สมชาย ชี้รัฐบิดเบือนสิทธิปลูกกระท่อม หลังเสนอควบคุมเข้ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔

สมชาย ฝั่งชลจิตร อภิปรายร่าง พ.ร.บ. พืชกระท่อม โดยตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขัดขวางวิถีชีวิตดั้งเดิม และเปิดช่องให้ทุนใหญ่ผูกขาด แทนที่จะส่งเสริมการเข้าถึงและการประกอบอาชีพของประชาชนตัวเล็ก โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ผลิตชุมชน

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายร่างพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่เป็นคนภาคใต้ซึ่งได้เห็นวิถีชีวิตของพี่น้อง ชาวบ้านซึ่งใช้พืชกระท่อมเป็นชีวิตประจำวันในการบริโภคหรือการกินพืชกระท่อมให้เป็น ประโยชน์ในเรื่องของการดูแลรักษาสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวาน ขณะเดียวกัน ในวิถีชีวิตของคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรือคนขับรถรับจ้าง เขาใช้พืชกระท่อม เป็นเครื่องมือหรือเป็นสิ่งที่จะบริโภคเพื่อที่จะกระตุ้นความขยันขันแข็งในการทำงาน เขาใช้มาอย่างยาวนาน พืชกระท่อมเคยผิดกฎหมายในสมัยที่ฝิ่นรัฐบาลผูกขาดอยู่ และ หลังจากนั้นเมื่อฝิ่นผิดกฎหมาย กระท่อมก็ไม่ค่อยผิด แต่ปี ๒๕๒๒ กระท่อมก็กลับมาเป็น พืชยาเสพติดประเภทที่ ๕ อีกครั้งหนึ่ง ก็คงมีอะไรที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ หลักการของกฎหมายฉบับนี้อำนาจรัฐกำลังปะทะกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่นเดียวกับการปลูกใบยาสูบ เมื่อก่อนพี่น้องชาวบ้านของผมมีที่ดินอยู่สัก ๑ งาน ๒ งาน ก็ลุกขึ้นมาปลูกใบยาสูบกันเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็ออกมา จำหน่ายแบ่งปันให้กับคนที่สูบบุหรี่ วันนี้ พ.ร.บ. และกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการปลูก ใบยาสูบก็ออกมาเรียบร้อย การปลูกใบยาสูบสักแปลง สัก ๑๐ ต้น ๒๐ ต้นต้องขออนุญาต นี่คือรัฐไปเพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชน ก็ต้องถามว่ารัฐไปกดทับสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนในการประกอบอาชีพหรือการปลูกพืชแบบใบยาสูบไปตอบสนองกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มใด หรือไปตอบสนองผลประโยชน์ของผู้ค้าบุหรี่รายใหญ่ในประเทศหรือในโลกนี้หรือไม่ ใบกระท่อมก็เหมือนกันครับ เมื่อเราบอกว่าใบกระท่อมหรือต้นกระท่อมมันไม่ผิด กฎหมายแล้ว แต่วันนี้รัฐบาลก็พยายามที่จะมาออกกฎ พยายามใช้อำนาจรัฐขึ้นมาและ ไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน นี่คือสิ่งที่เราเห็น รัฐกำลังจะเข้าไปกดทับวิถีชีวิตว่า ถ้าปลูกต้นกระท่อมสัก ๑ ต้น ท่านจะต้องขออนุญาต และมีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างไร ก็ไม่ทราบ และตั้งข้อสังเกตไว้ว่าการบริโภคใบกระท่อมน่าจะมีส่วนที่ทำให้ผิดกฎหมาย ผมยกตัวอย่างที่เราพูดกันว่า ๔ คูณ ๑๐๐ นั่นก็คือเยาวชนในกลุ่มที่ไม่บริโภคแอลกอฮอล์ อยากจะมีความรู้สึกว่าได้ดื่มเครื่องดื่มแบบพวกดื่มแอลกอฮอล์บ้าง ก็เอาส่วนผสมของ การทำ ๔ คูณ ๑๐๐ ที่พวกเราเรียกกันว่าเป็นยาเสพติด สารตั้งต้นอันดับแรกก็คือ ใบกระท่อม แต่ตัวที่ตามมาก็คือโค้ก และยาแก้ไอ มันไม่ได้ผิดกฎหมายด้วย