ณธีภัสร์ สนับสนุนแก้กฎหมายธุรกิจ ปรับจัดตั้งบริษัท-ประชุมผู้ถือหุ้นดิจิทัล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แสดงความเห็นสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจ โดยเสนอให้ปรับปรุงในหลายประเด็น เช่น การอนุญาตให้บุคคลหนึ่งคนสามารถจัดตั้งบริษัทได้ และการเปิดช่องให้ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น พร้อมเน้นให้พิจารณายอมรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ตามร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่พิจารณาอยู่นี้ มีวัตถุประสงค์ก็เพื่อเพิ่มศักยภาพและความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจและนำเทคโนโลยี มาใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งโดยรวมแล้วผมเห็นด้วยกับการแก้ไขครั้งนี้นะครับ แต่ผมเอง ยังมีข้อคิดเห็นบางประการว่าหากเรามีการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพิ่มเติมก็จะทำให้การแก้ไข ครั้งนี้นั้นตรงตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจอย่างแท้จริงครับ ท่านประธานครับ ข้อคิดเห็นของผมในประการแรกในเรื่องของการปรับลดจำนวนบุคคล ในการจัดตั้งบริษัท เนื่องด้วยมาตรา ๖ ซึ่งเป็นการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๙๗ แก้ไขโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความง่ายในการจัดตั้งธุรกิจและส่งเสริม ให้มีการประกอบธุรกิจในรูปแบบบริษัทมากขึ้น โดยการลดจำนวนผู้จัดตั้งบริษัทจากเดิม ๓ คนไปเป็น ๒ คน ผมเห็นควรในการปรับลดจำนวนบุคคลที่ใช้ในการจัดตั้งบริษัท ตามเหตุผลที่ได้มีการเสนอมานะครับ แต่คำถามคือในเมื่อเราจะแก้แล้ว ทำไมเราไม่ทำให้ กฎหมายนั้นรองรับให้เพียงแค่คน ๆ เดียวก็สามารถจัดตั้งบริษัทไปได้เลยล่ะครับ ซึ่งในปัจจุบันต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศก็ได้มีกฎหมายรองรับการจัดตั้งบริษัทด้วยตัว คนคนเดียวมากมาย ท่านประธานครับ จากดัชนีดูอิง บิสซิเนส แรงกิง (Doing Business Rankings) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของธนาคารโลกที่ได้มีการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบ ธุรกิจในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดย ๑ ใน ๑๒ ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาความยากง่าย ก็คือความสะดวกในการจัดตั้งธุรกิจ ท่านประธานทราบไหมครับว่าประเทศที่มีดัชนี ดูอิง บิสซิเนส (Doing Business) ที่อยู่ในอันดับท็อปเทน (Top Ten) หรือ ๑๐ อันดับแรก เกือบทุกประเทศก็ได้มีการอนุญาตให้จัดตั้งบริษัทจำกัด โดยบุคคลอย่างน้อยเพียง ๑ คน เท่านั้น ประกอบกับจากการสำรวจข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูลการจดทะเบียน จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บริษัทพบว่าบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นคนเดียวเกินกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ ทั้งบริษัทมีมากถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ซึ่งหมายความว่ามีบริษัท จำนวนถึง ๓๓๐,๐๐๐ บริษัท จาก ๔๐๐,๐๐๐ บริษัท ที่ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วแทบจะ เรียกได้ว่ามีผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว จากข้อมูลนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันความต้องการ ที่บุคคลจะเปิดบริษัทร่วมกับบุคคลอื่นนั้นมีน้อยลงและต้องการที่จะเปิดบริษัทด้วยตัวคน เดียวมากขึ้น ซึ่งมาตรา ๖ ที่อนุญาตให้จัดตั้งบริษัทได้ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป จึงไม่สามารถ ตอบสนองกับความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง และไม่สอดรับกับตัวชี้วัดของ ธนาคารโลก ดังนั้นการแก้ไขครั้งนี้อาจจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่สูงสุดจริง ๆ จึงเหมือนเป็น การแก้ไขไปพลาง ๆ ก่อนครับ ท่านประธานครับ แม้ปัจจุบันจะมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. บริษัทจำกัดคนเดียว ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้จดทะเบียนบริษัทคนเดียวได้ แต่จากการที่ผม ได้อ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ยังเห็นว่ามีปัญหาในเรื่องของการจำกัดสิทธิอีกหลายประการ ที่ไม่เอื้อต่อการขยายธุรกิจอำนวยความสะดวกเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ทัดเทียมกับ นานาอารยะประเทศ และที่สำคัญ ครม. ก็ได้มีมติเห็นชอบให้มีกฎหมายนี้ไปตั้งแต่ ต้นปี ๒๕๖๐ แล้ว แต่จนบัดนี้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ยังไม่เข้ามาให้สภาพิจารณา ไม่รู้ว่า ประชาชนจะต้องรอไปถึงเท่าไรครับ ผมว่าเราต้องเอาให้ชัดครับท่านประธาน ถ้าหากเรารู้ แล้วว่าการจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียวสอดรับกับความต้องการของสังคมและทำให้เรา ก้าวหน้าเท่าทันนานาอารยะประเทศ ก็ควรจะทำให้สมบูรณ์โดยเร็ว ถ้าทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้แล้วเมื่อไรประเทศไทยจะก้าวไกลเท่าทันเขาสักทีครับ

ข้อคิดเห็นของผมในประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ในการปฏิบัติงาน โดยการเพิ่มช่องทางคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นด้วยการ ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๑๒ ที่มีใจความสรุปได้ว่าขอแก้ไข วิธีการบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น จากเดิมกระทำโดยวิธีการลงโฆษณา ในหนังสือพิมพ์ท้องที่และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน เปลี่ยนการส่งไปรษณีย์ ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน เว้นแต่บริษัทมีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือที่ต้องโฆษณา ในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ด้วย ตามร่าง พ.ร.บ. แก้ไขฉบับนี้นั้นผมเห็นควรให้เพิ่มรูปแบบ การบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น โดยให้สามารถส่งทางอีเมล (e-Mail) หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้กระบวนการในการติดต่อสื่อสารของบริษัทนั้นมีความคล่องตัวมากขึ้น ตอบโจทย์ กับโลกปัจจุบันที่เราอยู่ในยุคดิจิทัล (Digital) และทำให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก. ว่าด้วยการ ประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยที่มาตรา ๘ ระบุไว้ว่าการส่งหนังสือ เชิญประชุมและเอกสารประกอบการประชุมนั้นจะส่งโดยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ หากมี ความกังวลในด้านความปลอดภัยและผลทางกฎหมายในเรื่องของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ นั้นเรามีกฎหมายรับรองอยู่แล้วคือ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่แก้เพิ่มเติม ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งได้แบ่งประเภทของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ไว้เป็น ๓ ประเภท คือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้และ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ซึ่งใช้ใบรับรองที่ออกโดยผู้ให้บริการออกใบรับรอง ทั้งนี้ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้ง ๓ ประเภทที่ผมได้กล่าวมา ล้วนแล้วแต่มีผลทางกฎหมาย เท่าเทียมเช่นเดียวกับการลงลายมือชื่อบนเอกสารกระดาษครับ เราสามารถพิจารณา แนวทางและมาตรฐานของประเภทของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อวิเคราะห์ว่า ประเภทไหนเหมาะสมที่สุดที่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์การบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ท่านประธานครับ ความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ครั้งนี้ถือว่ามีความตั้งใจที่ดีครับ แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ ประเด็นดังที่ผมได้อภิปรายยกตัวอย่าง มาข้างต้นที่ควรจะต้องมีการปรับปรุงและแก้ไข การที่เราจะแก้ไขทั้งทีผมก็อยากให้การแก้ไข ครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนที่ต้องการจะประกอบอาชีพโดยสุจริต ซึ่งปัจจุบัน ก็ตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก อย่าให้พวกเขาต้องมีอุปสรรคในการที่จะเริ่มต้นทำมาหากิน เลยครับ หวังว่าในขั้นกรรมาธิการจะไปพิจารณาแก้ไขทำให้กฎหมายตัวนี้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ยกระดับ การแข่งขันของประเทศ และได้รับการจัดอันดับตามตัวชี้วัดเรื่องความยากง่ายในการ ประกอบธุรกิจหรือ ดูอิง บิสซิเนส แรงกิง (Doing Business Ranking) ของธนาคารโลกได้ดี ยิ่งขึ้นครับ ขอบคุณครับ