สาทิตย์ วงศ์หนองเตย วิพากษ์วิจารณ์การปรับปรุงมาตรา ๒/๑ ที่ตัดทอนจากร่างมาตรา ๗ ว่าสร้างจุดอ่อนในกฎหมายกัญชา กัญชง โดยมองว่าความกำกวมของกฎหมายเปิดช่องให้ใช้กัญชาในอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์การใช้เพื่อการแพทย์ และอาจส่งผลเสียต่อสังคมและเยาวชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาน้ำท่วมในอุบลราชธานี เรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๒/๑ ที่คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมาใหม่นั้นผมเข้าใจว่าปรับปรุงมาจากมาตรา ๗ ของ ร่างพระราชบัญญัติเดิม ในร่างพระราชบัญญัติเดิมในมาตรา ๗ นั้นท่านเขียนเอาไว้ว่า การดําเนินการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยา อาหาร เครื่องสําอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนและสาธารณสุข โดยใช้กัญชา กัญชงเปึนวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์สําเร็จรูปของผู้ผลิตให้เปึนไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยไม่ต้องดําเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ครั้นเมื่อท่านมาบัญญัติใหม่ เพราะท่านได้ตัด มาตรา ๗ ออกไป มาเขียนเปึนมาตรา ๒/๑ นั้น อันนี้เมื่อผมอ่านครบแล้วผมคิดว่าตรงนี้ละครับ ที่เปึนจุดอ่อนของตัวกฎหมายฉบับนี้ที่ผมอภิปรายไว้ตั้งแต่คําปรารภหรือจุดมุ่งหมาย
ของกฎหมายว่าท่านไม่ได้จํากัดเฉพาะกัญชาให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น ในบทบัญญัติมาตรา ๒/๑ ชัดมากครับ เพราะในบทบัญญัติมาตรานี้เปึนการเป่ดโอกาสให้ใช้ กัญชา กัญชง หรือสารสกัดจากกัญชาเปึนวัตถุดิบหรือส่วนประกอบ เปึนส่วนประกอบ ของอะไรบ้างครับ ของผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพร อันนี้ อาจจะอนุโลมได้ว่าเปึนเรื่องของการใช้ทางการแพทย์ได้ ยาตามกฎหมายว่าด้วยยาก็เปึนไปได้ แต่อาหารตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร อาหารเราจะถือว่าผสมกัญชาลงไปเพื่อวัตถุประสงค์ ทางการแพทย์หรือครับ ผมว่าไม่ใช่ครับ ถ้าเราไปดูในพระราชบัญญัติอาหาร ในพระราชบัญญัติ อาหารได้นิยามคําว่าอาหารไว้ว่า ของกินหรือเครื่องค้ําจุนชีวิต นี่เปึนพระราชบัญญัติอาหาร ป้ ๒๕๒๒ นะครับ ซึ่งใน (๑) ของมาตรา ๔ กฎหมายอาหารบอกว่า วัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม อมหรือนําเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ ในรูปลักษณะใด ๆ แต่ไม่รวมถึงยา ไม่รวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือยาเสพติดให้โทษ คําถามก็มีว่าถ้ากฎหมายมุ่งหมาย ให้กัญชาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ไฉนจึงยังยอมให้มีการผสมในอาหาร ทั้งที่อาหาร ไม่ใช่ยา นี่คือความกํากวมของตัวกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนั้นท่านยังยอมให้เอากัญชา ไปผสมในเครื่องสําอางด้วย ตัวเครื่องสําอางก็เช่นเดียวกัน
