท้ายข้อสังเกตที่คณะอนุกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของเราส่งข้อสังเกตไปยัง ๖ กระทรวง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในรายงาน เมื่อเราได้ตั้งต้นแล้ว ก็ควรที่จะมีการต่อเนื่องในทุกหน่วยงาน และกระทรวงที่ได้นำเสนอไปไม่เพียงแต่เป็นการ สร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดเท่านั้น แต่ยังเป็นภูมิคุ้มกันต่อปัญหาอื่น ๆ ด้วย เช่น ก้าวร้าว ติดพนัน ติดเกม ปัญหาการเรียน โดยขอให้มีการกำหนดให้การสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด ปฐมวัยเป็นวาระแห่งชาติ มีงบประมาณที่รองรับเพียงพอ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และกำหนดให้ ป.ป.ส. เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำยุทธศาสตร์จังหวัดในการสร้างพื้นที่บูรณาการ สร้างภูมิคุ้มกัน ยาเสพติดตั้งแต่ปฐมวัยของประเทศ และร่วมกันผลักดันเรื่องปฐมวัยให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะนี่คือพื้นฐานของการพัฒนาทักษะสมองเอกซ์เซคคิวทีฟ ฟังก์ชัน (Executive Function) ขอบคุณค่ะ