อรรณุวัฒน์ วัฒนวรรณ นำเสนอกรอบแนวคิดและสรุปสาระสำคัญรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการประกอบกิจการเหมืองแร่ โดยครอบคลุมประเด็นกฎหมาย ระเบียบว่าด้วยการอนุญาตสำรวจและทำเหมืองแร่ กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน กระบวนการประเมินและจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่และจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่ชุมชน พร้อมเสนอหลักประกันภายใต้กฎหมายใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การจัดทำประกันภัย เงินค้ำประกัน และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและเยียวยา ทั้งยังชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และการเข้าถึงข้อมูลผ่านแหล่งต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้เพื่อความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายอรรณุวัฒน์ วัฒนวรรณ กรรมาธิการ ขออนุญาตนำเสนอกรอบแนวคิดการดำเนินงานและสรุปเนื้อหาในเล่มรายงาน โดยจะใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ ขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการ นำเสนอด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
สำหรับตัวเล่มรายงานผลการศึกษา ของคณะกรรมาธิการจะมีทั้งหมด ๓๔๕ หน้า โดยไม่รวมภาคผนวกต่าง ๆ ในการนำเสนอวันนี้ กระผมจะนำเสนอเฉพาะสรุปสั้น ๆ ในบางประเด็นเท่านั้น อย่างเช่น กรอบแนวคิดในการ ดำเนินการ เรื่องกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ภารกิจของหน่วยงาน การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการประกอบกิจการเหมืองแร่ การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการเหมืองแร่ การประกอบกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ รูปแบบในการฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่เมื่อสิ้นสุดการทำเหมือง แล้วก็ผลประโยชน์จากการประกอบ กิจการเหมืองแร่ โดยกรอบแนวคิดเราดูทั้ง ๓ มิติ
มิติแรก ก็คือศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ในเรื่องของการสำรวจแร่ การขอ ประทานบัตรหรือทำเหมืองแร่ การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การมี ส่วนร่วมต่าง ๆ รวมถึงการจัดสรรผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องให้กับชุมชน ท้องถิ่น แล้วก็ภาครัฐ ด้วยนะครับ
มิติที่ ๒ ที่เราพิจารณาก็คือการจัดกลุ่มตามระยะเวลา ตั้งแต่การขออนุญาต ในขั้นตอนต่าง ๆ ช่วงเวลาระหว่างการประกอบกิจการ แล้วก็ช่วงเวลาหลังสิ้นสุดการประกอบ กิจการเหมืองแร่นะครับ
มิติสุดท้าย เราครอบคลุมถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องการกำกับดูแลกิจการ แล้วก็เรื่องการฟื้นฟู เยียวยา ซึ่งท่านประธานได้สรุป ไปแล้วนะครับ
ขออนุญาตแนะนำในส่วนที่มีรายละเอียดอยู่ในเล่มรายงานก็คือกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องนะครับ ในรายละเอียดของเล่มรายงานจะอยู่ที่หน้า ๓๓ ถึงหน้า ๖๓ แล้วก็ในท้ายเล่มเราจัดทำคิวอาร์โค้ด (QR Code) ของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไว้ให้ด้วยนะครับ เผื่อท่านที่ศึกษาในรายละเอียดจะได้ลงลึกไปถึงกฎหมายและระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายหลัก ๆ จะประกอบทั้งหมด ๗ ส่วน ในส่วนแรกก็คือ พ.ร.บ. แร่ ในส่วนที่ ๒ จะเป็นกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ อันนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้อง กับพื้นที่สำหรับการทำเหมืองแร่ พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม อันนี้ก็มีส่วนที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นที่ที่ใช้ทำเหมืองแร่ด้วยนะครับ แล้วก็ พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเรามีรายละเอียดอยู่ในเล่มเหมือนกันว่ากฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องก็คือกฎหมายว่าด้วยแร่ ที่ผ่านมาขอเรียนให้ท่านผู้ทรงเกียรติได้ทราบว่าจริง ๆ แล้วการประกอบกิจการเหมืองแร่ ของประเทศไทยเรามีมาร้อยกว่าปีแล้ว พ.