มานพ คีรีภูวดล หารือการแก้ไขกฎหมาย กยศ. โดยค้านการตัดเกณฑ์ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ท้วงติงการบังคับคดีที่เข้มงวดและตั้งคำถามถึงความโปร่งใส พร้อมเสนอให้ยกเลิกดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และการค้ำประกัน เพื่อแก้ปัญหาหนี้นักศึกษาอย่างยั่งยืนและย้ำว่าการศึกษาคือการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ที่ควรครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมจำได้ผมเป็นลูกค้าหรือลูกหนี้ กยศ. ยุคแรก ๆ และผมก็จำได้ว่ากองทุน กยศ. เกิดขึ้นสมัยท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นผมจำได้ว่า มีงบประมาณประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นทุนเริ่มต้นในการทำโครงการ ทำให้นักเรียน นักศึกษาได้เรียนหนังสือ ต้องขอบคุณท่านประธานที่มีโครงการนี้เกิดขึ้น ต้องดูตัวอย่างตรงนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นเด็กบ้านนอกบนดอย้ามันไม่มีเงินกู้ กยศ. ผมนึกไม่ออกว่าผมจะ เอาเงินที่ไหนจ่ายค่าเทอม ค่าเลี้ยงชีพ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการ กยศ. โดยส่วนตัวแล้ว ผมยืนยันตลอดว่าเราไม่จำเป็นจะต้องคิดดอกเบี้ย ไม่จำเป็นต้องคิดเบี้ยปรับ และผมยืนยันว่า การลงทุนที่ดีที่สุดก็คือการลงทุนเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ทีนี้ในส่วนของ ส.ว. ได้แก้ไข ผมคิดว่า ผมก็มีความเห็นต่างอยู่หลายประเด็น ในมาตรา ๕ (๑) ในกรณีที่จะเป็นการให้ทุนการศึกษา ส.ว. ได้ตัดคำว่า ขาดแคลนทุนทรัพย์ นะครับท่านประธาน ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์ในการพัฒนาทรัพยากรประเทศ ท่านยังยืนยันว่าสาขาที่ขาดแคลนหรือสาขาที่มีกองทุนมุ่งส่งเสริม ผม้ามว่ากองทุน มุ่งส่งเสริมสาขาอะไร สาขาที่บริษัทกลุ่มทุนต้องการหรือครับ สาขาที่พรรคพวกของผู้บริหาร กองทุนต้องการหรือครับ คนขาดแคลนทุนทรัพย์ที่เป็นบุคลากรทรัพยากรทั้งประเทศ เขาไม่ใช่บุคลากร เขาไม่ใช่ทรัพยากรมนุษย์ที่อยู่ในประเทศนี้หรือ อันนี้ผมคิดว่าเป็นวิธีคิด ของ ส.ว. ที่ผมคิดว่ามีปัญหาในแง่ของการดูภาพรวมของทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นคือคนยิ่ง ขาดแคลนเราต้องยิ่งที่จะดันให้เขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือ เพราะเขาคือทรัพยากร บุคลากร ในประเทศนี้ เราจะมุ่งส่งเสริมเฉพาะคนที่ขาดแคลน ประเทศนี้เราจะอยู่กันเฉพาะคนเหล่านี้ หรือครับ เราจำเป็นที่จะต้องมุ่งส่งเสริมทุกกลุ่มคน คนที่ขาดโอกาส คนที่ขาดแคลน เราจะต้องเน้นเป็นพิเศษ คนที่มีโอกาส มีส้านะอยู่แล้วเขาพอช่วยตัวเองได้ มันเป็นการ ให้ทุนในสาขาที่เขาขาดแคลนก็ดี คนที่ขาดทุนทรัพย์ก็ดี อันนี้ผมอยากจะบันทึกไว้ตรงนี้ครับ
