พงศกร วิพากษ์กฎหมายความมั่นคงล้าสมัย เสนอปรับให้สอดคล้องประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๕

พงศกร รอดชมภู หารือการปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงที่ล้าสมัย โดยเน้นความจำเป็นในการแยกความมั่นคงของรัฐออกจากความมั่นคงของรัฐบาล และผลักดันให้กฎหมายสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย พหุวัฒนธรรม และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน พร้อมเสนอให้ทบทวนการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ลดการใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง และส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมที่เปิดกว้าง มีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญและประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงที่แท้จริงบนพื้นฐานของความยุติธรรมและการยอมรับความเห็นต่าง

พลโท พงศกร รอดชมภู กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาและ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลโท พงศกร รอดชมภู ประธานที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกว่า กฎหมายความมั่นคงที่เรากำลัง จะพูดคุยกันอยู่นี้มีอยู่หลายฉบับอยู่ในที่ต่าง ๆ กัน เช่น กฎหมายอาญาความผิดเกี่ยวกับ ความมั่นคง มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๓๕ พ.ร.บ. ความมั่นคง พ.ร.บ. กฎอัยการศึก รวมถึง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เช่น พ.ร.บ. การชุมนุม อย่างนี้เป็นต้น กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะทำการบัญญัติหรือแก้ไขในช่วงเวลาที่มีการ รัฐประหารหรือเป็นกฎหมายที่ได้บัญญัติขึ้นมาตั้งแต่สมัย พูดตรงไปตรงมาก็คือสมัยศตวรรษ ที่แล้วเป็นส่วนใหญ่นะครับ ภาพรวมของการดูแลประชาชนในศตวรรษที่แล้วจะมุ่งให้ ประชาชนอยู่ในกรอบ อยู่ในสิ่งที่รัฐบาลต้องการ เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลเสียมากกว่า แล้วก็ นำสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงนั้นมาเกี่ยวข้องกับรัฐบาล พูดง่าย ๆ คือความมั่นคงของรัฐบาล คือความมั่นคงของรัฐ นี่คือประเด็นใหญ่ แล้วภาพรวมอันนี้พอทำไปนาน ๆ เข้าโลกเปลี่ยน ไปเยอะ ประชาชนต้องการความหลากหลาย ต้องการความคิดเห็นที่แตกต่างกันก็เกิดความ ขัดแย้งกับภาครัฐ กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งขณะนี้เราเข้ามาสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แล้วก็ควรที่จะมี การพัฒนาปรับปรุงกฎหมายทั้งหลายนี้อีกสักรอบหนึ่ง เจตนาไม่มีอะไรมาก เพียงให้ ฝ่ายความมั่นคงและพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งหลายได้รู้สึกว่าควรจะทำอะไรให้มันสอดคล้องกับ ความเปลี่ยนแปลงไปของโลกนี้ เรามองโลกนี้ใหม่จากศตวรรษที่แล้วที่เราอยู่กันในกลุ่มของ นาซีบ้าง อยู่ในเผด็จการทหารบ้าง อยู่ในการต่อสู้ระหว่างสงครามเย็นของคอมมิวนิสต์บ้าง เปลี่ยนมาเป็นโลกอย่างยุโรปตะวันตก คือเขาอยู่ด้วยกัน ในยุโรปอุดมการณ์ทาง การเมืองของประชาชนสวิงตั้งแต่ซ้ายจัดก็คือสังคมนิยม มีไปจนถึงขวาจัดก็คืออนุรักษ์นิยม เต็มที่เลย แต่ทั้งหมดนี้อยู่ในกรอบของประชาธิปไตย ใช้เครื่องมือของประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้แบบเขาเรียกว่า พหุวัฒนธรรม หรือว่าอยู่ร่วมกันท่ามกลาง ความหลากหลายความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็จะมีความสงบ มีความปกติสุขเกิดขึ้น ท่านสมาชิกอาจจะได้ยินว่าประเทศเยอรมัน เยอรมนีเกิดเรื่องการรัฐประหารขึ้น เรื่องนี้ เกิดจากขวาจัดที่ออกนอกกรอบประชาธิปไตย แต่ก็สามารถดำเนินการที่จะจับกุมได้ อย่างรวดเร็วเพราะประชาชนไม่ได้สนับสนุน แต่ถ้าเกิดเราใช้กำลังเจ้าหน้าที่รัฐบังคับ มากเกินไปในสุดแล้วประชาชนก็จะขัดแย้งกับภาครัฐ ดังนั้นประเด็นของปัญหาที่มาที่ไปมันก็ คือว่าไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐกับความมั่นคงของรัฐบาลเป็นเรื่องเดียวกัน มันเป็นคนละเรื่องกัน นั่นละคือประเด็นที่อยากจะนำเสนอในวันนี้