นี่คือสิ่งซึ่งมัน เป็นความจริงว่าการต้มใบกระท่อมกับน้ำโค้ก แล้วก็ยาแก้ไอเป็นไซรัป (Syrup) เป็นน้ำเชื่อม ก็เป็นส่วนหนึ่ง ทีนี้พอรัฐกำลังจะบอกว่าจะควบคุมกำกับก็ไปกดทับสิทธิเสรีภาพในการที่จะ ให้พืชใบกระท่อมมันขึ้นโดยธรรมชาติอยู่หลังบ้าน หลังครัว และค่อย ๆ เก็บมาบริโภค ในตอนเช้า ตอนบ่าย ใบ ๒ ใบ วันนี้กำลังจะเอื้อมมือไปควบคุม กำกับ โดยอำนาจรัฐไป กดทับว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ ๆ โดยเฉพาะกำลังจะเปิดช่องทาง เมื่อสักครู่พูดว่าการโฆษณาและการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือออนไลน์ (Online) ไม่ได้ เหมือนกับที่กำลังจะบอกว่าประชาชนทั้งหลายที่ผลิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ห้ามขาย ทางออนไลน์ (Online) กำลังจะบอกว่าการขายพืชใบกระท่อมที่ผลิตเป็นเครื่องดื่มในอนาคต ข้างหน้าวางขายได้แต่ในร้านสะดวกซื้อใช่ไหม เพราะว่านั่นเขามีเครื่องมือในการทำการตลาด มีระบบขนส่งที่สมบูรณ์แบบและมีร้านขายอยู่ทั่วประเทศ คนเล็กคนน้อยถูกปิดกั้นอาชีพ ถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ เราจะพูดถึงการสร้างสตาร์ตอัป (Startup) ในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ทุกอย่างไม่เปิดช่องทางให้มีการจัดจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ (Online) หรือระบบอีเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย แน่นอนครับ ร้านสะดวกซื้อมันมีเป็นหมื่น ๆ ร้านที่อยู่ ทั่วประเทศ เขาพร้อมที่จะเป็นเอาต์เลต (Outlet) เป็นพื้นที่ขายให้กับพวกทุนรายใหญ่ ขนาด ใบกระท่อมกำลังเปิดช่องทางให้ทุนรายใหญ่อีกแล้ว ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ไม่เห็นหัว คนเล็กคนน้อยที่อยู่ในพื้นที่ประเทศไทยนี้เลยหรือครับ ไม่ต้องพูดถึงการจัดซื้อซิโนแวค (Sinovac) เมื่อวาน ๑๐ ล้านโดส นั่นก็คือการเปิดช่องทางแบบเดียวกันนั่นล่ะ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าถ้าจะออกกฎหมายแบบนี้ขอให้รัฐบาลผู้บริหารประเทศเห็นคนข้างล่างบ้าง พืชกระท่อมมันเป็นวิถีชีวิต จะขึ้นอยู่หลังบ้านสักต้น ๒ ต้นตามธรรมชาติก็ควรจะมีสิทธิ ที่จะเป็นเจ้าของต้นนั้น ไม่ใช่จะต้องขออนุญาตต่อรัฐอยู่เสมอ นี่คือสิ่งที่เห็นว่ารัฐไทยกำลัง จะกดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชนผ่านกฎหมายอยู่หลาย ๆ ฉบับ ผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรี อยู่หลายเรื่อง ทำให้โอกาสในการสร้างเศรษฐกิจส่วนตัวในครอบครัวของชนบทเกิดยากขึ้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ห้ามจัดจำหน่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแล้ว นี่กำลังจะพูดถึงการ ห้ามจัดจำหน่ายพืชกระท่อม น้ำกระท่อม ใบกระท่อม ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ได้ เมื่อเราบอกว่า กระท่อมมันไม่ผิดกฎหมาย มันก็ควรจะไม่มีอะไรมาควบคุมมากมายนัก ยกเว้นว่าการขออนุญาต ที่จะขายในระบบอุตสาหกรรมมันต้องผ่าน อย. ตามที่คุณเท่าพิภพได้อภิปรายไว้เมื่อสักครู่ นี่คือสิ่งที่รัฐจะต้องเปิดช่องทางและกำหนดท่าทีให้ได้ว่าจะใช้อำนาจรัฐกดทับประชาชนอีกหรือไม่ ผ่านกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน