รงค์ บุญสวยขวัญ ตั้งข้อสังเกตต่อร่างธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 3 โดยวิพากษ์รูปแบบการนำเสนอที่ขาดความน่าเชื่อถือ กระบวนการจัดทำที่ขาดความชัดเจนทั้งในแง่ระเบียบวิธีและกรอบแนวคิด รวมถึงความคลุมเครือในเป้าหมายและกลไกการขับเคลื่อน จึงเรียกร้องให้มีแนวทางปฏิบัติและตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมเพื่อเชื่อมโยงการทำงานของอาสาสมัครกับหน่วยงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับธรรมนูญ ว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่าง อยู่ ๓-๔ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านจิรายุเมื่อสักครู่บอกว่า อันที่ ๑ เลย ตัวเอกสาร ในบรรดาเอกสารที่เข้าสู่สภาจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มารายงานที่สภา หน่วยงาน ของท่านขี้เหร่ที่สุดครับ อันนี้ผมพูดแบบด้วยความเคารพท่านประธาน ฝากจากท่านประธาน ไปถึงหน่วยงาน ขี้เหร่ครับ เรากำลังจะทำธรรมนูญ มันจะต้องมีเอกสารที่ดีพอ อันนี้แสดงว่า ไม่ดีพอเพราะยังต้องฟังอะไรอีกเยอะแยะในรายทางนี้ แล้วก็ไปทำเป็นไฟนัล รีพอร์ต (Final report) อันนี้ถือว่าขี้เหร่นะครับ อันที่ ๒ ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับผู้ทรงวุฒิที่อภิปราย ไปแล้วก็คือว่าการจัดทำของท่านนี้ขาดเมธโทโดโลจี (Methodology) ท่านไม่ได้อ่าน ท่านไม่ได้เขียนว่ากระบวนการได้มาหรือกระบวนการทำอย่างไรต่อไป ไม่มีอะไรมากนะครับ เพราะว่าอะไรครับ อยู่ ๆ ในตัวเอกสารขึ้นต้นเลย สถานการณ์และปัจจัยซึ่งมีอยู่ ๕ เรื่อง
ประเด็นที่ ๒ ท่านพูดถึงคอนเซพชวล เฟรมเวิร์ค (Conceptual Framework) คือท่านพูดกรอบของท่าน กรอบของท่านก็เป็นกรอบที่น่าสนใจ
ประเด็นที่ ๓ ท่านก็พูดถึง ในส่วนที่ ๓ ท่านพูดไว้ก็น่าสนใจ แต่ผมลง รายละเอียดเนื้อหาที่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ อันแรกเลยกรอบแนวคิดข้อ ๒.๑.๒ คุณลักษณะ ที่พึงประสงค์และเป้าหมายในระบบสุขภาพระยะ ๕ ปี หน้า ๑๖ อ่านแล้ว ยังไม่เห็นอะไร เหมือนกับที่ท่านจิรายุหรือท่านสมาชิกผู้มีเกียรติก่อนหน้าได้อภิปรายกันไป เรื่อย ๆ ว่ามันเหมือนกับเขียนเปเปอร์ (Paper) ของนักศึกษาระดับเกรดดูเอท สทัดดี (Graduate study) ไม่มีอะไรชี้ชัด นั่งจินตนาการเพราะขาดที่มาที่ไป เพราะขาดเครื่องมือ ขาดข้อมูล คุณลักษณะที่พึงประสงค์ในระบบ ๕ ปีข้างหน้าท่านก็เขียนลอย ๆ ไว้ ประมาณ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ บรรทัด พูดแล้วก็ถูก เขียนอย่างไรก็ถูก ใช้ภาษาดี ๆ ใช้เวิร์ดดิง (Wording) ที่ฟังแล้วสวย หรืออาจจะพิศวงงงงวยสำหรับคนที่อาจจะไม่เข้าใจถึงมโนทัศน์ หรือคอนเซ็ปต์ (Concept) เหล่านี้ ไม่ได้บอกว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์คืออะไร เพราะระบบสุขภาพของท่าน ท่านก็นิยามไว้ชัดเจนคือระบบความสัมพันธ์ทั้งมวล แล้วอะไร อย่างไร อะไรคุณลักษณะที่พึงประสงค์ อันนี้เมื่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ไม่ชัด มันก็เข้าไปสู่ ท่านสร้างส่วนที่ ๓ ก็คือมาตรการที่จะไปสู่เป้าหมาย ท่านมีแต่เป้าหมายกับมาตรการ เขียนแบบลอย ๆ หมดเลย แล้วก็ไม่มีกลไก ส่วนอีกตัวหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะต้องเพิ่ม ในเอกสารชิ้นนี้ก็คือกลไก ท่านพูดเป้าหมาย ท่านพูดมาตรการไว้เยอะ เช่น มาตรการว่าด้วย การจัดการระบบบริการสุขภาพมีเป้าหมายอย่างไร มีมาตรการสำคัญ ข้อ ๑๕ ข้อ ๑๖ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๘ ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๐ ข้อ ๒๑ ข้อ ๒๒ ข้อ ๒๓ ว่าด้วยการออกแบบ ว่าด้วยการ สร้างเสริม ว่าด้วยการพัฒนาระบบ สิ่งเหล่านี้เป็นภาษาที่สวย แล้วก็ไม่สามารถที่จะทำให้เรา เข้าใจ ไม่สามารถที่จะบ่งบอกประชาชนในประเทศ ๖๐-๗๐ ล้านคนว่า ถ้าเราอ่านอันนี้แล้ว โอ้โฮสุขภาพของเรา หมายถึงระบบความสัมพันธ์มวลรวมเราแฮปปี (Happy) เลยใน ๕ ปีข้างหน้า มองแล้วยากครับ เพราะท่านพัฒนาระบบ ท่านออกแบบสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันเป็น ภาษาทางโพลิซี (Policy) อันนี้เข้าใจ แต่วันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการเมื่อเข้าสู่สภาก็คือ บอกเขาได้ไหมว่ากลไกของท่านท่านทำอะไร เช่นยกตัวอย่างมาตรการว่าด้วย ข้อ ๒๒ เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการทำงานอาสาสมัคร/จิตอาสาเพื่อส่งเสริมระบบบริการ สุขภาพ เท่านั้น ท่านก็ว่าไปประมาณ ๓ บรรทัดครึ่ง แน่นอนครับ ไม่มีเคพีไอ (KPI) ไม่สามารถทำอะไรได้เลยหลังจากนี้ สิ่งที่อยากจะเห็นในเอกสารชิ้นนี้ก็คือกลไกที่จะเกิดขึ้น ทำอย่างไร ผมยกตัวอย่างก็ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นของพวกวอลลันเทียร์ (Volunteer) ต่าง ๆ พี่น้องเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญมากอยู่ในชุมชนเมือง ท่านก็บอกว่าปัจจัยก็คือความเป็นเมือง เออร์บาไนเซชัน (Urbanization) แน่นอนจิตอาสาเป็นเรื่องสำคัญ วอลลันทารี ออแกไนเซชัน (Voluntary Organization) หรือองค์กรอาสาสมัครเป็นเรื่องใหญ่ คำถามก็คือกลไกว่า องค์กรอาสาสมัครเหล่านั้น มูลนิธิเหล่านั้น เขาจะมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานหลักอย่างไร เขียนลอย ๆ ว่าเราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้อาสาสมัคร แต่อาสาสมัครในพื้นที่ทำงาน ลำบาก ก็คือว่าลำบากมากที่จะทำให้กระบวนการทำงานเพื่อเสริมสร้างสุขภาพไปต่อยอด หรือไปเสริมส่วนที่ขาดแคลนที่ท่านพูดถึงธรรมาภิบาลทำไม่ได้ ตัวอย่างของกลุ่มเด็กเมือง นครอาสาต้องการที่จะช่วย ผมยกตัวอย่าง พี่น้องประชาชนออกจากโรงพยาบาลแล้วไม่มี สตางค์เลย ออกจากโรงพยาบาลไปบ้านไม่มีสตางค์ ออกจากโรงพยาบาลมหาราชไม่มีสตางค์ แต่ต้องการที่จะเอากลับบ้านไปอย่างไร ออกจากโรงพยาบาลนะครับ อาฟเตอร์ (After) ออกจากโรงพยาบาลไม่มีสตางค์ เด็กเหล่านี้จะเข้าไปช่วย อาสาสมัครเหล่านี้จะเข้าไปช่วย คำถาม แล้วเขาจะไปต่อยอดหรือเขาจะไปคอนเน็กชัน (Connection) กับโรงพยาบาล อย่างไรเพื่อที่จะให้มันไร้รอยต่อระหว่าง นาย ก ซึ่งเป็นพี่น้องผู้ป่วยยากไร้ออกจากบ้าน แล้วจะมีวอลลันทารี ออแกไนเซชัน (Voluntary Organization) องค์กรอาสาสมัครรับเขาไป ส่งที่บ้าน ให้สตางค์ ให้ข้าวสารต่อกันไม่ได้ สิ่งตรงนี้ผมยกตัวอย่างว่านี่คือสิ่งที่เป็น ปรากฏการณ์เป็นจริง ซึ่งควรจะมีการเขียนไว้ในกลไก แล้วธรรมนูญฉบับนี้ไม่มี เมื่อมันไม่มี ก็แสดงว่ามันเป็นภาษาที่สวย มันเหมือนกับเป็นโพลิซี บรีฟ (Policy brief) ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่นักศึกษา หรือบัณฑิตศึกษาเขาทำกัน ถ้าเป็นแบบนี้ก็น่าเสียดายโอกาสตรงนี้นะครับ ก็ขอขอบคุณ ที่ตั้งข้อสังเกต บางเรื่องก็อาจจะตรงแรง ๆ บางเรื่องก็อาจจะไม่แรงก็ไม่เป็นอะไร แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็อยากจะให้ธรรมนูญซึ่งมีอยู่ ๕ ปีข้างหน้าเป็นสิ่งที่เป็นความหวังของระบบ ความสัมพันธ์แบบมวลรวม เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพชีวิตของเขาดี ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