ปัญหาของกฎหมายความมั่นคง เมื่อความคิดเป็นแบบสมัยศตวรรษที่แล้ว ที่นำเรียนไปแล้ว มันก็จะติดอยู่ในเรื่องที่ว่าจะบังคับประชาชนให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ได้อย่างไร การจะบังคับอย่างนั้นได้ก็คือต้องพยายามตีความให้มันกว้างเข้าไว้ ใครทำอะไรนิดหน่อย ก็ผิดกฎหมายแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

ประเด็นที่ ๒ ก็คือพนักงานเจ้าหน้าที่พอจะมาดูนิยามความมั่นคง มาดู กฎหมายก็จะเกิดปัญหาว่าจะตีความอย่างไร เพื่อป้องกันตัวเองไว้เขาก็จำเป็นจะต้องไม่ยอม ละเมิด ป. อาญา มาตรา ๑๕๗ ก็ต้องจับไว้ก่อน ฟ้องไว้ก่อนเพื่อให้ตัวเองไม่ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ตามมาคือประชาชนที่ก้าวหน้าไปแล้ว ประชาชนที่คิดใหม่ไปแล้วเขารู้สึกว่าในสามัญ สำนึกของเขานี่เขาไม่ได้ผิดนี่นา ความรู้สึกอันนี้ละมันเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของ รัฐกับประชาชน สุดท้ายมันนำไปสู่ความไม่มั่นคงของรัฐในที่สุด นี่คือประเด็นที่อยาก จะยกขึ้นมา ดังนั้นก็มีข้อเสนออยู่ประมาณสัก ๑๐ ประเด็นที่อยากจะยกมาเพื่อเป็นความคิด ที่จะเอาไปใช้ในการที่จะปรับปรุงกฎหมายของรัฐบาลต่อไป

ประการแรก ก็คือมันต้องตั้งต้นด้วยการทบทวน คือตั้งตัวกันไหมว่าเราควร ที่จะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงเสียก่อน ปรับปรุงอย่างไรครับ ปรับปรุง โดยเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาระบอบประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ความคิดเมื่อศตวรรษ ที่แล้ว ซึ่งใช้ความเรียกว่าการต่อสู้ด้านสงครามเย็นหรือว่าการบัญญัติให้ประชาชนได้อยู่ ในกรอบ ความคิดนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ เมื่อคิดจะเปลี่ยนใหม่ก็ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้ไป แนวทางนี้ ถ้าเราจะยกของอับราฮัม ลินคอล์น ก็คือกฎหมายต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ดังนั้นกฎหมายความมั่นคงต้องยืนอยู่บนพื้นฐาน ของประชาชนได้ประโยชน์เป็นที่ตั้ง

ประเด็นที่ ๒ ก็คือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายอย่างปัจจุบันอย่างที่ หลายท่านก็พบอยู่ในการชุมนุมบ้าง หรือว่าการจับกุมคุมขังในเรื่องต่าง ๆ บ้าง บางครั้ง เจ้าหน้าที่จะไม่เข้าใจเรื่องความมั่นคงจริง ๆ ดังนั้นการที่จะดำเนินคดีด้านความมั่นคง ในอนาคตก็ควรจะปรับปรุงให้เป็นรูปของคณะกรรมการหรือว่าเป็นองค์คณะอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการสืบสวนสอบสวนร่วมก็ได้ ตัวอย่างที่เราควรจะต้องมีก็คือเจ้าหน้าที่จาก สภาความมั่นคงไหม จากสำนักข่าวกรองไหม ซึ่งเขาอาจจะปิดตัวเหมือนกับที่เรื่องศาลเด็ก และเยาวชนจำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่จากด้านสังคมสงเคราะห์มาดู ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ โดยเฉพาะ แต่ถ้าเกิดดำเนินคดีแบบคดีอาญาจริง ๆ มันจะมีแต่ว่าจะจับกุมคุมขังเท่านั้น มันไม่สามารถที่จะไปทางอื่นได้

ประเด็นที่ ๓ ก็คือยกตัวอย่าง อย่างประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ คำว่า ยุยงปลุกปั่น มีความหมายแค่ไหน กว้างแค่ไหน ลึกแค่ไหน อะไรที่แปลว่ายุยงปลุกปั่น กันแน่ เพราะเท่าที่พบส่วนใหญ่แล้วก็คือการโจมตีรัฐบาล เมื่อเกิดการโจมตีรัฐบาล คือปกติ แล้วรัฐบาลเป็นองค์กรสาธารณะ เป็นบุคคลสาธารณะ โจมตีไปเถอะรับฟังแล้วมาใช้เป็น ประโยชน์แก้ไขถ้ามันแก้ไขได้ แก้ไขไม่ได้ก็ชี้แจงไปก็จบ แต่เนื่องจากว่ารัฐบาลมีความรู้สึกว่า ตัวเองรัฐบาลจะไม่มั่นคงมันก็เลยดำเนินคดีไป มันก็เกิดการขัดแย้งกันระหว่างประชาชน กับรัฐบาล แล้วโดยใช้เงื่อนไขว่ามันไปผิดความมั่นคง เมื่อเป็นเช่นนี้กฎหมายความมั่นคงที่เรา ควรจะปรับปรุงก็ควรจะต้องตั้งต้นที่จะต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันจะนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมาย แล้วก็ พยายามที่จะเอาผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เข้ามาช่วยกัน แล้วก็มาสร้างกระบวนการกฎหมาย ความมั่นคงในหลาย ๆ ด้านเสียใหม่ โดยใช้ประชาชนเป็นที่ตั้ง

ประเด็นที่ ๔ รัฐธรรมนูญไทย มาตรา ๔๔ แล้วก็รัฐธรรมนูญของเยอรมนี มาตรา ๘ รับรองสิทธิของประชาชนในการที่จะชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเหมือนกัน แล้วก็มี พ.ร.บ. ชุมนุมเหมือนกันทั้ง ๒ ประเทศ แต่ในประเทศไทยผู้ชุมนุมมักจะโดนจับ ในขณะที่ทางประเทศเยอรมนีโอกาสที่เจ้าหน้าที่รัฐจะไปจับกุมประชาชนน้อยมาก เพราะว่า กระบวนการยุติธรรมของเขาจะมีเรื่องศาลปกครอง เขาจะพยายามเปิดเสมอที่จะไม่รบกวน สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่ของเราจะดำเนินการคดีทางอาญาไปก่อนเลย หรืออย่างน้อยที่สุดประชาชนก็จะโดนเรื่องคดีจราจร เรื่องความสะอาดเป็นหลักก่อนแล้ว ทุกคนที่ลงไปนี่ก็โดนไปก่อนแล้ว การชุมนุมอาจจะไม่ใช่เป็นคนจัดด้วยซ้ำ แค่ชักชวนมา ก็ถือเป็นผู้จัดการชุมนุมแล้ว ก็จะโดนคดีไปก่อนโดยที่ยังไม่ตั้งตัว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือความ แตกต่างระหว่างเยอรมนีกับไทยในเรื่องกฎหมายที่คล้ายกันหรือเหมือนกันในระบอบ ปกครองแบบเดียวกัน

ประเด็นที่ ๕ ก็คือความแตกต่างระหว่างไทยกับเยอรมนีตรงนี้ละครับ มันทำให้ประเทศไทยกับเยอรมนีแตกต่างกัน เยอรมนีมีคนหัวรุนแรงขวาจัดขนาดที่ว่า ไม่เอาระบอบประชาธิปไตยที่โดนจับไปเมื่อเร็ว ๆ นี้มันก็มี แต่เขาก็อยู่อย่างสงบ แล้วคน ชาวเยอรมันเขาชุมนุมอยู่เสมอ เรียกร้องอยู่เสมอ รัฐบาลก็สามารถตอบสนองได้เสมอ เหมือนกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตย เท่านั้นที่จะสร้างความมั่นคงให้กับรัฐได้ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาลนะครับ เป็นความมั่นคง ของรัฐ นั่นคือให้คนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลายไม่ถูกปิดปากและสามารถอยู่ด้วยกันได้ อย่างสงบ อันนี้คือประเด็นของมัน ดังนั้นการที่จะรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงกับเสรีภาพ มันจะนำไปสู่ความมั่นคงของรัฐ

ประเด็นที่ ๖ เนื่องจากเราทราบแล้วละว่าคดีความมั่นคงถูกนำมาใช้ ทางการเมือง ดังนั้นการปรับปรุงนี้ก็ควรจะต้องเน้นที่จะปล่อยคดีความมั่นคงมากกว่าที่จะ จับกุมคุมขัง หรือว่าในประมวลวิธีพิจารณาความอาญาอาจจะต้องมีเพิ่มเติม ผู้ต้องสงสัย มากกว่าผู้ต้องหา และมีกระบวนการวิธีการที่ต่างออกไปแบบเดียวกับที่ในต่างประเทศเขาทำ