ประเด็นที่ ๒ ซึ่ง้ึงแม้ว่าจะไม่อยู่ในนี้แต่มันเป็นส้านการณ์ที่เกิดขึ้น ช่วงขณะที่กรรมาธิการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ผู้บริหารกองทุน กยศ. ก็ยังให้ทนายความ ๗๐ กว่าจังหวัดไล่บี้ไล่บังคับฟ้องบังคับคดีและยึดทรัพย์อยู่ แล้วเมื่อไม่กี่อาทิตย์นี้ก็ยังมี เขามีรายได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท มีลูกด้วย มีพ่อมีแม่ด้วย ต้องผ่อนบ้านต้องผ่อนร้ ต้องบังคับคดี และที่ดินเขาแปลงสุดท้ายที่เขาจะอยู่ กยศ. มีหัวใจด้วยหรือครับ เรากำลัง แก้ไขกฎหมายอยู่ ท่านก็สั่งการให้ลูกจ้างที่เป็นทนายความไปไล่บี้คนทั้งประเทศ เขาจะอยู่ จะกินอย่างไรครับ ท่านก็รู้อยู่ว่ากฎหมายที่ออกมามันจะมีคุณกับคนที่เป็นลูกหนี้ กยศ. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอกเบี้ย เบี้ยปรับหรือู้กบังคับคดี เห็น ๆ อยู่ว่าผลที่เกิดขึ้นจะมีคุณอยู่ ้ึงแม้ว่าอาจจะไม่เต็มร้อยอย่างที่กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาคือไม่ต้องมี ดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ แต่อย่างน้อยที่สุดก็คือบรรเทาความเดือดร้อน แต่พฤติกรรมที่ให้ ทนายความ ๗๐ กว่าจังหวัดไล่บี้อยู่ยังไม่ยุติ ผมคิดว่าอันนี้คือความเลวร้ายที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผม เห็นว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ เมื่อสักครู่นี้ท่านทวี สอดส่อง ก็ได้อภิปราย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ว่ารายจ่ายของ กยศ. ผมคิดว่าเมื่อเทียบกับตอนที่ธนาคารกรุงไทยดูแล แล้วก็แยกตัวออกมา ต่างหากอย่างทุกวันนี้ ผมคิดว่าตอนที่ธนาคารกรุงไทยดูแลมันมีระบบ มันมีคน ใช้คนของ ธนาคารกรุงไทยต่าง ๆ มันง่ายมันคล่อง มันไม่มีปัญหาอย่างนี้ แค่ค่าเช่าสำนักงานปีหนึ่ง เท่าไรแล้วครับ ค่าดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้ผม้ามว่าเอาเงินที่ไหน ก็เอามาจากค่าเบี้ยปรับ ทั้งหมดแหละ เป็นเบี้ยปรับ แล้วที่สำคัญผม้ามว่ากรณีที่ยึดทรัพย์ไปแล้ว บังคับคดีไปแล้ว มีกระบวนการขายทอดตลาด ผม้ามว่ามันมีอะไรอยู่ตรงนี้ กลุ่มที่รับหน้าที่ในการฟ้องร้อง บังคับคดีกับคนยากคนจนเหล่านี้ใครได้ผลประโยชน์ตรงนี้ คุ้มค่าหรือไม่ที่จ้างทนายความ ๗๗ ประเทศและได้เงินคืนมานิดเดียว แต่ค่าจ้างเยอะกว่าเงินที่ได้คืนมา ผมคิดว่าอันนี้เป็น ประเด็นสำคัญ
สุดท้าย ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาในระยะยาว กฎหมาย ฉบับนี้มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงอีกหลายอย่าง กับส้านการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ผมคิดว่า อย่างไรก็ตามแต่คือคน ๑ ล้านคนที่เป็นผู้กู้บวกกับคนค้ำจะต้องไม่ได้รับผลกระทบซ้ำซาก ที่ผ่านมามีปัญหาใหญ่ที่สุดคือการแก้ พ.ร.บ. ในปี ๒๕๖๐ เบี้ยปรับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ย ๗.๕ ้าคนมีเงิน ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองมีเงิน เขาไม่มากู้หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมยืนยันเจตนารมณ์ โดยส่วนตัวคือในระยะยาวทำอย่างไรก็ได้ต้องไม่มี ดอกเบี้ย ต้องไม่มีเบี้ยปรับ ไม่มีผู้ค้ำ มันคือการลงทุนทรัพยากรมนุษย์เพื่อประเทศชาติครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