รังสิมันต์ ตั้งคำถามความโปร่งใสเปลี่ยนอนุญาโตตุลาการคดีไทยคม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๕

รังสิมันต์ โรม ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นกลางในการเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการในคดีพิพาทดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 โดยตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อรัฐและสูญเสียเงินภาษีประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขอตั้งกระทู้ถามท่านชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในเรื่องปัญหากรณี ดาวเทียมไทยคม ซึ่งผมได้เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจไปตั้งแต่เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๔ ปีกว่า ๆ แล้วครับ ซึ่งผมเชื่อว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนั้นทางกระทรวงก็คงจะต้องมีการนำ ในสิ่งที่ผมได้อภิปรายไม่ไว้วางใจไปปรับปรุงแก้ไข หรืออย่างน้อยที่สุดก็แก้ตัวในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ผมต้องใช้โอกาสนี้ในการที่จะติดตามความคืบหน้าต่อไปครับ เริ่มที่กรณีแรกคือกรณีในเรื่องการเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการ ในคดีดำที่ ๙๗/๒๕๖๐ เกี่ยวกับ ดาวเทียมไทยคม ๗ และไทยคม ๘ ว่าเป็นดาวเทียมตามสัญญาสัมปทานซึ่งจะต้องตกเป็นของ กระทรวงหรือไม่ และคดีดำที่ ๙๓/๒๕๖๓ เกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม ๕ เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมใต้บังคับบัญชาของท่านได้แจ้งไปยังสำนักงาน อัยการสูงสุดขอเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการ ซึ่งปรากฏว่าคนที่ท่านตั้งขึ้นมาใหม่ก็คืออัยการสูงสุด ในขณะนั้นเองที่มีข้อครหาในเรื่องของความไม่เป็นกลาง พอเรื่องเริ่มเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ก็ไปเปลี่ยนเอาอดีตอธิบดีอัยการท่านหนึ่งมาเป็นอนุญาโตตุลาการแทน ซึ่งก็พบอีกว่าเคยเป็น ผู้ที่ทำงานต่อสู้คดีไทยคม ๗ และไทยคม ๘ อยู่ด้วยกับคนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม เพราะฉะนั้นกระทรวงภายใต้ความรับผิดชอบของท่านรู้แน่ ๆ ว่าตั้งคนลักษณะแบบนี้ ขึ้นมาอาจจะมีปัญหาถูกอีกฝ่ายร้องในเรื่องของความเป็นกลางได้ และยังไม่นับว่าในอีกคดีหนึ่ง เกี่ยวกับไทยคม ๕ ซึ่งก็คือคดีเอ ๒๗/๒๐๒๐ (A27/2020) ท่านก็จะไปเปลี่ยนอนุญาโตตุลาการ ของฝ่ายกระทรวง ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับท่านประธาน ไม่เสียหายครับ คือคุณสุรางค์ นาสมใจ ทั้งที่ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ นั้นห้ามมิให้คู่พิพาทคัดค้าน อนุญาโตตุลาการที่ฝ่ายตัวเองตั้งขึ้นมา แล้วพอคุณสุรางค์ถามมาว่าตัวเขามีเหตุไม่เป็นกลาง อย่างไร สุดท้ายทางกระทรวงตอบไม่ได้ครับ

