สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยถามว่าถ้าไม่มีมาตรานี้ กฎหมายจะควบคุมกัญชาอย่างไร เนื่องจากกัญชาได้ถูกปลดออกจากยาที่มีผลเสียต่อสังคมแล้ว และเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนประกาศเกี่ยวกับกัญชา

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเห็นเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นต่อการที่คณะกรรมาธิการได้มีมติตัดร่างมาตรา ๓ ของกฎหมายฉบับนี้ออกไป หลายคนก็แสดงความดีใจว่าคณะกรรมาธิการน่าจะเห็นด้วย กับเพื่อนสมาชิกจํานวนมากในทํานองว่าเมื่อตัดร่างมาตรา ๓ ออกไปแล้วจะทําให้กัญชา กลับไปเปึนยาเสพติดอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมเกรงว่าเพื่อนสมาชิกจะดีใจเก้อ เพราะดูแล้ว

ที่กรรมาธิการได้ลุกขึ้นมาชี้แจง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานกรรมาธิการตั้งแต่ต้นนั้น เปึนเจตนารมณ์ในการตัดที่ไม่ตรงกันเลยหรือเรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับที่เพื่อนสมาชิก อภิปรายครับ ที่สําคัญก็คือว่าแรกเริ่มเดิมทีท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าให้กรรมาธิการ ท่านหนึ่ง ประทานโทษเอ่ยนาม คือท่านพรรณสิริลุกขึ้นอภิปราย ท่านพรรณสิริก็ลุกขึ้น อภิปรายในนามกรรมาธิการว่าการตัดออกไปก็แปลว่ากัญชานั้นกลับไปมีสถานะเปึน ยาเสพติดอีกครั้งหนึ่ง สอดคล้องตามอนุสัญญาของสหประชาชาติและที่พี่น้องประชาชน เรียกร้องกัน ตลอดจนกระทั่งท่านได้มีการพูดถึงว่าการที่จะบอกว่ากัญชาไม่เปึนยาเสพติด เพราะในประมวลกฎหมายยาเสพติดได้ตัดออกแล้วก็ไม่ใช่ด้วย เพราะว่าเปึนการยกตัวอย่าง ว่าเช่นพืชชนิดใดเท่านั้น ปรากฏท่านลุกขึ้นบอกว่าที่ท่านสมาชิกคือคุณพรรณสิริ ประทานโทษ เอ่ยนามท่าน ได้ลุกขึ้นชี้แจงนั้นบางเรื่องเปึนความเห็นส่วนตัว ไม่ได้ตรงกันกับที่คณะกรรมาธิการ ได้มีความเห็นไว้ เพราะฉะนั้นความเข้าใจเพื่อนสมาชิกว่าถ้าตัดร่างมาตรานี้ออก แปลว่าต่อไปนี้ กัญชาจะกลับไปเปึนยาเสพติดอีก ซึ่งต้องกลับไปแก้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขวันที่ ๘ มิถุนายน ที่มีผลบังคับใช้วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ ก็ไม่ตรงกันกับที่คณะกรรมาธิการ ตัดออกไป ก็แปลว่าเจตนารมณ์ไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเปึนความสับสน แน่นอนครับ แต่ถ้ายึดเอาเจตนารมณ์ของสมาชิกที่อภิปรายในสภานี้เปึนหลัก หมายความว่า เมื่อตัดร่างมาตรานี้ออกไป แล้วสภาให้ความเห็นชอบ กระทรวงสาธารณสุขโดยท่านรัฐมนตรี ก็ควรจะต้องกลับไปทบทวนประกาศของกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว คือวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๕ ที่มีผลบังคับใช้วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ อันนี้เปึนประการแรกที่ผมคิดว่า สําคัญ

แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะมีคําถามต่อว่าที่กรรมาธิการตัดร่างมาตรานี้ออก ท่านมีวัตถุประสงค์อย่างใด กันแน่ ท่านประธานกรรมาธิการลุกขึ้นชี้แจงบอกว่าถึงจะตัดหรือไม่ตัดก็ไม่มีผลใด ๆ กับกฎหมาย คําถามก็จะมีต่อมาอีกว่าแล้วบัญญัติเอาไว้ทําไมตั้งแต่ต้น เพราะอย่าลืมว่า กฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๕ ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ ปลดล็อกกัญชา ออกจากยาเสพติดแล้ว นี่จะเปึนคําถามต่อไป แต่ในเชิงข้อกฎหมายที่ผมขออนุญาตลุกขึ้นถาม ท่านกรรมาธิการอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า การเขียนบทบัญญัติแบบนี้ไว้ในกฎหมายเสมือนกับ เปึนการให้อํานาจผู้อนุญาตตามกฎหมายกัญชาฉบับนี้ ว่าถ้าท่านอนุญาตไปแล้วกัญชา ที่ดําเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ไม่ถือว่าเปึนยาเสพติด แต่พอถอดมาตรานี้ออก อํานาจตรงนี้ ของคณะผู้ที่จะต้องอนุญาตหรือผู้อนุญาตตามกฎหมายนี้จะเปึนอย่างไร อันนี้จะเปึนความ สับสนมาก เพราะว่าขณะนี้กัญชาถูกปลดออกจากยาเสพติดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ไปแล้ว กฎหมายฉบับนี้มุ่งหมายที่จะไปควบคุม แต่พอตัดมาตรานี้ออกไปท่านจะไปควบคุม อย่างไร เพราะประกาศกระทรวงในขณะนี้บอกว่ากัญชาไม่ได้เปึนยาเสพติดแล้ว มันจะ มีความลักลั่นกันทางกฎหมายหรือไม่ ซึ่งอันนี้ผมเรียนถามเพื่อที่จะให้ทางคณะกรรมาธิการ ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงด้วย เพราะสุดท้ายแล้วผมเกรงว่าเรื่องนี้กลายเปึนการเล่นกลทางกฎหมาย ในสภา ให้สมาชิกเข้าใจไปทางหนึ่ง แต่ตัวเองรู้อยู่แล้วว่า ถึงตัด ไม่ตัดออกอย่างไร ถ้าประกาศกระทรวงไม่แก้ สถานะกัญชาทุกอย่างยังเหมือนเดิม และจะทําให้กัญชายังเสรี สุดขั้วเหมือนเดิม และกฎหมายฉบับนี้ก็แทบไม่มีอํานาจอะไรในการที่จะไปควบคุมอะไรเลย เพราะยังปล่อยให้กัญชาเสรีอยู่นั่นเอง นี่คือประเด็นที่ผมลุกขึ้นถาม แล้วก็ถ้าเปึนเพียงแค่ กลวิธีให้ผ่านกฎหมายในสภา ผมว่ามันจะสร้างปัญหาในอนาคตนะครับ ช่วยกรุณาชี้แจง ข้อเท็จจริงนี้ให้คลายความกังวลและให้สมาชิกได้เข้าใจด้วยครับ ขอบพระคุณครับ