ประเด็นที่ ๗ พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนจะถึงศาลควรจะได้รับการอบรมเรื่อง ความมั่นคงให้ชัดเจนออกไป

ประเด็นที่ ๘ กลไกการดำเนินคดีด้านความมั่นคงต้องแยกต่างหาก จากคดีอาญา อาจจะมีการดำเนินการเป็นพิเศษ อย่างที่กราบเรียนให้ทราบแล้วว่ามีเรื่องของ การสืบสวนสอบสวนร่วม มีคณะกรรมการร่วมอะไรต่าง ๆ นี้นะครับ แล้วก็เปิดโอกาสให้กับ ผู้โดนคดีความมั่นคงจะต้องมีการคุ้มครองในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการสู้คดีบ้าง ในการ เยียวยา ในการประกันตัวที่ยืดหยุ่นมากขึ้น คำถามจากท่านสมาชิกอาจจะมีอยู่คำหนึ่ง แล้วกรณีความขัดแย้งที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ว่า การที่ไปจับประชาชนโดยที่หลักฐานไม่สมบูรณ์ ถ้าจับผิดจะทำให้เกิดแนวร่วมมุมกลับ เกิดความคับแค้นข้องใจ เกิดความเคียดแค้น แล้วจะ ขยายตัวเป็นความขัดแย้งต่อไป ประชาชนเขาก็รู้ว่าใครเป็นคนทำ ถ้าจับถูกตัวเขาไม่ว่า แต่ถ้าจับผิดตัวมันจะเป็นเรื่องต่อไป ดังนั้นในการดำเนินการวิธีการแบบนี้ที่มีกระบวนการ ยุติธรรมที่ดีในเรื่องของความมั่นคงก็จะทำให้ลดจำนวนผู้ที่ถูกจับผิดตัว แล้วก็สามารถที่จะ พบเป้าหมายที่เป็นผู้ก่อการร้ายจริง ๆ ออกไป

ประเด็นที่ ๙ จะยกกรณีตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างที่ชัดเจน อย่างกรณี พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ นี้ เราทราบอยู่แล้วว่าประชาชนมักจะโดนเรื่องจราจรบ้าง ความสะอาดบ้าง เราก็แก้นิดเดียวว่าให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกประชาชน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐอำนวยความสะดวกประชาชนแล้วนี่ การที่จะไปผิดกฎหมายจราจร ไปผิดกฎหมายความสะอาดก็ยากแล้ว เพราะเจ้าที่รัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกใช่ไหมครับ หรืออีกประเด็นหนึ่งก็คือการใช้คำว่า ความมั่นคง ไปครอบคลุมทุกเรื่อง บางทีก็อาจจะมี ยกตัวอย่างก็ได้ไปฟังมา ว่าเวลาโอนเงินเข้ามาในประเทศไทย โอนเงินเข้ามาปั๊บมันจะมี กฎหมายที่จะดำเนินการเรื่องการฟอกเงิน เรื่องยาเสพติดอะไรต่าง ๆ แล้วบอกว่าเป็นเรื่อง กฎหมายความมั่นคง ก็ขอตรวจสอบก่อน พอขอตรวจสอบก่อนก็จะหยุดเงินนี้ไว้ประมาณสัก ๓ เดือน ๖ เดือนแล้วแต่ก่อนตรวจสอบ แต่ผู้ที่เอาเงินเข้ามาเขามีดอกเบี้ยเดินทุกวัน อันนี้ จะแตกต่างจากทางต่างประเทศที่เขาจะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนจนชัดเจนก่อนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องก่อการร้ายจริง ๆ จึงจะออกเรื่องกฎหมายความมั่นคง ดังนั้นผมขอสรุปครับ ท่านประธานครับ ว่าเรื่องของความมั่นคงนั้น ที่แท้จริงแล้วจะต้องเป็นการยอมรับความเห็นต่าง อย่างสร้างสรรค์จากทุกฝ่าย จากประชาชน แล้วก็จากเจ้าหน้าที่รัฐ อันที่ ๒ ก็คือความมั่นคง ของรัฐ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล และประเด็นสุดท้าย การแก้ไขกฎหมายความมั่นคง มิใช่การบั่นทอนความมั่นคง หากแต่ว่าเป็นการสร้างเสริมความมั่นคงให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง แล้วก็ประชาชนทุกฝ่าย รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วก็รัฐเองจะได้รับความมั่นคงสถาพรสืบไป ขอบคุณครับ