จุติ ไกรฤกษ์ ชี้แจงถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ โดยยกตัวอย่างโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดและการอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุ พร้อมย้ำถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ส่งเสริมเยาวชน และปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองเด็กให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงภายใต้กรอบการคลังที่ยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านณัฐวุฒิจากจังหวัดอ่างทอง แต่เป็นบัญชีรายชื่อแล้วก็เป็น มืออาชีพในการดูแลเด็กมาตั้งแต่ก่อนท่านเป็น ส.ส เป็นนักการเมือง จะเห็นได้ว่าคำถามของ ท่านนั้นพิสูจน์ความรักความห่วงใยมาจากข้างใน ไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ส. แต่อย่างไรก็ตาม ตอนที่ท่านเกริ่นตำหนิว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่เคยมาตอบคำถามของท่านเลยในสภา ต้องกราบเรียนว่ามันมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างออกไปก็คือท่านนายกรัฐมนตรีนั้นให้ความสำคัญ กับเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการอย่างเต็มที่ แล้วสิ่งที่ท่านทำคือเชิญผมไปพบประมาณ ทุก ๒ เดือน ว่าการบ้านที่ให้ไปแล้วมีอะไรบ้างที่นำมาส่งท่าน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ถ้าจะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้สนใจปัญหาของเด็ก เยาวชน คงจะบอกว่าการกระทำ เป็นเครื่องชี้ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้ที่ริเริ่มโครงการเงินเด็กแรกเกิด ๖๐๐ บาท แล้วรัฐบาลชุดปัจจุบันก็มาทำต่อ จาก ๖๐๐,๐๐๐ คน วันนี้ ๒ ล้านกว่าคนที่ได้รับ สิทธิประโยชน์อันนี้ แล้วการลงทุนในเรื่องเด็กนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แล้วให้ผลตอบแทน กับประเทศสูงที่สุด สิ่งที่ท่านณัฐวุฒิเคยกังวลก็คือว่า ทำอย่างไรจะให้เด็กนั้นได้รับเงิน ถ้วนหน้า ซึ่งรัฐบาลก็กำลังพิจารณาว่าระหว่างสิ่งที่ทำนี้กับความมีเสถียรภาพทางฐานะ การคลังของรัฐบาลจะให้มีความสมดุลได้อย่างไร
ประการต่อมาก็ต้องเน้นว่าผู้สูงอายุที่ท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ให้ความสำคัญก็คงจะไม่ใช่ เพราะท่านได้มอบนโยบายมาว่าสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แล้ว ให้หาทางดูแลเตรียมความพร้อม ก็กราบเรียนท่านว่า ๒ ปีที่ผ่านมาเราได้เพิ่มผู้ดูแล ผู้สูงอายุด้วยการอบรมถึง ๔๐,๐๐๐ คน สำหรับดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะนะครับ นอกจากนั้น แล้วของวัยรุ่นที่ท่านบอกว่าไม่เห็นความสำคัญก็เห็นครับ กระทรวงพาณิชย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็เป็นคนที่อบรมอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) การค้าขาย ธนาคาร ของรัฐก็ทำเรื่องของสตาร์ตอัป (Startup) เด็ก เยาวชนทั้งหลายกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ที่เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งจะเป็นผู้ประกอบการที่มีอนาคตในวันข้างหน้านะครับ คำถามที่ท่านให้มาเรื่องความรุนแรงของครอบครัว ต้องกราบเรียนว่า ผมก็ติดตามไม่แพ้ท่านเหมือนกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิด แม้กระทั่ง พ่อแม่เขาคงไม่อยากให้เกิดเอง คงจะเป็นชั่ววูบที่เกิดสติแตกแล้วก็ทำเกินเลยไป ผมคิดว่า สิ่งที่มีคงไม่ใช่กฎหมายอย่างเดียวที่รุนแรง