จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ชี้แจงการสนับสนุนทางการเงินของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะให้รัฐวิสาหกิจในโครงการต่าง ๆ ทั้งด้านคมนาคม พลังงานสะอาด และการใช้น้ำบาดาล พร้อมรายงานผลการชำระหนี้จากองค์กรรัฐวิสาหกิจ 11 แห่งรวมกว่า 51,868 ล้านบาท และอธิบายถึงกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะที่เน้นการปรับโครงสร้างเพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและสกุลเงิน โดยยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยให้อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการประเมินโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ได้รับผลต่ำจากข้อจำกัดในการบริหารจัดการ ซึ่งการเคหะแห่งชาติได้เร่งดำเนินการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของโครงการแล้ว
ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะคะที่ได้ถามคำถามที่มีคุณค่า แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะในวันนี้ สำหรับคำถาม และข้อเสนอแนะจากท่านแรก คือ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านมีประเด็นถามถึงว่า โครงการที่ สบน. ได้เข้าไปดูแลรัฐวิสาหกิจผ่านการกู้เงินในโครงการลงทุนและการเสริม สภาพคล่องของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ กระทรวงการคลังจริง ๆ แล้วก็มีส่วนผลักดันแล้วก็ดูแล รัฐวิสาหกิจหลาย ๆ ประเภท อย่างเช่น รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินโครงการด้านคมนาคมขนส่ง ที่ต้องรับหน้าที่เป็นพับบลิก เซอร์วิส (Public service) ไม่ว่าจะเป็น ขสมก. รถไฟ การรถไฟ แห่งประเทศไทย หรือว่ารถไฟฟ้าก็ตาม อันนี้กระทรวงการคลังมีหน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นกู้มา แล้วก็ให้กู้ต่อกับหน่วยงานพวกนี้ เราก็มีการแนะนำรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงาน คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจในการขับเคลื่อนแผนการปรับโครงสร้างแล้วก็แผนการฟื้นฟู ของแต่ละรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น ในส่วนของโครงการสาขาพลังงาน ทางกระทรวงการคลัง ก็ได้หารือกับกระทรวงพลังงานในการเปลี่ยนรูปแบบในการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าให้รองรับ ระบบเรื่องรีนิววาเบิล เอนเนอร์จี (Renewable energy) หรือว่ากรีน เอนเนอร์จี (Green energy) ให้มากขึ้น แล้วก็ได้มีการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ที่ถึงวิธีการ ที่จะรองรับระบบตรงนี้
นอกจากนี้เรื่องของการใช้น้ำบาดาล ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ก็ได้มีการให้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดเรื่องของโควิด ๑๙ (COVID-19) ไป ให้ดำเนินการด้วย แต่ว่ามีหลายแห่งที่ดำเนินการไม่ได้ เนื่องจากว่ามีประเด็นเรื่องดินเค็มทำให้น้ำบาดาล ที่เจาะไปก็มีความเค็มด้วย อย่างไรก็ดีก็จะมีการศึกษาต่อไป สำหรับในเรื่องข้อเสนอแนะ ที่ท่านให้ดูแลเรื่องตลาดเซฟวิงบอนด์ (Saving bond) ตลาดพันธบัตรออมทรัพย์ สำหรับภาคประชาชน ในส่วนที่ประชาชนจะขายคืนพันธบัตรตรงนี้ให้มีสภาพคล่อง มากยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นส่วนที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็พยายามศึกษาอยู่ เพื่อส่งเสริม การออมทรัพย์ของภาคประชาชนด้วย ขอขอบพระคุณในคำถามและข้อเสนอแนะของ ท่านพิสิฐนะคะ
