สาทิตย์ วิจารณ์ร่างกฎหมายกระท่อม ชี้ขาดสมดุล-เอื้อทุนใหญ่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือร่างกฎหมายควบคุมพืชกระท่อม โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลระหว่างการควบคุมในฐานะยาเสพติด การใช้ประโยชน์ในวิถีชุมชน และการส่งเสริมเศรษฐกิจ เน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากการใช้ดุลพินิจที่อาจนำไปสู่การทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้คุ้มครองสิทธิผู้ปลูกครัวเรือน และสมดุลระหว่างการป้องกันยาเสพติดกับการส่งเสริมวิถีชีวิตชุมชน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็เป็นคนปักษ์ใต้ คนหนึ่งนะครับ เป็น ส.ส. ในสภานี้ที่ได้ติดตามแล้วก็ให้ความเห็นชอบ ในกรณีที่สภา เมื่อ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมาที่เราได้ออกกฎหมายปลดล็อกตัวพืชกระท่อมตัวนี้นะครับ แล้วก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ความจริงแล้ว ในพรรคประชาธิปัตย์เราก็มีคุณเทพไท เสนพงศ์ ประทานโทษเอ่ยชื่อท่าน ไม่ได้อยู่สภานี้ เป็นคนที่ผลักดันมากคนหนึ่ง ประเด็นของกฎหมายฉบับนี้จะเกี่ยวเนื่องกันครับกับตัว กฎหมายฉบับที่ปลดล็อกไปแล้วที่ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เรื่องของ พืชกระท่อมเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันมานานว่าสมควรจะกำหนดไว้เป็นเรื่องของยาเสพติดหรือไม่ ซึ่งมันมีบทความอยู่บทความหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากครับ เขียนไว้นานมาแล้วครับ หลายปีมาแล้วโดยคนเขียนเป็นอาจารย์ที่สอนภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ คือตัวกฎหมายพืชกระท่อมที่ถูกกำหนดไว้เป็นยาเสพติด กำหนดไว้เมื่อปี ๒๔๘๖ ซึ่งในยุคนั้นเขาบอกว่าเนื่องจากฝิ่นที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดผลิตฝิ่นสุก ฝิ่นดิบมีราคาแพง ทำให้ประชาชนหันมาสูบกระท่อมแทนฝิ่น ในที่สุดรัฐก็เลยออกกฎหมาย ให้กระท่อมเป็นยาเสพติด ในยุคนั้นเรียกว่าพระราชบัญญัติพืชกระท่อม ปี ๒๔๘๖ เพราะฉะนั้นเหตุผลในการออกนั้นเป็นเหตุผลในบทความนี้บอกว่าเป็นเหตุผลหลักการเรื่อง ของการค้าทางภาษีของรัฐ ไม่ใช่เพราะเหตุที่พืชกระท่อมเป็นพืชเสพติดเองไม่ เพราะฉะนั้น การที่สภาไปออกกฎหมายปลดล็อกมาเป็นเรื่องของยาเสพติดก็ปลดล็อกออกไปนั้นเป็นเรื่อง ที่ถูกต้องแล้ว ทีนี้พอมาออกตัวกฎหมายที่จะไปควบคุมเรื่องของพืชกระท่อมโดยกฎหมาย ฉบับนี้เรื่องของพืชกระท่อมมันมี ๓ มิติที่ซ้อนกันอยู่ มิติหนึ่งก็คือมิติการบริโภคแบบ วิถีชาวบ้านหรือวิถีชุมชน บ้านหนึ่งจะมีต้น ๒ ต้น ๓ ต้น แล้วก็มีการบริโภคทั่วไป ในชีวิตประจำวัน จะเป็นสมุนไพรก็ดี เพื่อให้มีกำลังก็ดี หรืออื่น ๆ ก็ดี ก็เป็นบริโภคแบบ ชาวบ้าน นี่เป็นมิติหนึ่ง มิติถัดมาก็คือเป็นมิติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริโภคที่มากเกินไป หรือไปผสมกับสิ่งที่ทำให้เกิดการมึนเมาหรือเป็นยาเสพติด ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นอีก มิติหนึ่งที่จะต้องคิดถึงเช่นเดียวกัน กับมิติที่ ๓ ก็คือเรื่องของการนำไปจำหน่ายหรือทำให้เป็น พืชเศรษฐกิจ กฎหมายฉบับนี้ผมไปดูเหตุผลประกอบหลักการทั้งหลายแล้วพยายามบอกว่า พอปลดล็อกตัวนี้แล้วจะให้พืชกระท่อมนั้นเป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งการตั้งไว้ในลักษณะอย่างนี้ พอมาดูการออกแบบกฎหมายปรากฏว่า ๓ มิตินี้มันขาดความสมดุลอย่างชัดเจนเลยครับ ตัวที่ ๑ ที่จะเป็นปัญหาต่อไปมากก็คือเมื่อปลดล็อกออกจากยาเสพติดแล้วในกฎหมายที่ไป ควบคุมนั้นไม่ได้เขียนลักษณะของการยอมรับเรื่องของการบริโภคกระท่อมแบบวิถีชาวบ้าน หรือแบบวิถีชุมชนอย่างชัดเจน