กฎหมายคงไม่ใช่เรื่องที่จะมาห้ามปรามใคร เพราะว่าถ้าเผื่อทุกคนมีสติคำนึงถึงกฎหมายเสมอก็จะไม่มีใครทำละเมิดกฎหมายเลย แต่การที่ผิดพลาดไปก็อาจจะที่ด้วยความโมโห ความขาดสติ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เป็นข้อแก้ตัว ของสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ให้ความสำคัญกับการลดความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งท่านณัฐวุฒิก็เป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เราทำก็มีทำทั้งดูแล เยียวยาคนที่เกิดขึ้น แล้วก็สิ่งที่ท่านพูดว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ อะไรก็ตาม กลายเป็นว่าก็เป็นบทเรียนที่เราถอดบทเรียนมา เช่น เราได้ทำงานกับมูลนิธิเพื่อความยั่งยืน ทางสุขภาพในการทำให้ประชาชนทั้งหลายสามารถเข้าถึงในการแจ้งเหตุให้เกิดขึ้น แล้วก็ เราได้ใช้สถานีตำรวจเข้ามาร่วมกับโครงการนี้และโครงการนี้นำร่องไปแล้วหลายจังหวัด ในภาคเหนือ และสิ่งที่กราบเรียนท่านได้ก็คือว่าความห่วงใยของท่านนั้นก็ดีครับ เพราะว่า เมื่อทำโครงการนี้แล้วก็มีเหตุการณ์ที่พ่ออัป (Up) ยาแล้วก็ตีลูก มีผู้แจ้งเหตุผ่านแอป (App) ไป ๑๕ นาที ตำรวจเดินทางถึงที่เกิดเหตุป้องกันการเสียชีวิตไว้ได้ แล้วจากตรงนี้ อย่างน้อยที่สุดก็มีตัวอย่าง ๒ รายการที่สามารถช่วยเหลือเด็กทันเวลาในการที่ทำอย่างนี้ ฉะนั้นวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบนโยบายมาว่าขอให้ขยายจากตำรวจภาค ๖ ไปยัง ภาคอื่น ๆ ท่านในฐานะผู้บังคับบัญชา คณะกรรมการ กตร. ก็บอกว่าขอให้ทุกโรงพักที่อยู่ใน แต่ละภาคเข้ามามีส่วนร่วมกับกระทรวง พม. คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ เวลามีเหตุเกิดขึ้นก็ต้องมีทั้งอัยการ มีทั้งจิตแพทย์ มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปดูแล ตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าตรงนี้สิ่งที่ท่านกังวลเราก็กังวลเหมือนกับท่าน ไม่แตกต่างกันไปแล้วก็ได้มีมาตรการที่จะทำ ส่วนเรื่องของกฎหมายที่ท่านบอกว่ามี ก็ต้อง กราบเรียนว่ากฎหมายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะลงโทษหรือเป็นการปรามผู้ที่กระทำผิด แต่อยากจะกราบเรียนว่ารัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ได้ละเลยในสิ่งที่ท่านต้องการจะให้แก้ไขคือ มาตรา ๑๕๖๗ กฎหมายแพ่งพาณิชย์ (๒) เราก็ได้ทำเรื่องนี้ไปแล้ว ผมก็กราบเรียนว่า การปรับโครงสร้างของกระทรวง พม. ก่อนหน้านี้ก็ได้ปรับไปแล้ว แล้วก็จากสำนักงานที่ดูแล เรื่องคุ้มครองเด็กก็มาเป็นกรมกิจการเด็กเยาวชน ในปี ๒๕๕๙ ก็ได้เสนอเรื่องนี้ผ่านไปยัง กระทรวงยุติธรรมเพื่อให้มีการแก้กฎหมายในส่วนที่ท่านระบุเอาไว้นี้ ในขณะเดียวกัน เมื่อต้นปี ๒๕๖๕ ก็ได้ทำเรื่องไปอีกจนเป็นที่มาที่ท่าน ส.ส. ณัฐวุฒิแล้วก็คุณวาสนา คณะมูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็กได้นำผลการสัมมนานั้นมาเสนอเป็นกฎหมายเข้าสู่สภา ก็ต้อง ขอขอบพระคุณที่ท่านทำให้ขั้นตอนที่มันยากเย็นแล้วก็ยืดยาวย่นระยะเวลามาที่จะทำให้ได้ ดังนั้นผมกราบเรียนว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้ละเลยที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แล้วก็ด้วยการสนับสนุน ของท่านณัฐวุฒิเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่ากฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์ และแก้ไขได้เร็วที่สุด ขอบพระคุณครับ