ถัดไปเป็นประเด็นคำถามของพลตำรวจตรี สุพิศาล ซึ่งได้มีข้อสังเกต เรื่องการชำระหนี้จากแหล่งอื่นว่าจำนวนเงินที่มาจากแหล่งอื่นเป็นจากส่วนไหน ซึ่งก็จะขอ เรียนท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล ว่าในส่วนรัฐวิสาหกิจเขาก็ได้มีการชำระหนี้จากรายได้เข้ามา เพิ่มเติมทั้งเงินกู้และดอกเบี้ย ซึ่งจะมีรัฐวิสาหกิจจำนวน ๑๑ แห่งด้วยกันที่มีรายได้มาชำระ ต้นเงินกู้ กับดอกเบี้ยเพิ่มเติม วงเงินรวม ๕๑,๘๖๘ ล้านบาท ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากนี้ท่านได้ถามถึง โครงการของการเคหะแห่งชาติว่าผลการประเมินโครงการอยู่ในระดับซี (C) ซึ่งตรงนี้ก็จะขอ เรียนว่าโครงการที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ประเมินใช้หลักเกณฑ์ของไจก้า (JICA) และโออีซีดี (OECD) เป็นหลักสากลในการวัด ๕ ด้านด้วยกัน จะเป็นข้อแรกคือเรื่องของ ความสอดคล้องกับนโยบาย ข้อ ๒ เรื่องประสิทธิผลในการดำเนินงาน ข้อ ๓ เรื่อง ประสิทธิภาพ ข้อ ๔ ผลกระทบของโครงการต่อประชาชน ข้อ ๕ คือความยั่งยืนของโครงการ ซึ่งการที่การเคหะแห่งชาติได้ระดับซี (C) เนื่องจากว่ามีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คือมีการดำเนินงานที่ยาวกว่าแผนงาน แล้วก็โครงการที่ประเมินคือโครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ ๓ และระยะที่ ๔ ซึ่งเป็นการดำเนินการทั่วประเทศจึงมีความยากที่จะดูแลนะคะ แต่อย่างไรก็ดีการเคหะก็เร่งดำเนินการแล้วก็ขยายการส่งมอบให้ทันกำหนดเวลานะคะ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือโครงการนี้จะต้องส่งมอบหลังจากแล้วเสร็จให้กับ ภาคประชาชนในการดูแลต่อไปนะคะ ซึ่งความเข้มแข็งของภาคประชาชนในส่วนที่รับ โครงการไปดูแลต่อก็ยังต้องอยู่ในความดูแลของการเคหะแห่งชาติต่อไป ซึ่งการเคหะแห่งชาติ ก็รับข้อสังเกตในจุดนี้เพื่อที่จะไปดูแลในเรื่องของความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลังทำ โครงการ คือเรื่องจัดการระบบน้ำเสียของบ้านเอื้ออาทรเหล่านี้นะคะ ขณะนี้การเคหะแห่งชาติ ก็รับทราบแล้วก็จะไปดำเนินการต่อไปเรียบร้อยแล้วนะคะ
นอกจากนี้สำหรับเรื่องดอกเบี้ยของเงินกู้ในพอร์ต (Port) หนี้สาธารณะ ทั้งหมด ๑๐ ล้านล้านบาทจะมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ ๒.๔๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็นับว่าเป็น อัตราที่ไม่ได้สูงมากนะคะ อันนี้ก็สามารถตอบคำถามของ พลตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ด้วยเลยว่า ในการปรับโครงสร้างหนี้ สบน. เมื่อหนี้ที่ครบกำหนด สบน. ก็จะพิจารณาว่าหนี้ตัวไหน สามารถที่จะปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ระยะสั้นก็ปรับเป็นหนี้ระยะยาวหรือหนี้ที่ อัตราดอกเบี้ยสูงก็ปรับไปเป็นหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำลง หรือว่าหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ก็จะปรับเป็นหนี้ในประเทศเป็นส่วนใหญ่นะคะ เราจะมีกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะ ระยะปานกลางซึ่งจะดูความเสี่ยง ๓ ตัวนี้เป็นหลักนะคะ ซึ่งในปี ๒๕๖๖ มีหนี้ที่ครบกำหนดชำระ ตามสัญญาประมาณ ๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ปี ๒๕๖๗ จะมีครบกำหนดจำนวน ๔ แสนล้านบาท ซึ่ง สบน. ก็ทำแผนการปรับโครงสร้างหนี้เป็นประจำทุกปีค่ะ สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่ท่านถาม ก็เช่นเดียวกันอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ ๒.๔๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปีค่ะ ขอบพระคุณค่ะ