จำนงค์ ชี้มาตรา 116 กว้างเกิน ขอปรับเพื่อคุ้มครองเสรีภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๕

จำนงค์ ไชยมงคล หารือประเด็นการตีความมาตรา 116 ที่กว้างเกินไป ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพการพูด จึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายให้แคบลงและเพิ่มกลไกคุ้มครองสิทธิ โดยเฉพาะการใช้ดุลยพินิจในคดีความมั่นคง พร้อมเสนอให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อแยกแยะสถานะผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม

นายจำนงค์ ไชยมงคล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่าน ผม จำนงค์ ไชยมงคล ในฐานะที่ปรึกษา ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ขออนุญาตที่จะสรุปในประเด็นในการแก้ไข กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงเท่านั้น คือปัญหาที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษานั้น โดยหลัก เราจะไปมองที่กฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคง กฎหมายอาญาก็คือประมวลกฎหมายอาญา แล้วก็ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากว่าจากผล การศึกษา การศึกษาปัจจุบันนั้นมองไปที่การดำเนินคดีของความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์ นั่นหมายความว่าถ้าเราไปมองจริง ๆ มาตรา ๑๑๖ ถูกบังคับใช้หลังการรัฐประหารค่อนข้างเยอะ ถ้าใครที่เป็นนักกฎหมาย ลองย้อนไปดู ในสมัยก่อนนั้นการใช้มาตรา ๑๑๖ นั้นน้อยมาก แต่หลังการปฏิวัติรัฐประหารแล้วการใช้มาตรา ๑๑๖ ค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นการใช้ กฎหมายในลักษณะของการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหยุดยั้งความเคลื่อนไหวของภาค ประชาชน หรือเราใช้กฎหมายในลักษณะเขาเรียกว่า ปิดปากประชาชนในการแสดงความ คิดเห็น ถ้าเป็นภาษาอังกฤษใช้ภาษาย่อคำว่า สแลป ลอว์ (SLAPP Law) นั่นก็หมายความว่า ปัจจุบันนั้นได้ถูกใช้กฎหมายในลักษณะความมั่นคงนั้นเพื่อระงับยับยั้งการแสดงสิทธิเสรีภาพ หรือแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชนเป็นค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นในการศึกษาในครั้งนี้ จึงมองไปที่มาตรา ๑๑๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา ในมาตรา ๑๑๖ ตามประมวลกฎหมาย อาญานั้น ความจริงได้บัญญัติไว้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้ามามองกันจริง ๆ มาตรา ๑๑๖ นั้น ได้บัญญัติไว้ค่อนข้างกว้างจนเกินไป จนทำให้เกิดการตีความ และการตีความนั้นแทนที่จะ ตีความโดยเคร่งครัด กลับเป็นการตีความเพื่อที่จะใช้กฎหมายนั้นเป็นเครื่องมือในเชิง ยุทธศาสตร์ในทางการเมือง คณะกรรมาธิการจึงได้ศึกษาบอกว่า เอาละถ้าเราดูมาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๖ บัญญัติไว้บอกว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมาย แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต จริง ๆ กฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ถึง ๓ อนุมาตรา (๑) ก็คือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืน หรือใช้กำลังประทุษร้าย (๒) คือเพื่อให้ เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความ ไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ผมขออนุญาตพูดแค่ ๒ อนุมาตรา (๒) ความจริงแล้วถ้าจะแปล กันแบบง่าย ๆ ก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หลัง ๆ ถูกนำมาใช้เยอะคือการตีความของพนักงาน สอบสวน ตีความลักษณะว่าหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ซึ่งเป็นการเขียนกฎหมาย ที่กว้างมาก สามารถใช้ดุลยพินิจอย่างไรก็ได้ แล้วการใช้ดุลยพินิจนั้นก็กลับกลายเป็นว่า ไปรองรับการใช้ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนที่กว้างจนเกินไป และสิ่งที่เกิดขึ้นจาก การศึกษาก็คือว่าผลกระทบตกแก่ประชาชน ท่านประธานคงทราบว่าประเทศไทยเราใช้ ระบบกล่าวหาครับ เมื่อกล่าวหาแล้วคนที่ถูกกล่าวหาก็คือในส่วนประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของประชาชนที่เคลื่อนไหวในทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่การเคลื่อนไหวทางการเมือง ความจริงแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็น มากเท่าใดคือความงอกงามหรือความงดงามของประชาธิปไตย แต่เราได้ถูกใช้กฎหมายนั้น เป็นลักษณะสแลป ลอว์ (SLAPP Law) ก็คือใช้กฎหมายปิดปากประชาชนไม่ให้พูด ไม่ให้ แสดงออกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงศึกษาว่าสมควรที่จะแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ให้แคบลง ให้มันตีความได้น้อยลง หรือตัดข้อความ คำว่า หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน นี่คือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่ากฎหมายเขียนอย่างไรก็แล้วแต่ ต่อให้มีข้อจำกัดขนาดไหน เพียงไรก็แล้วแต่ แต่ว่าการใช้ดุลยพินิจนั้นก็อาจจะกว้างได้ จึงมีข้อเสนอในเรื่องการแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดีเกี่ยวกับความมั่นคงนั้น ในรายงานจะบอกว่าถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงแล้วไม่ควร จะให้พนักงานสอบสวนใช้ดุลยพินิจเพียงอย่างเดียว ควรที่จะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาว่า คดีนั้นอยู่ในประเภทความมั่นคงหรือเข้ามาตรา ๑๑๖ หรือไม่นั้น ในรูปแบบของ คณะกรรมการ อันนี้ก็คือการกลั่นกรองอีกรูปแบบหนึ่งในการใช้ดุลยพินิจ แต่ปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นพนักงานสอบสวนรับคดี กรรมก็ไปตกกับประชาชน จะต้องประกันตัว และคดี ความมั่นคงเป็นคดีที่ประกันยาก ประกันก็ยาก แล้วก็แพง โอกาสก็น้อย อันนี้คือเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นในส่วนวิธีพิจารณาความนั้น ในส่วนคณะกรรมาธิการได้เสนอก็คือว่า ๑. ในรูปคณะกรรมการ ๒. ควรจะต้องแยกแยะระหว่างผู้ต้องสงสัย ควรจะต้องแยกแยะ ระหว่างผู้ต้องหาและผู้ถูกกล่าวหา วันนี้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้ต้องหาสิทธิเหมือนกันครับ สิทธิเหมือนกันหมด ไม่ได้แยกแยะอะไรเลย กลับกลายเป็นว่าคนที่เป็นผู้ต้องหากับเป็น ผู้ถูกกล่าวหาใช้สิทธิตัวเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรจะต้องไปประกันตัว อย่างนี้ เป็นต้น นี่ก็คือประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษาไว้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมก็ขออนุญาต ใช้ถ้อยคำแถลงที่เสนอต่อท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านไว้เพียงแค่นี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ ขอบคุณครับ