สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสุรา และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาผลกระทบจากการออกกฎกระทรวงที่อาจกีดกันทางการค้าหรือกำหนดในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการ วิสามัญของกฎหมายฉบับนี้ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมอยากจะ เพิ่มเติมประเด็นที่คณะกรรมาธิการบางท่านได้อธิบายไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ครับว่า มาตรา ๓ ถือเป็นมาตราที่เป็นหัวใจหลักของตัวกฎหมายฉบับนี้ แต่ขณะนี้มีปัจจัยของการลงมติในสภานี้ อาจจะแปรเปลี่ยนไปในวาระ ๑ ที่เรารับหลักการนั้นเราเห็นตรงกันหมดในสภานะครับโดย เสียงข้างมากว่าอุตสาหกรรมของการผลิตสุรานั้นถูกผูกขาดอยู่ในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ในระยะเวลาที่ยาวนานหลายสิบปี ในขณะที่มูลค่าการตลาดของอุตสาหกรรมประเภทนี้นั้น ต่อปีมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท และกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่เหล่านั้นก็ได้รับผลประโยชน์ จากสิ่งนี้ไป ในขณะที่ชาวบ้านหรือกลุ่มทุนขนาดเล็ก ๆ ทั้งหลายไม่สามารถที่จะเข้าสู่ อุตสาหกรรมนี้ได้เพราะมีกฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวงนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา ๑๕๓ ของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต อยากจะอธิบายเพิ่มเติมครับท่านประธานว่า ตัวกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๓ มีคำถามว่าเมื่อมีการออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่เมื่อคืน ออกมานั้น ถือว่าเสมือนกับเป็นการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้แล้ว หรือไม่ ก็จะมีคำถามตามมาว่าถ้ามีกฎกระทรวงฉบับนั้นแล้ว กฎหมายฉบับนี้ไม่จำเป็น อีกแล้วใช่หรือไม่ ผมเรียนท่านประธานครับว่าไม่ใช่ครับ ตัวกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๓ ที่ไป แก้ไขมาตรา ๑๕๓ เห็นว่าโครงสร้างเดิมถูกผูกขาดอยู่ในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพราะกฎหมาย ไปบังคับว่าให้ออกเป็นกฎกระทรวง แล้วในการออกกฎกระทรวงนั้นไม่ได้มีการเขียนเงื่อนไข ใด ๆ เลยครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็ไปกำหนดเอาไว้ในมาตรา ๓ ในวรรคสามนี้ว่า กำหนดไว้ว่ากฎกระทรวงตามวรรคสองของมาตรานี้ต้องไม่กำหนดคุณสมบัติใด ๆ บ้าง เช่น ต้องไม่กำหนดคุณสมบัติผู้ขอเกี่ยวกับขนาดกำลังการผลิต กำลังแรงม้าเครื่องจักร ทุนจดทะเบียน เพราะเดิมในกฎกระทรวงที่ประกาศใช้อยู่นั้นไปกำหนดทุนจดทะเบียน นับสิบล้านบาทครับ แล้วก็เขียนไว้อีกว่าต้องไม่กำหนดคุณสมบัติเรื่องจำนวนพนักงาน แต่ที่สำคัญก็คือที่กรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมมาในวรรคสามว่าจะต้องไม่กำหนดหลักเกณฑ์ อื่นใดในลักษณะที่เป็นการกีดกันทางการค้าหรือก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อันนี้ ถือว่ากฎหมายฉบับนี้กำหนดหลักเอาไว้ว่าต่อไปถ้าออกกฎกระทรวงแล้วจะต้องถือตามหลักนี้ ถ้าสภานี้ให้ความเห็นชอบผ่านกฎหมายฉบับนี้ไป ผ่านมาตรา ๓ นี้ไปแบบที่กรรมาธิการ ยกร่าง นั่นแปลว่าการออกกฎกระทรวงในอนาคตต่อไป ตราบใดที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ การออกกฎกระทรวงก็จะต้องถูกบังคับด้วยคุณสมบัติที่เขียนเอาไว้ตามวรรคสามนี้ว่าจะต้อง ไม่เป็นกฎกระทรวงที่ไปกีดกันทางการค้า หรือกำหนดในลักษณะอื่นที่เป็นการกีดกัน ทางการค้า เป็นการกำหนดหลักไว้ทั่วไปครับ แต่ถ้ากฎหมายฉบับนี้เราโหวตไม่เห็นด้วย นั่นก็แปลว่าเราคิดว่าแทนด้วยกฎกระทรวงฉบับที่มีการประกาศใช้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ก็อย่างที่ เพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการได้กล่าวไปว่ากฎกระทรวงก็เป็นอำนาจของ ครม. ของกระทรวง ของอธิบดีที่จะประกาศกำหนดแล้วก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อกฎหมาย กลับไปสู่สภาพเดิมคือไม่กำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติใด ๆ เลยเขาจะออกอย่างไรที่จะกลับไป เอื้อทุนขนาดใหญ่อย่างไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผมหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อให้สภานี้ได้ชั่งน้ำหนักอีกครั้งหนึ่งว่าการเขียน กฎหมายก็เป็นการกำหนดคุณสมบัติ ไม่ใช่เป็นการเขียนกฎหมายไปแก้กฎกระทรวง แต่เป็นการเขียนกฎหมายเพื่อกำหนดว่าการออกกฎกระทรวงนั้น สิ่งใดทำได้และสิ่งใด ไม่ควรทำ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราในฐานะสมาชิกของสภานิติบัญญัติที่ต้องออก กฎหมายให้ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด ผมฝากประเด็นนี้ไว้ให้ท่าน พิจารณาก่อนที่จะมีการลงมติ ถ้าคิดว่าการออกกฎหมายฉบับนี้สามารถไปกำหนดเงื่อนไข การออกกฎกระทรวงที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนแล้ว ก็ลงมติเห็นชอบตัวกฎหมายฉบับนี้ ผ่านไป แต่ที่สำคัญก็คืออย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองที่จะได้ประโยชน์กับฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเลยนะครับ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จะได้ประโยชน์กับประชาชนทั่วไป แล้วก็จะเป็น ประโยชน์ในการออกกฎหมายในอนาคตด้วย ขอบพระคุณครับ