สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

เกียรติ สิทธีอมร พูดเรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นธรรมและไม่กีดกันรายเล็กรายย่อย โดยอ้างถึงหลักการของรัฐธรรมนูญและขอให้สภาแห่งนี้สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายนี้

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็ขอร่วมอภิปรายในมาตรา ๓ นิดหนึ่ง มีการแก้ไข และการแก้ไขในมาตรา ๓ นี้คือหัวใจ ของการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ทั้งฉบับ แล้วก็ได้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองของกรรมาธิการ อยู่แล้ว แล้วชัดเจนว่าหลักเกณฑ์ของการปรับปรุงแก้ไขมันสะท้อนว่าปัญหาในอดีต มันคืออะไร ในอดีตเห็นชัดมันมีการผูกขาด มันมีการกีดกัน การแก้กฎหมายข้อนี้เพื่อไม่ให้ มีการกีดกัน ไม่ให้มีการผูกขาดนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ก็คือว่าพอดีมีกฎกระทรวง ออกมา ซึ่งมันสะท้อนเป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้ ของการแก้กฎหมายฉบับนี้ คำถามเลย กลับมาที่สภาว่ายังจำเป็นไหมที่จะต้องแก้กฎหมาย หรือกฎกระทรวงใช้ได้แล้ว ผมว่าสภา ต้องไม่สับสนนะครับ บทบาทของกฎหมายกับกฎกระทรวงคนละเรื่อง กฎกระทรวง คือวิธีปฏิบัติครับ แต่ถ้าเราไม่มีกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่าวิธีปฏิบัติต้องยึดโยงหลักการอะไร ก็จะทำให้อำนาจของการกำกับอยู่ที่กระทรวง อยู่ที่เจ้ากระทรวง ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตาม กฎหมายก็ได้ วันนี้โชคดีส่วนที่ออกมาเป็นกฎกระทรวงมันสะท้อนสิ่งที่เราพยายามในการ แก้กฎหมายตอนต้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าหลังจากนี้ไปถ้าวันนี้เราไม่ผ่าน กฎหมายฉบับนี้จะเกิดอะไรขึ้นได้ เปลี่ยนใจครับ ฝ่ายบริหารเปลี่ยนใจ วันนี้ใช้กฎกระทรวง ที่เพิ่งออกมาเมื่อวาน แต่พรุ่งนี้เปลี่ยนใหม่ได้ แก้ใหม่ได้ เพราะไม่มีความจำเป็นจะต้องยึดโยง กับหลักการของกฎหมายอีกต่อไปเพราะเราไม่ได้แก้ฉบับนี้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญนะครับ สาระสำคัญความจริงมันไม่ได้เยอะเลย บอกว่าอย่าไปกีดกันเขา ต้องให้เป็นธรรม ต้องให้ รายเล็กรายน้อยเกิดได้เท่านั้น คำถามมีอยู่ว่าสภาแห่งนี้ไม่เห็นด้วยกับหลักนี้หรือครับ หลักนี้ ตรงกับรัฐธรรมนูญชัดเจนมากเลยนะครับ สะท้อนรัฐธรรมนูญของประเทศ ถ้าเราไม่ผ่าน เกิดอะไรขึ้น อย่างที่ผมเรียนกติกาที่ไปกำหนดในกฎกระทรวงเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ครับ แต่กฎหมายแก้ต้องมาที่สภา ถ้าวันนี้เราไม่แก้กฎหมายฉบับนี้ตามที่นำเสนอ แล้วก็ กรรมาธิการได้ทำงานอย่างหนักนะครับ แล้วเสียงข้างมากก็เห็นตรงกัน และเนื้อหาที่นำเสนอ แห่งสภาแห่งนี้ก็เป็นเนื้อหาที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และเป็นเนื้อหาที่จะทำให้รายเล็ก รายย่อยสามารถเกิดได้ ก็ต้องตั้งคำถามว่ากฎกระทรวงนี้มันมาทดแทนสาระสำคัญของ กฎหมายที่เราพยายามแก้ได้หรือไม่ ผมว่าไม่ได้ ตรงนี้ผมก็ต้องคิดว่าเราเองต้องตั้งสติให้ดีว่า วันนี้เรากำลังจะพิจารณาเรื่องอะไร เราบอกว่าพอดีมันมีกฎกระทรวงที่มันเข้าตากรรมการ ไม่เป็นอะไรไม่ต้องแก้กฎหมายก็ได้ ไม่จริงนะครับ กฎหมายเรามีปัญหาหลายฉบับนะครับ ท่านประธาน ใน ๔ ปี เราเห็นกฎหมายหลายฉบับเลยที่มีปัญหาเพราะว่าไม่มีการระบุชัดเจน ว่ากฎกระทรวงเวลาไปออกต้องยึดหลักอะไร เรามักจะใช้วิธีว่าในระหว่างที่ออกกฎหมาย ท่านนึกไม่ออกในบางเรื่อง ก็ยัดไปสู่กับกฎกระทรวงเสีย แต่นี่ไม่ใช่มาตรฐานสากลเลย กฎกระทรวงต้องเป็นเพียงวิธีปฏิบัติเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดหลักการของกฎหมาย ดังนั้น ถ้าวันนี้ไม่ผ่านฉบับนี้เพราะเห็นกฎกระทรวงว่ามันพอใช้ได้ ไม่ได้สะท้อนหลักการของ การออกกฎหมายของสภาที่มีมาตรฐาน ที่เราเขียนในมาตรา ๓ ที่มีการปรับปรุงแก้ไข โดยกรรมาธิการนี้ชัดเจนต้องให้มีมาตรฐานคุณภาพ มีสิ่งแวดล้อม มีความหลากหลาย มีความเป็นธรรม ต้องไม่กีดกัน ต้องไปกำหนดเงื่อนไข ต้องไม่กำหนดเงื่อนไขที่ทำให้รายเล็ก รายน้อยเกิดไม่ได้ ผิดตรงไหนครับ หลักการที่จะระบุเช่นนี้ในกฎหมายไม่ผิดเลยครับ กลับกันนะครับ เวลาทุกคนในโลกนี้ มองเข้ามาที่ประเทศไทยเขามองว่าประเทศไทยออกกฎหมายประเภทไหน มีหลักคิดอย่างไร คิดว่าเราคงต้องตั้งสติให้ดี ผมคิดว่ากฎกระทรวงมาแทนกฎหมายไม่ใช่คำตอบครับ กฎกระทรวงแทนกฎหมายไม่ได้ แต่กฎหมายอันนี้ที่ทำกันมาด้วยความยากเย็น ผมคิดว่า มันมาถึงทางที่เราจะต้องตัดสินใจว่าเราอยากจะเห็นกฎหมายนี้ให้ความเป็นธรรม กับประชาชนหรือไม่ ให้รายเล็กรายน้อยเกิดได้หรือไม่ แต่หลักนี้ต้องไม่ใช่เป็นเรื่องของ กฎกระทรวงครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราควรสนับสนุน ก็ขอบคุณกรรมาธิการที่ทำมาถึงจุดนี้ แล้วมันก็สะท้อนความเห็นของพรรคการเมืองทุกพรรคที่อยู่ในสภาแห่งนี้ เพราฉะนั้น ก็อย่าไปเข้าใจผิดว่ากฎกระทรวงนี้คือคำตอบนะครับ ขอบพระคุณครับ