แต่เราไปออกแบบกฎหมายให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมสามารถที่จะไปออกกำหนดเป็นกฎกระทรวงได้จริง ในทางหนึ่งเป็นเรื่อง ของอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่มันหลุดจากอุตสาหกรรมมันคือวิถีชาวบ้าน ซึ่ง ณ วันนี้ไม่มีใครรู้ว่า ท่านจะออกอย่างไร นี่คือประเด็นของการออกแบบโดยไม่คำนึงมิติที่ ๑ ให้ชัดเจน แล้วพอไป ผสมกับอำนาจของเจ้าหน้าที่ที่สามารถจะเข้าไปตรวจค้นไปที่ต่าง ๆ ได้ แม้ว่าในมาตรา ๑ จะบอกว่าเข้าไปที่ปลูกกระท่อมต้องมีหมายค้น แต่ก็ยังมีหมายเหตุว่าในกรณีที่ถ้ามีหมายค้น แล้วอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพโยกย้ายได้ไม่ต้องมีหมายค้นก็ได้ ก็เป็นการ เปิดโอกาสให้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน เรื่องนี้จะนำมาซึ่งปัญหาต่อเนื่องติดตาม มาอย่างแน่นอนเพราะไม่มีเรื่องของหลักการกำกับการใช้ดุลพินิจเลย นี่คือมิติที่ ๑ ของ ชาวบ้าน ณ วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าบ้านหนึ่งปลูกได้กี่ต้น เป็นที่ถกเถียงกันมาก อย่างไรจึงเรียกว่า มีจำหน่ายจำนวนที่ผิดต่อกฎหมายก็ไม่มีใครตอบได้ครับ เพราะไปเขียนไว้ในกฎกระทรวง จริงไม่ต้องระบุรายละเอียด ต้องออกเป็นกฎกระทรวง แต่อย่างน้อยที่สุดในตัวกฎหมายหลัก ต้องมีหลักกำกับไว้ด้วย

มิติถัดมาเรื่องยาเสพติดครับ มิตินี้อาจจะมีมาตราหนึ่งที่เขียนไว้ว่าถ้านำไป ผสมแล้วก็ต้องดูกฎหมายฉบับนั้น ฉบับต่าง ๆ นั้นด้วย อันนี้ถูกต้องนะครับ แต่ในมิติเรื่อง ยาเสพติดนี้ต้องป้องกันเรื่องของการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งจะถูกแต่งตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ฉบับนี้ด้วยว่าอาจจะมีการไปดำเนินการในลักษณะที่ทำให้เกิดสภาพของการทุจริตคอร์รัปชัน ของตัวเจ้าหน้าที่เองได้ด้วย แต่มิติที่ ๓ เรื่องใหญ่สุดที่เพื่อนสมาชิกพูดกัน คือมิติเรื่องส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจครับ การออกกฎหมายที่เป็นการให้ดุลยพินิจของฝ่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่โดยประการเดียว นั้นมันเอื้อให้เกิดสภาพของการอคติต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน กฎหมายไม่ได้เอื้อให้ เกิดสภาพของการทำกระท่อมให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่เอื้อต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งก็อาจจะมี รายได้เพิ่มเติมได้ข้อกังวลเพื่อนสมาชิกที่พูดถึงเรื่องของทุนขนาดใหญ่เป็นข้อกังวลที่มี เหตุผลครับ เพราะฉะนั้นถ้ารับหลักการกฎหมายฉบับนี้ไปแล้วต้องคำนึงถึง ๓ มิติเหล่านี้ให้มี ความสมดุลกัน ระหว่างมิติเรื่องของการบริโภคแบบวิถีชาวบ้าน มิติเรื่องของการป้องกัน เรื่องของยาเสพติดและมิติในเรื่องของการเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ถ้ายังออกกฎหมายลักษณะนี้ โดยไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไข ผมคิดว่าขาดความสมดุล กฎหมายนี้มุ่งออกแบบ ให้เป็นอำนาจของรัฐแต่ฝ่ายเดียวในการกำหนด และยังคงทัศนคติแบบเดิมที่คิดว่าตัวของ พืชกระท่อมนี้ยังคงเป็นยาเสพติดอยู่เหมือนเดิมนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่กระท่อมไม่ใช่กัญชา ไม่ได้มีฤทธิ์แรงอย่างกัญชาที่ถูกกำหนดไว้ในสากล หรือพืชชนิดตัวอื่นที่มันเป็นปัญหา มากกว่าตัวกระท่อมเสียอีก เพราะฉะนั้นถ้าไปออกแบบลักษณะนี้การไปปลดล็อก เมื่อเดือนพฤษภาคมแทบจะไม่มีความหมายเลย ชาวบ้านแทนที่จะดีใจกลับไปอยู่ในมือของ ฝ่ายรัฐ เพราะฉะนั้นก็อยากให้คณะกรรมาธิการได้ไปปรับเรื่องของการออกแบบตัวกฎหมาย ฉบับนี้ให้มีความสมดุลมากขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