ร.บ. ฉบับแรกก็คือ พ.ร.บ. การทำเหมืองแร่ ร.ศ. ๑๒๐ ที่ผ่านมามีการปรับแก้ใหญ่ไปทั้งหมด ๔ ครั้ง ฉบับปัจจุบันก็คือ พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ทุก ๆ ๕๐-๖๐ ปีเราจะมีการปรับแก้ครั้งใหญ่ แต่ว่าอันนี้ไม่รวมรายละเอียดในการปรับแก้ เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกด้วยนะครับ จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นฉบับใหม่ที่เราเพิ่งใช้กัน แล้วก็มีการจัดทำอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักการใหม่ ๆ เช่นในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อันนี้เราเอามาใส่ใน พ.ร.บ. ฉบับใหม่เรียบร้อยแล้ว จะมี ประเด็นการปฏิรูปใน พ.ร.บ. ฉบับใหม่อยู่สัก ๑๐ ประเด็น จะมีรายละเอียดตามสไลด์ (Slide) แล้วก็ในเนื้อหานะครับ
ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของการมีส่วนร่วม ใน พ.ร.บ. แร่ฉบับใหม่ ปี ๒๕๖๐ เราให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการนโยบายแร่แห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน แล้วก็ ให้มีการมีส่วนร่วมตั้งแต่ในขั้นของตอนกำหนดนโยบาย แล้วก็การจัดทำแผน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ ๒๐ ปี รวมไปจนถึงแผนในการบริหารจัดการแร่ ทุก ๆ ๕ ปี ด้วยนะครับ
กระผมคงไม่ลงรายละเอียดมาก แต่อยากจะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่าจริง ๆ แล้ว การอนุญาตอาชญาบัตร หรือที่เราเรียกว่าการอนุญาตให้สำรวจแร่ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ การทำเหมือง ในการสำรวจแร่ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่สำรวจแล้วจะพบแร่ แล้วก็สามารถนำไปสู่การทำ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้ เป็นการสำรวจเพื่อให้รู้ว่าทรัพยากรในดินในประเทศของเรา มีอะไรบ้าง โดยหลัก ๆ จะแบ่งเป็น ๓ ชนิด เป็นการสำรวจแร่ การผูกขาดสำรวจ แล้วก็ อาชญาบัตรพิเศษ ซึ่งแต่ละประเภทจะมีระยะเวลาในการให้สำรวจกับปริมาณงาน แล้วก็วิธีการ ที่แตกต่างกันไป แต่ประเด็นสำคัญที่อยากจะเรียนท่านผู้มีเกียรติว่าการอนุญาตให้สำรวจแร่ คือภาครัฐให้สิทธิในการสำรวจ แต่การเข้าถึง การเข้าไปในพื้นที่เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการ ภาคเอกชนต้องดำเนินการเอง ในพื้นที่จะมีอยู่ ๒ ส่วน ก็คือพื้นที่ของรัฐก็ต้องไปขออนุญาตจาก หน่วยงานภาครัฐ แล้วก็พื้นที่ของภาคเอกชนก็ต้องไปดำเนินการได้รับความยินยอมหรือเช่าจาก เอกชน โดยในการสำรวจแร่จะกำหนดให้เฉพาะการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษแร่ทองคำที่จะต้อง ให้มีการปิดประกาศแจ้งให้ประชาชนทราบก่อนที่จะเข้าไปสำรวจนะครับ
จะลงรายละเอียดนิดหนึ่ง ให้ทุกท่านทราบว่าขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจาก เรื่องของการอนุญาตเหมืองแร่มีการเกี่ยวข้องในกฎหมายหลายฉบับ แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายภาคส่วน เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นผู้ประกอบการถ้าต้องประกอบกิจการเหมืองแร่ภายใต้ กฎหมายปัจจุบันต้องทำได้เฉพาะในเขตแหล่งแร่เท่านั้น พอรู้ว่าเป็นเขตแหล่งแร่ผู้ประกอบการ ต้องการทำเหมืองก็จะไปเริ่มต้นยื่นคำขอที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งเป็นส่วนราชการ ของกระทรวงอุตสาหกรรม มีอยู่ทั่วประเทศนะครับ ผู้ขอไปยื่นขอ เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ จากอุตสาหกรรมจังหวัดก็จะแจ้งขอบเขต คือจะมีการรังวัดเพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่นั้น อยู่ในบริเวณใดบ้าง เจ้าหน้าที่จากอุตสาหกรรมจังหวัดก็จะแจ้งให้ผู้ขอดำเนินการ ๕ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือจำเป็นต้องมีการจัดทำรายงานธรณีวิทยาแหล่งแร่ ซึ่งดำเนินการ โดยนักธรณีวิทยา เป็นคนที่เรียนจบมาทางด้านวิชาชีพโดยเฉพาะ
เรื่องที่ ๒ จะต้องมีการจัดทำแผนผังโครงการทำเหมือง ก็คือต้องมีการออกแบบ ทางด้านวิศวกรรม ที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเหมืองแร่
เรื่องที่ ๓ ต้องมีการไปจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม แล้วก็มี การจัดทำเบสไลน์ (Baseline) ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือบัฟเฟอร์โซน (Buffer Zone) ถ้ามีนะครับ
ในส่วนต่อมาก็คือกฎหมายใหม่กำหนดให้มีการปิดประกาศ ๓๐ วันก่อนในพื้นที่ มีการรับฟังความคิดเห็น แล้วก็ถ้ามีประเด็นต่าง ๆ ก็นำไปสู่การทำประชามติก่อนที่อุตสาหกรรม จะรวมเรื่องมาที่กรม แล้วก็นำเสนอในขั้นตอนการอนุญาตต่อไปครับ
ขออนุญาตเรียนชี้แจงว่าจริง ๆ แล้วโครงการเหมืองแร่ทุกโครงการจะต้องผ่าน การจัดทำรายงานการประเมินวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน ตามกฎหมายว่าด้วย สิ่งแวดล้อม อาจจะจำแนกมาเป็นผลกระทบเบื้องต้น หรือทำอีไอเอ (EIA) สำหรับโครงการ ที่มีผลกระทบปานกลาง และถ้ามีผลกระทบสูงก็จะต้องทำอีเอชไอเอ (EHIA) เรียนแล้วว่า จริง ๆ ขั้นตอนก่อนไปทำอีไอเอ (EIA) จะต้องทำรายงานธรณีวิทยาแหล่งแร่ ทำแผนผังโครงการ ทำเหมือง แล้วก็นำไปสู่การทำอีไอเอ (EIA) นะครับ
ปัจจุบันทางเรากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ สผ. มีการจัดทำแนวทาง การทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๖๓ ก็จะมี รายละเอียดต่าง ๆ แล้วก็ในการศึกษาเราจะดูครอบคลุมไปในรัศมีมากกว่า ๓ กิโลเมตร อันนี้ ก็จะเป็นรูปแบบของการฟื้นฟูพื้นที่จะกำหนดไว้ในเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ในแผนผังโครงการ ทำเหมือง ในกฎหมายว่าด้วยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นรูปแบบต่าง ๆ ในบางพื้นที่ถ้าเป็นพื้นที่ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ การจะใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ในการทำเหมืองแร่ มติ ครม. มีมติผ่อนผันให้ว่า ต้องขออนุญาตเป็นคราว ๆ แล้วก็ส่วนใหญ่จะให้เฉพาะพื้นที่เดิมที่ทำไว้ ถ้าเป็นพื้นที่ใหม่เงื่อนไข ก็คือต้องมีความจำเป็นอันยิ่งยวด แล้วก็ต้องขอ ครม. เป็นครั้ง ๆ เป็นรายพื้นที่ไปนะครับ
จริง ๆ แล้วในเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ทั้งภาครัฐไปสู่ชุมชน แล้วก็สู่ครัวเรือน ภายใต้กฎหมายเดิมเรามีอยู่แล้ว เช่น มีผลประโยชน์ตอบแทนรัฐเฉพาะกรณีที่แหล่งแร่เกิน ๕๐ ล้านบาท เราก็ต้องเก็บเงินในส่วนนี้เข้ากระทรวงการคลัง ส่วนต่อมาก็คือค่าภาคหลวง แร่แต่ละชนิดเราจะมีการประกาศราคาแร่เป็นค่ากลาง แล้วก็มีการเก็บค่าภาคหลวงในอัตรา ร้อยละ ๔ ร้อยละ ๗ หรือในอัตราก้าวหน้าแล้วแต่ชนิดแร่ โดยในการจัดสรรเงินก็จะแบ่งให้ ไปเข้ากระทรวงการคลัง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ไปสู่ อบต. และเทศบาลในที่ตั้งประทานบัตร ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไปสู่ อบต. เทศบาลอื่น ๆ ในจังหวัดอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ อบต. และเทศบาลทั่วประเทศอื่น ๆ อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็จะมีทั้งหมด ๓ กองทุน มีกองทุน เฝ้าระวังสุขภาพ เราเก็บตามปริมาณการผลิต แต่ว่าถ้าผลิตน้อยเราเก็บตามอัตราขั้นต่ำที่ปรากฏ อยู่ในสไลด์ (Slide) นะครับ เรามีกองทุนพัฒนาหมู่บ้านก็จะเก็บ เช่นถ้าเป็นหินอุตสาหกรรม เราจะเก็บประมาณ ๑ บาทต่อเมตริกตัน แต่ว่าถ้าผลิตน้อยเราก็จะเก็บ ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี เพื่อเอาไว้ใช้ประโยชน์สำหรับการพัฒนา มีกองทุนฟื้นฟู ภายใต้กฎหมายใหม่เรามีการเพิ่ม รายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมา เช่นมีการให้จัดทำประกันภัยทุกโครงการเหมืองแร่ จะมีวงเงิน ๑-๕๐ ล้านบาท แล้วแต่ประเภทหรือความรุนแรงของโครงการ มีเงินบำรุงพิเศษ แล้วก็ สิ่งที่สำคัญคือมาปิดจุดอ่อนการทำเหมืองในอดีตก็คือเรามีหลักประกันในการฟื้นฟู และการเยียวยา ในกรณีนี้เราต้องเอาไปวางไว้เป็นแบงก์การันตี (Bank Guarantee) ในกรณีที่ ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการฟื้นฟูได้ ภาครัฐก็จะมีเงินตัวนี้เป็นเงินค้ำประกัน มาดำเนินการในส่วนของภาครัฐ กระผมขออนุญาตจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