วิรัตน์ วรศสิริน หารือเกี่ยวกับบทบาทของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยเห็นว่าการจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลเครดิตแม้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความมั่นคงให้สถาบันการเงิน แต่กลับไม่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าระบบดังกล่าวอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินให้ประชาชน ขณะที่รัฐบาลกลับโทษผู้มีหนี้สินล้นมือ จึงเสนอให้ทบทวนบทบาทองค์กรดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้คืนผลกำไรสู่สังคมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ ผมใคร่จะขออภิปรายผ่าน ท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีและทุกท่านนะครับ ความคิดเห็นของผมตรงนี้อาจจะฟังดู แปลก ๆ คงจะไม่ตรงกับความคิดเห็นของนักการเงิน แต่ผมเชื่อว่าจะตรงกับประชาชน เป็นส่วนใหญ่ ท่านประธานครับ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เป็น ศูนย์กลาง เป็นตัวกลางในการเก็บรวบรวมข้อมูลของประชาชนเพื่อประกอบการให้สินเชื่อ ให้กับบริษัทผู้ทำธุรกิจให้กู้ยืม คือธุรกิจธนาคาร การจัดตั้งนี้มีข้อดี เท่าที่ผมดูนะครับ ๔ ประการ
๑. ลดค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์สินเชื่อ ประหยัดเวลาในการหาข้อมูล ทำให้ บริษัทให้สินเชื่อเหล่านี้สามารถพิจารณาสินเชื่อได้สะดวก คล่องตัวขึ้น นั่นหมายถึงมีต้นทุน ที่ลดลง
๒. ทำให้เกิดความเชื่อมั่น สามารถปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าที่ดี ๆ ก็จะทำให้ได้ ลูกค้าที่มีคุณภาพสินเชื่อดีขึ้น นั่นหมายถึงมีหนี้เสียน้อยลง
๓. เกิดความมั่นใจ ลดภาระการกันสำรองหนี้เสีย นั่นทำให้ผลประกอบการ ดีขึ้นนั่นหมายถึงมีกำไรมากขึ้น
๔. ธุรกิจการเงินมีความมั่นคงขึ้น มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สินเชื่อมีคุณภาพ ดีขึ้น นั่นหมายถึงบริษัทเหล่านี้มั่นคงขึ้น
ข้อดีทั้ง ๔ ข้อทำให้บริษัทผู้ประกอบการให้สินเชื่อต่าง ๆ มีหนี้เสียลดลง กำไรมากขึ้น ต้นทุนลดลง คุณภาพมั่นคงขึ้น คำถามก็คือดีขึ้นหมดเลย แล้วประชาชนได้อะไร ประชาชนได้อะไรหมายถึงจะมีข้อดีตรงไหนให้ประชาชนบ้าง ท่านประธานครับ ตราบเท่าที่ เรามีผู้บริหารการเงินการคลังที่มาจากสถาบันการเงิน หรือว่าต้องการจะไปอยู่สถาบันการเงิน ผมคิดว่าตราบนั้นเราคงหนีไม่พ้นคำว่า ความมั่นคงของระบบธนาคารคือความมั่นคงของ ระบบการเงินของประเทศ ผลกำไรสร้างความมั่นคงให้ระบบธนาคาร ผลกำไรนี้มาจากไหน ผลกำไรนี้ไม่ใช่มาจากประชาชนหรือครับ รายได้ต่าง ๆ ก็มาจากประชาชน ท่านประธานครับ ในความเป็นจริงแล้วปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าการมีบริษัท เครดิตบูโร เรียกง่าย ๆ นะครับ ก็เป็น ประโยชน์ต่อบริษัทให้ธุรกิจ ธุรกิจกู้ยืมเงินนั่นล่ะครับ สมัยก่อน ผมอาจจะต้องใช้คำว่า เป็นพ่อค้าเงินกู้นะครับ ทั้งหมดนี้มิใช่ประโยชน์ของประชาชนเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ประโยชน์ ของลูกค้า คนใช้บริการ ท่านประธาน ทุกอย่างในโลกนี้มี ๒ ด้าน แต่เครดิตบูโร มีเหรียญแค่ ด้านเดียว มีแต่หัวไม่มีก้อย มีแต่กินไม่มีจ่าย ท่านประธาน ทำไมจึงมีบริษัท เครดิตบูโรเกิดขึ้น ในประเทศไทย ในปี ๒๕๔๐ เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ค่าเงินบาทจาก ๒๔ บาทโดยประมาณต่อดอลลาร์ ลดไปถึง ๕๐ บาท ในระบบสถาบัน การเงินไทยมีเงินกู้เป็นสกุลต่างประเทศขาดทุนกันย่อยยับมหาศาล จึงต้องเพิ่มทุน ขายหุ้น ให้นักลงทุนต่างประเทศ ทุกธนาคารครับ ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารเดียว การจัดตั้งบริษัท เครดิตบูโร เป็น ๑ ในเงื่อนไขไอเอ็มเอฟ (IMF) เพื่อคุ้มครองความมั่นคงและการปล่อยสินค้า ท่านประธานครับ แต่ในปัจจุบันนี้บริษัท เครดิตบูโรกลับกลายเป็นภาระต่อประชาชน ประชาชนที่เป็นลูกค้ากู้ก็ต้องเสียดอกเบี้ย ธนาคารก็มีกำไรหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ต้องมี ประวัติก็ต้องตรวจสอบ เครดิตบูโร (Credit Bureau) ก็ต้องเซ็นยินยอมให้เปิดเผย จริง ๆ แล้วมีเครดิตบูโร (Credit Bureau) ทำให้ธนาคารความเสี่ยงต่ำลง กำไรมากขึ้น ผมถามว่าแล้วประชาชนได้อะไร ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลงหรือไม่ ไม่มีเลยนะครับ เดิมทีสมัยก่อน ดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้จะต่างกัน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เดี๋ยวนี้เงินฝากไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ เงินกู้ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็มี ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็มี นี่พูดถึง ถูกกฎหมายนะครับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังมี ท่านประธาน ค่าธรรมเนียมจิปาถะ ค่าใช้จ่าย ค่าเบี้ยปรับ ค่าผิดนัดชำระ ทุกช่องทางที่หารายได้ เก็บทุกช่องทาง แล้วท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะมาบ่นว่ามีหนี้สินประชาชนมากมาย ๕๐ ล้านบัญชี ผมว่าก็มาจากตั้งแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีบริหารนี่ล่ะครับ ท่านประธานครับ อันที่จริงแล้วจะกู้เงินธนาคารนี้ ไม่ใช่ง่ายเลย ตรวจแล้วตรวจอีก ขอตรวจทุกอย่าง ผมจะเปรียบเทียบ ท่านประธานครับ เหมือนกับถ้าจะแต่งงานจะต้องเปลื้องผ้าให้ดูทุกสัดส่วน ทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด ดูแล้ว วันหนึ่งท่านก็บอกว่าไม่เอาแล้ว ให้ออกไปนะครับ กินส่วนของท่านไป ท่านขอให้คายคืนมา ไม่ใช่ไล่ไปเฉย ๆ นะครับ นี่ยังจะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีไปอีกด้วย ตอนขอกู้เครดิตก็ตรวจ หลักทรัพย์ก็ให้กู้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ บางรายยังต้องค้ำประกันด้วยนะครับท่านประธาน เงินต้น ดอกเบี้ยก็ต้องจ่ายทุกเดือน ๆ ลดต้นไปทุกเดือน พอวันหนึ่งประสบปัญหา เช่น ขณะนี้ เจอสถานการณ์โควิด (COVID) เงินต้นที่จ่ายไปก็หมด หลักทรัพย์ค้ำประกันก็ถูกยึด ยังตามด้วยหนี้สินค่าปรับอีกมามายต่อมิอะไรเพิ่มเติมเต็มไปหมดนะครับท่านประธาน ผมเห็นว่าการมีระบบเครดิตบูโร (Credit Bureau) เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบกิจการ แต่ไม่เป็นประโยชน์กับลูกค้าประชาชนทั่วไป
สุดท้ายนี้ผมคิดว่าควรยุบทิ้งไปครับ ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถ้ายังจะมีอยู่ ควรจะจำกัดวงให้จำกัด ให้ประชาชนเขามีช่องทางบ้าง ไม่ควรมุ่งขยายฐานสมาชิกออกไปอีก ขอให้ตระหนักว่าผลประกอบการที่มั่นคงนั้นมาจากประชาชน ผลกำไรต่าง ๆ จะตอบแทน คืนสู่สังคมอย่างไรบ้าง ผมว่าน่าจะดีกว่านะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูง ครับ กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีทุกท่านนะครับ