สำหรับคดีไทยคม ๗ ไทยคม ๘ และคดี ๙๓/๒๕๖๓ หลังจากผมอภิปราย ไม่ไว้วางใจไปส่งผลให้ในเวลาต่อมาทางคุณ พ พาน ไม่ต้องเอ่ยนามนะครับ ท่านรัฐมนตรีรู้ดี อยู่แน่นอนว่าผมหมายถึงใคร จึงถอนตัวจากการเป็นอนุญาโตตุลาการไป แต่นั่นก็ไม่ได้ หมายความว่าสิ่งที่ท่านชัยวุฒิเคยได้กระทำลงไปในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการนั้นมันจะจบแล้ว ๆ กันไป และมากไปกว่านั้นสิ่งที่ตามมาหลังจากการถอนตัวไปแล้วคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมก็ได้ตั้งอนุญาโตตุลาการคนใหม่ขึ้นมาแทน แต่ปรากฏว่าคนใหม่ที่ตั้งขึ้นมานี้กลับเป็น อัยการสายอาญา ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านคดีแพ่ง ปกครองแต่อย่างใด ตั้งขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้เป็น ประโยชน์กับฝ่ายกระทรวงตอนสืบคดีเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายผลเป็นอย่างไรครับท่านประธาน ผลก็คือในที่สุดเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาอนุญาโตตุลาการในคดีไทยคม ๗ และไทยคม ๘ ได้มีคำชี้ขาดเป็นเอกฉันท์ออกมาแล้วว่าดาวเทียมทั้ง ๒ ดวงนั้นไม่ใช่ดาวเทียม ตามสัญญาสัมปทาน พูดง่าย ๆ ก็คือฝ่ายกระทรวงแพ้คดี จะอ้างความเป็นเจ้าของดาวเทียม ทั้ง ๒ ดวงไม่ได้ คราวนี้หลังจากเผยแพร่ออกมาหุ้นไทยคม ยินดีด้วยครับผู้ถือหุ้นทั้งหลาย พุ่งขึ้น ๔ เปอร์เซ็นต์ ผมขอย้ำไว้ด้วยนะครับว่ามติเป็นเอกฉันท์ นั่นหมายความว่าอนุญาโตตุลาการ ที่ฝ่ายกระทรวงตั้งมาใหม่ ที่ผมบอกไปแล้วว่าไม่มีประสบการณ์คดีแพ่งและปกครองก็ไปโหวตให้ ฝ่ายไทยคมเขาด้วย ผลของการแพ้คดีนี้ทำให้ไทยคมยังไปยื่นคำร้องขอให้คืนหลักประกันสัญญา เป็นเงินหลักร้อยล้านบาท ซึ่งถ้าศาลปกครองสั่งให้คืนรัฐอาจเสียดอกเบี้ยซึ่งมาจากภาษี ประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ผมยังขอเสริมข้อเท็จจริงด้วยว่าประธานอนุญาโตตุลาการในคดี ไทยคม ๗ และไทยคม ๘ ที่กระทรวงเพิ่งแพ้ไปนั้นเป็นคนเดียวกันกับอีกคดีหนึ่งคือ ๙๓/๒๕๖๓ ซึ่งถามว่าในคดี ๙๓/๒๕๖๓ นั้นใครเป็นคนร่วมตั้งประธานขึ้นมา ก็คือคนเดิมครับ คุณ พ พาน นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่กระทรวงจะแพ้อีกคดี ผมจึงขอถามอย่างนี้ครับ ตกลงแล้วการที่ ท่านชัยวุฒิไปเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการในคดีไทยคม ๗ และไทยคม ๘ เป็นอดีตอัยการสูงสุด และคุณพฤฒิพร ตามลำดับ ซึ่งก็เห็นอยู่ว่าโดยบทบาทหน้าที่ของทั้ง ๒ คนนี้ย่อมมีปัญหา เรื่องความเป็นกลาง แล้วที่ท่านเลือกทั้ง ๒ คนนี้ขึ้นมานั้นท่านอาศัยข้อกฎหมายหรือการให้ เหตุผลทางกฎหมายว่าอะไรครับ ทำไมท่านถึงสามารถตั้งได้ แล้วอนุญาโตตุลาการคนใหม่ที่ตั้งขึ้นมาแทนนั้นไม่ได้ตรวจสอบเลยหรือว่ามีความเชี่ยวชาญ เหมาะสมที่จะดูคดีนี้ได้ รวมถึงกรณีคดีเอ ๒๗/๒๐ (A27/20) ที่ท่านพยายามไปเปลี่ยน อนุญาโตตุลาการฝ่ายกระทรวงที่มีอยู่เดิม ซึ่งโดยหลักแล้วทำไม่ได้ ท่านมีเหตุผลอะไรสนับสนุน การเปลี่ยนตัว สรุปแล้วมีข้อเท็จจริงอะไรไหมว่าอนุญาโตตุลาการนั้นขาดความเป็นกลาง สมควร ต้องเปลี่ยน ช่วยบอกให้ผมฟังหน่อยครับ ผมขอย้ำด้วยว่าท่านได้โปรดอธิบายเรื่องนี้ดี ๆ นะครับ เพราะมันอาจจะเป็นคำให้การที่ผูกมัดต่อตัวท่านเองได้ ขอบคุณท่านประธานครับ