มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หารือข้อเสนอการจัดตั้งกระทรวงข้าว โดยเห็นด้วยในหลักการแต่ตั้งข้อสังเกตถึงอุปสรรคด้านวิสัยทัศน์ที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานสำคัญ เช่น สำนักงบประมาณและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดบทบาทของกระทรวงเกษตรและพาณิชย์ให้ทันสมัย สอดรับกับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสนับสนุนให้ภาคเอกชนเป็นแกนนำในการค้าข้าวและผลักดันการส่งออกผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการปรับกลยุทธ์ในช่วงโควิดที่ทำให้ส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และตั้งคำถามถึงกรอบการวัดผลสัมฤทธิ์ของกระทรวงในอนาคตเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
เรียนท่านประธาน ดิฉัน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันต้องขอชื่นชมท่านกรรมาธิการแล้วก็ทุกท่านทั้งคณะที่ได้ ทำการศึกษา แล้วก็พยายามในการที่จะช่วยขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย ของรัฐบาลในการที่จะช่วยดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวนา ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตจากการศึกษาของกรรมาธิการ ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดตั้งกระทรวง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ แล้วที่สำคัญที่สุด การจัดตั้งกระทรวงโดยใช้ทรัพยากร ทั้งบุคลากร บุคคลที่จะต้องทันสมัยในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็จัดสรรงบประมาณด้วยค่ะ ดิฉัน ตั้งข้อสังเกต ๒-๓ เรื่องนะคะ
เรื่องแรก ก็คือว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคปัญหาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบันนี้ที่ทำให้ท่านคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับการ จัดตั้งกระทรวงซึ่งจะต้องมาดูแลเรื่องเกี่ยวกับข้าวโดยเฉพาะ ดิฉันเห็นด้วยโดยหลักการไม่ขัด เพราะว่าเกษตรกรพี่น้องชาวนาในประเทศนี้มีทั้งสิ้น ๕ ล้านกว่าครัวเรือน แล้วก็เป็น ประชากรที่มีอาชีพที่เราจะต้องดูแล เนื่องจากว่าข้าวเป็นสินค้าที่จะต้องเกิดการแข่งขัน ดิฉันดูในส่วนของการจัดโครงสร้างองค์กรของท่าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่จะต้องดึง ทรัพยากรมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากองค์กรของกระทรวงอุตสาหกรรม จากกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็เรื่องที่จะต้องมีการจัดการโอนภารกิจการงานและบุคลากร มาจากกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อที่จะมีการจัดตั้ง นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีโครงสร้างอื่น ๆ ดิฉันมองแล้วหนักใจแทนท่านกรรมาธิการ แล้วก็รู้สึกหนักใจในเรื่อง เกี่ยวกับสำนักงบประมาณกับในส่วนของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือเนื่องจากดิฉันมีประสบการณ์จากการทำงานเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปัญหาและอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งของพี่น้องเกษตรกรชาวนา แล้วก็ของภาคการเกษตรบ้านเรา และของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ปัญหา หลัก ๆ ใหญ่ ๆ คือวิชัน (Vision) ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ค่อนข้าง จูน (Tune) ไม่ค่อยตรงกัน สำหรับภารกิจของทางสภาพัฒน์กับภารกิจของทางกระทรวงต่าง ๆ ในการที่จะไปดูแลภาครากหญ้าแล้วก็พี่น้องเกษตรกร เช่นเดียวกันกับสำนักงบประมาณ คือหลายท่านเวลาประชุมเราก็จะมองเห็นว่าท่านนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง เสร็จแล้วพอทาง กรรมาธิการเองก็ดีศึกษามา สภาผู้แทนราษฎรเองศึกษามา แล้วก็กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ศึกษาเรื่องพวกนี้มา แต่มันก็จะไปติดขัดที่คอขวดของวิชัน (Vision) ของสำนักงบประมาณ เช่นเดียวกัน ดังนั้นดิฉันจึงอยากถามท่านว่าท่านได้พิจารณาเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ท่านได้ร่วม พิจารณาแล้วก็ได้นำผู้บริหารของสำนักงบประมาณกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติมาร่วมหารือแล้วหรือยัง เพื่ออะไร เพื่อหลักการถ้าเกิดไม่ติดขัด การเป็นไปได้กับ การตั้งมันจะได้ไม่เป็นปัญหานั่นเองค่ะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าปัจจุบันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป ภารกิจที่ท่านกรรมาธิการพูด เมื่อสักครู่นี้บอกว่าพยายามตั้งมาตั้งสิบกว่าปีแล้วมันก็ไม่สำเร็จสักทีหนึ่ง ดิฉันมองว่า เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วกับในยุคปัจจุบันนี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป และการค้าการขายในปัจจุบันนี้ เราไม่ได้ใช้เพียงแค่องค์กรที่เป็นกระทรวงเท่านั้น แต่เราใช้ภาคความร่วมมือของรัฐ และเอกชน คนที่จะต้องเป็นคนนำในการที่จะเป็นแม่ทัพหลักในการที่จะต้องค้าขายข้าว หรือภาคสินค้าเกษตรคือภาคเอกชน เพราะฉะนั้นการที่เราจะปรับวิชัน (Vision) และภารกิจ ของทางกระทรวง เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เป็นองค์กรนำ แล้วก็ขณะเดียวกันกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่มีส่วนสนับสนุนภารกิจเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จ อันนี้ต่างหาก ที่เป็นสิ่งที่จะต้องปรับตัวในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ความเทอะทะหรือว่าความล้าสมัย จุดนี้ดิฉัน จึงอยากขออนุญาตกราบเรียน อันเนื่องมาจากว่าท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านได้ปรับวิชัน (Vision) เรื่องนี้กับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์มาในรอบ ๓ ปีครึ่ง แล้วเราก็มีประสบการณ์ในการทำ ภารกิจนี้ในช่วงโควิด (COVID) ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าโรคระบาดมันจะเกิดขึ้น ดังนั้นการปรับภารกิจนำเอาทูตพาณิชย์หรือว่า สคต. ทั่วโลกที่เรามีอยู่มาตลอด ๕๘ แห่ง เป็นเซลส์แมน (Salesman) ระดับประเทศ ไม่ใช่ทำหน้าที่แค่รับแขกแจกบัตรเท่านั้นในการ ไปเจรจาค้าขาย ตรงจุดนี้จึงกลายเป็นภารกิจที่สตาร์ต (Start) และเริ่มขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ดิฉันก็ขอชื่นชม แล้วก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ประสบความสำเร็จอย่างไร ขนาด ภาวะโควิด (COVID) ใช่ไหมคะท่านประธาน แต่ปรากฏว่าในรอบ ๑๐ เดือนที่ผ่านมานี้ ของปี ๒๕๖๕ เราได้รายได้จากการขายข้าวทั้งหมดเป็นการส่งออก ๑๐๙,๒๐๗ ล้านบาท เป็นบวก ๒๐.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นบวกนะคะในภาวะวิกฤติ แต่เราก็ยังบวก ๒๐.๗ เปอร์เซ็นต์ ตลาดที่เราขยายได้ดีคือ อิรัก จีน ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ แล้วทั้งหมดนี้ก็เป็นลักษณะของการปรับ วิสัยทัศน์ ปรับวิถีการทำงาน ดังนั้นดิฉันจึงมองว่าอะไรถ้าเกิดท่านตั้งเป็นกระทรวงแล้ว เคพีไอ (KPI) ของท่านจะวัดจากอะไร แล้วก็กำลังคนของท่านจะวัดจากอะไรแล้วเอามาจาก ตรงส่วนไหน แล้วจะสัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร แล้วก็ปรับตัวให้ทันสมัยยุคปัจจุบันนี้อย่างไร ด้วยค่ะท่าน ขอบพระคุณมากค่ะ