ในตัวเครื่องสําอางมีนิยามตามพระราชบัญญัติ ป้ ๒๕๕๘ ว่า เปึนวัตถุที่มุ่งหมายสําหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ กับส่วนภายนอก รวมถึงใช้กับฟันเยื่อบุ แต่โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อความสะอาดและสวยงาม หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏ หรือระงับกลิ่นกาย หรือปกปัองดูแลส่วนต่าง ๆ นั้นให้อยู่ในสภาพดี ก็จะมีคําถามว่าอันนี้เปึนการเป่ดให้ใช้กัญชา ทางการแพทย์หรือครับ ถ้าเป่ดให้ไปใช้กับอาหารกับยาด้วย นี่เปึนข้อแรกที่ผมคิดว่า เปึนปัญหาของตัวกฎหมายฉบับนี้ที่ขาดการวิเคราะห์ ไตร่ตรองคํานึงถึงผลกระทบอย่างชัดเจน และมีวัตถุประสงค์ที่กํากวม
อันที่ ๒ ท่านเขียนกฎหมายว่าถ้าเอากัญชาไปผสมในอาหาร ในยา ในอื่น ๆ ใดก็ตาม ให้เปึนไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นเฉพาะ เช่น อาหารก็เปึนไปตามกฎหมาย ว่าด้วยอาหาร เครื่องสําอางก็เปึนไปตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องสําอาง แต่ท่านเว้นว่า ถ้าผสม กัญชาแล้วไม่ต้องดําเนินการตามกฎหมายกัญชา ก็มีข้อกังวลอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้บอกไปว่า ความเข้มข้นของการติดตามตรวจสอบคํานึงถึงผลกระทบของกัญชาที่ผ่านอาหารมานั้น จะเข้มข้นสู้กฎหมายกัญชาไม่ได้ แต่เรื่องที่ใหญ่กว่านั้นคือผลกระทบครับ ณ ปัจจุบันนี้ หลังวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ เปึนต้นมา เครื่องดื่มผสมกัญชา อาหารผสมกัญชา เต็มท้องตลาดไปหมด และซื้อตั้งแต่เด็กขึ้นไปเลย ผมไม่เห็นกฎหมายเกี่ยวกับอาหารจะสามารถ ไปกํากับควบคุมเรื่องกัญชาที่ถูกผสมอยู่ในอาหาร ในเครื่องดื่มที่ขายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้ได้ ยิ่งถ้าท่านเขียนในตัวกฎหมายฉบับนี้ในลักษณะแบบนี้ก็จะยิ่งเปึนประเด็นปัญหา เพราะอาหารในท้องตลาดปัจจุบันนี้โอกาสเปึนพิษหรือมีส่วนผสมอื่นที่อาจเปึนอันตราย ต่อสุขภาพ มันก็มีอยู่แล้วครับ ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมนิดเดียวว่า ในรายงานของศูนย์ศึกษา ปัญหาการเสพติดเขาไปสํารวจตลาดตั้งแต่ป้ ๒๕๖๔ ถึงป้ ๒๕๖๕ ช่วงเดือนธันวาคม ป้ ๒๕๖๔ ถึงป้ ๒๕๖๕ เพื่อตรวจดูว่าในอาหารเหล่านั้นมีสารทีเอชซี (THC) ซึ่งเปึนสารที่อยู่ในกัญชา และเปึนพิษเกินกว่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๔๒๗ ฉบับที่ ๔๒๙ ป้ ๒๕๖๔ หรือไม่ พบว่าอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนิดไม่ผ่านเกณฑ์ คือมีทีเอชซี (THC) เกินมาตรฐาน ได้แก่เครื่องดื่มผสมสมุนไพรและผงกัญชา มีทีเอชซี (THC) ร้อยละ ๐.๒๑๔ ถึง ๐.๒๓๑ ที่สําคัญคือคุกกี้ครับ คุกกี้ที่เขาเจอมีทีเอชซี (THC) ผสมถึงร้อยละ ๐.๔๙๘ อันนี้ ก็จะเปึนประเด็นที่ติดตามมาทั้ง ๒ ส่วน คือ ๑. ทําไมบอกว่าใช้เพื่อการแพทย์ แต่ยอมให้ผสม ในอาหารทั้งที่อาหารไม่ใช่ยาที่เอาไปรักษา ๒. กฎหมายคุมไม่เข้มพอ ๓. ผู้ซื้อทุกวัยสามารถ
ซื้อได้หมด นี่คืออันตราย เพราะฉะนั้นในจุดนี้ มาตรา ๒/๑ ผมจึงไม่เห็นด้วย แล้วผมก็คิดว่า นี่คือจุดอ่อนของตัวกฎหมายฉบับนี้ที่มีความกํากวมเรื่องวัตถุประสงค์เรื่องกัญชา และถ้าออก ในลักษณะนี้ นโยบายนี้เดินต่อแบบนี้ สังคมไทย เยาวชนไทยเสี่ยงทั้งสังคมครับ